“Hi, 5G” แอปเปิลเปิดตัว iPhone 12 รวดเดียว 4 รุ่นตามคาด พร้อม Homepod mini รุ่นจิ๋ว

หลายอย่างตรงกับข่าวลือที่ออกมาล่วงหน้าสำหรับอีเวนท์ของ Apple ที่จัดขึ้นเมื่อเที่ยงคืนที่ผ่านมาตามเวลาในประเทศไทย ไม่ว่าจะเป็นการเปิดตัว HomePod Mini ลำโพงอัจฉริยะตัวจิ๋วที่ว่างเว้นจากการเป็นข่าวมานาน หรือการส่ง iPhone 12 ออกมาพร้อมกันทั้งสิ้น 4 รุ่น ที่คาดว่าจะช่วยปลุกตลาดสมาร์ทโฟน 5G ในช่วงปลายปีให้คึกคักขึ้น ไม่ต่างกับหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีที่พร้อมใจกันปรับตัวขึ้นไปก่อนหน้านี้แล้ว (โดยเฉพาะหุ้นแอปเปิลปรับตัวเพิ่มขึ้นถึง 6.35%)

- Advertisement -

อีเวนท์เริ่มต้นด้วยการพูดถึงพระรองอย่าง HomePod Mini และ Siri ก่อน โดย Apple พยายามบอกว่า Siri นั้นฉลาดมากขึ้นทุกวัน กับการตอบคำถามให้กับแต่ละครอบครัวไม่ว่าจะเป็นเรื่องความสูงของหอไอเฟล จำนวนประชากรในแอฟริกา พระอาทิตย์ตกกี่โมง หรือเรื่องราวด้านชีววิทยาต่าง ๆ ด้วยเหตุนี้ การทำงานร่วมกันของ HomePod Mini, Siri และ iPhone จะทำให้ HomePod Mini ฉลาดมากขึ้นไปอีก เพราะมันสามารถเข้าถึงข้อมูลในแอปพลิเคชันต่าง ๆ ได้ เช่น เช็คปฏิทิน เช็คเส้นทางจาก Maps ส่งข้อความ ไปจนถึงช่วยหา iPhone (ใน Find my iphone) ได้เลย

HomePod mini

และด้วยความสามารถของ Siri ทำให้ HomePod Mini ไม่ได้จำแค่เจ้าของคนเดียว แต่มันพร้อมจะจดจำทุกคนในบ้าน และ Personalize ประสบการณ์ให้เข้ากับสมาชิกแต่ละคนด้วย

ไม่เพียงเท่านั้น ดูเหมือนว่างานนี้ HomePod Mini เก่งพอที่จะช่วยสั่งการอุปกรณ์อัจฉริยะต่าง ๆ ให้กับ Apple ได้ด้วย เช่น สั่งให้หรี่ไฟ ล็อกประตู ฯลฯ และสามารถใช้ฟีเจอร์ Intercomm โทรหาสมาชิกในบ้านที่กระจายอยู่ตามห้องต่าง ๆ ได้ (ในกรณีที่ห้องที่สมาชิกในบ้านอยู่ไม่มี HomePod ความเจ๋งคือระบบสามารถเปลี่ยนข้อมูลที่เป็นคำสั่งเสียงให้กลายเป็นข้อความ แล้วส่งเข้าอุปกรณ์อื่น ๆ อย่าง Apple Watch เพื่อแจ้งข่าวแทนได้)

สำหรับราคาของ HomePod