HomeBrand Move !!ผ่ายุทธศาสตร์ “สิงห์ เอสเตท” เติบโต 3 เท่าตัวใน 3 ปี บนรันเวย์อสังหาฯที่ท้าทายสุดๆ

ผ่ายุทธศาสตร์ “สิงห์ เอสเตท” เติบโต 3 เท่าตัวใน 3 ปี บนรันเวย์อสังหาฯที่ท้าทายสุดๆ

แชร์ :

การพัฒนาธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ให้เป็นที่ยอมรับท่ามกลางการแข่งขันที่รุนแรง ไม่ใช่เรื่องง่าย และหากเป็นแบรนด์ผู้ท้าชิงที่เข้ามาทีหลังด้วยแล้ว ยิ่งยากและท้าทายเป็นทวีคูณ แต่สำหรับ “สิงห์ เอสเตท” (Singha Estate) ธุรกิจในเครือบุญรอดบริวเวอรี่ของตระกูลภิรมย์ภักดี กลับใช้เวลาเพียง 6 ปี หลังจากเข้ามาโลดแล่นในตลาดอสังหาฯ เมื่อปี 2014 จากที่ดินเก่าของตระกูล จนถึงวันนี้ขยายพอร์ตอย่างรวดเร็วครอบคลุมธุรกิจอสังหา 3 กลุ่ม ได้แก่ ธุรกิจที่พักอาศัย ธุรกิจเชิงพาณิชย์ ธุรกิจโรงแรมและรีสอร์ต

BMW Class Of The Future

Santos Or Jaune

เส้นทางของสิงห์ เอสเตท มีวิธีคิดอย่างไร? ถึงสามารถฉีกตัวเองจากคู่แข่ง จนทำให้แบรนด์โลดแล่นในตลาดได้อย่างโดดเด่น คุณฐิติมา รุ่งขวัญศิริโรจน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ. สิงห์ เอสเตท มีคำตอบ พร้อมกับก้าวต่อไปที่กำลังเดินหน้าขยายธุรกิจไม่หยุด สู่การลงทุนในนิคมอุตสาหกรรม ธุรกิจผลิตกระแสไฟฟ้าและธุรกิจบริการด้านนวัตกรรม ซึ่งเป็นอีกจิ๊กซอว์สำคัญที่จะเข้ามาเติมเต็มสิงห์ เอสเตท ให้แข็งแกร่ง และดันรายได้ธุรกิจอสังหาฯ ให้เพิ่มขึ้น 3 เท่าตัวภายใน 3 ปีจากนี้

เส้นทางนี้จึงต้องสร้างความต่าง

ในแวดวงอสังหาฯ สิงห์ เอสเตท ถือเป็นหนึ่งในผู้เล่นที่มีพัฒนาการด้านการเติบโตที่น่าสนใจ เพราะถึงตอนนี้จะมีอายุเพียง 6 ปี ซึ่งหากเทียบกับคน ต้องยอมรับว่ายังเด็กอยู่มาก แต่ผลงานที่สร้างการเติบโตอย่างต่อเนื่องจากการลงทุนและการพัฒนาอสังหาฯ ในช่วงที่ผ่านมา เป็นบทพิสูจน์ความสำเร็จของแบรนด์น้องใหม่ในวงการนี้ได้เป็นอย่างดีเช่นกัน

ซึ่งหากย้อนกลับไปเมื่อปี 2014 เหตุผลสำคัญที่ทำให้ สิงห์ เอสเตท เข้ามาลุยตลาดอสังหาฯ อย่างเต็มตัว ทั้งๆ ที่รู้ว่าสนามนี้แข่งขันกันดุเดือดก็ตาม หลักๆ เลยมาจากความต้องการที่จะสร้างการเติบโตในตลาดใหม่ๆ และต้องการกระจายความเสี่ยง นอกจากธุรกิจเครื่องดื่มที่กลุ่มสิงห์มีความแข็งแกร่งอยู่แล้ว และเมื่อส่องมาดูตลาดอสังหาฯ เมื่อประมาณ 6 ปีที่แล้ว ถือเป็นหนึ่งในเซ็กเม้นต์ที่ยังเติบโตต่อเนื่อง

ถึงแม้การแข่งขันสูงจะไม่ใช่อุปสรรคในการทำธุรกิจ แต่การจะสร้างแบรนด์ในตลาดที่คู่แข่งมีความแข็งแกร่ง อีกทั้งแต่ละเซ็กเม้นต์มีเจ้าตลาดอยู่แล้ว แน่นอนว่าย่อมเป็นโจทย์หินไม่น้อยทีเดียว และทำให้กลยุทธ์ที่จะนำมาใช้บุกตลาดต้อง “แตกต่าง” จากคนอื่น โดยสิงห์ เอสเตทเริ่มจากการพัฒนาโปรดักต์ที่แข็งแกร่งให้ครบทุกเซ็กเตอร์ ไม่ว่าจะเป็นบ้านจัดสรร คอนโดมิเนียม อาคารสำนักงานให้เช่า โรงแรม และศูนย์การค้าแบบไลฟ์สไตล์มอลล์ โดยเน้นการร่วมมือกับพันธมิตรในการพัฒนาโครงการตั้งแต่ระดับกลางถึงบน มาใช้เป็น “จุดแข็ง” สร้างความต่างจากคู่แข่ง และยังทำให้สามารถขยายพอร์ตธุรกิจได้อย่างรวดเร็ว

ส่งผลให้ผ่านมาเพียงแค่ 6 ปี ปัจจุบัน สิงห์ เอสเตท จึงมีธุรกิจครอบคลุม 3 กลุ่ม ประกอบไปด้วย ธุรกิจที่พักอาศัย ธุรกิจโรงแรม ธุรกิจอาคารสำนักงานและพื้นที่ค้าปลีกพาณิชย์ โดยธุรกิจที่พักอาศัยมี 23 โครงการ เช่น แบรนด์สันติบุรี The ESSE และแบรนด์อื่นๆ โดยสร้างรายได้ให้บริษัทฯ ประมาณ 57% ของรายได้ทั้งหมด ขณะที่ธุรกิจโรงแรมและรีสอร์ตปัจจุบันมี 39 แห่ง ใน 5 ประเทศ มีห้องพักรวมกัน 4,647 ห้อง สร้างรายได้ให้กับบริษัทฯ ประมาณ 24% ของรายได้ทั้งหมด และธุรกิจอสังหาเพื่อการพาณิชย์ ประกอบด้วยอาคารสำนักงานและพื้นที่ค้าปลีกพาณิชย์สร้างรายได้ให้บริษัทฯ ประมาณ 15% ของรายได้ทั้งหมดในปี 2563 ทั้งยังเป็นหนึ่งในบริษัทอสังหาฯ ที่มีการเติบโตรวดเร็ว โดยมีมูลค่าสินทรัพย์รวมอยู่ที่ 65,000 ล้านบาท ณ สิ้นปี 2563 จากที่เริ่มต้นธุรกิจในปี 2014 ด้วยมูลค่าสินทรัพย์รวม 9,000 ล้านบาท

โมเดลความหลากหลาย คือทางรอดในยุควิกฤติ

ต้องยอมรับว่า การแตกไลน์โปรดักต์ให้ครอบคลุมทุกตลาด นอกจากจะทำให้สิงห์ เอสเตท มีโปรดักต์ครบทุกเซ็กเม้นต์ แตกต่างจากผู้ประกอบการในตลาดที่ส่วนใหญ่จะโดดเด่นในแต่ละตลาดแล้ว ยังเป็นวิธีสำคัญที่จะช่วยกระจายความเสี่ยงให้กับธุรกิจ โดยเฉพาะในช่วงที่เกิดสถานการณ์วิกฤต

สะท้อนชัดจากการแพร่ระบาดของโควิด -19 ในปีที่ผ่านมา ที่ส่งผลกระทบต่อทุกอุตสาหกรรรม ธุรกิจโรงแรมของสิงห์ เอสเตทที่สร้างรายได้ประจำตให้กับกลุ่มมาตลอดก็ได้รับผลกระทบเช่นกัน แต่การวางโครงสร้างธุรกิจให้มีความหลากหลายด้วยธุรกิจ 3 ขา รวมถึงการกระจายโรงแรมไปในหลายประเทศ ทำให้ สิงห์ เอสเตท ยังคงสร้างรายได้ต่อเนื่องท่ามกลางสถานการณ์ที่ยากจะคาดเดา ซึ่งเป็นสิ่งที่ยืนยันถึงแนวทางการทำธุรกิจที่สิงห์ เอสเตทเดินมาตลอด 6 ปีนั้นมาถูกทาง

แค่ 3 ขาไม่พอ ขยายธุรกิจใหม่ เสริมแกร่งธุรกิจหลัก

ถึงวันนี้สิงห์ เอสเตทจะสามารถปักหมุดในตลาดอสังหาฯ ได้อย่างรวดเร็ว แต่คุณฐิติมา บอกว่า นี่เป็นเพียงจุดเริ่มต้นเท่านั้น เพราะสิงห์ เอสเตทวางเป้าหมายในการขึ้นเป็นหนึ่งในธุรกิจอสังหาฯ แถวหน้าของไทย นั่นหมายความว่าสิงห์ เอสเตทจะต้องงัดทุกกลยุทธ์เพื่อสร้างการเติบโตให้มากกว่าที่เป็นอยู่ โดยตั้งเป้าจะเพิ่มรายได้เป็น 3 เท่า ภายใน 3 ปีนับจากนี้ หรือสร้างธุรกิจให้มีมูลค่าสินทรัพย์จาก 65,000 ล้านบาท ณ สิ้นปี 2563 เป็นธุรกิจที่มีมูลค่าสินทรัพย์ 80,000 ล้านบาท ณ สิ้นปี 2566 และในขณะเดียวกัน ยังตั้งเป้าเพิ่มอัตราผลกำไรในการทำธุรกิจด้วย

โดยกลยุทธ์สำคัญที่จะนำสิงห์ เอสเตทไปสู่เป้าหมายใน 3 ปี มาจากการเดินหน้าขยายธุรกิจใหม่ ทั้งธุรกิจผลิตกระแสไฟฟ้า ธุรกิจนิคมอุตสาหกรรม และบริการด้านนวัตกรรมที่เกี่ยวเนื่อง โดยจะผสานธุรกิจใหม่เข้ากับธุรกิจเดิมที่มีอยู่ เพื่อเติมเต็มให้ธุรกิจของสิงห์ เอสเตท มีความได้เปรียบและสามารถคว้าโอกาสใหม่ๆ ทางธุรกิจในตลาดทั้งในประเทศและระดับโลกได้มากขึ้น

คุณฐิติมา ให้เหตุผลของการขยายธุรกิจใหม่เข้ามาเติมในพอร์ตว่า การมีธุรกิจเพียง 3 ขา ไม่สามารถตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคได้อีกต่อไป เพราะตลาดวันนี้เต็มไปด้วยความไม่แน่นอนและไม่เหมือนเดิม ส่งผลให้พฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยนแปลงไปตลอดเวลา ดังนั้น แม้ภาพรวมตลาดอสังหาฯ อาจจะเติบโตไม่มาก แต่มีบางเซ็กเม้นต์ บางตลาดยังไปได้ ทำให้สิงห์ เอสเตท จึงต้องพัฒนาธุรกิจใหม่ๆ เข้ามาเสริมทัพในครั้งนี้

“หัวใจของการขยายฐานธุรกิจใหม่ในครั้งนี้ นอกจากจะช่วยเติมเต็มสร้างโอกาสใหม่ๆ ในตลาดอสังหาฯ มากขึ้นแล้ว ยังกระจายความเสี่ยงจากความหลากหลายของธุรกิจที่มีวงจรต่างกัน ทำให้สามารถรับมือกับความผันผวนที่ไม่คาดคิดว่าจะเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา และทำให้สามารถเติบโตสร้างรายได้ประจำอย่างต่อเนื่อง”

นอกจากการขยายไปสู่ธุรกิจใหม่แล้ว สิงห์ เอสเตท ยังกำลังศึกษาแนวคิดและวิธีใหม่ๆ ระดับโลก เพื่อจะนำมาใช้ในการบริหารจัดการธุรกิจโรงแรมและรีสอร์ตของบริษัทฯ เพื่อเพิ่มศักยภาพของธุรกิจให้สามารถเดินหน้าต่อไปได้ในทุกสถานการณ์อีกด้วย


แชร์ :

You may also like

เว็บไซต์นี้ใช้คุกกี้เพื่อปรับปรุงประสบการณ์ของคุณ เราจะถือว่าคุณยอมรับในเรื่องนี้ แต่คุณสามารถเลือกไม่รับได้หากต้องการตกลงอ่านเพิ่มเติม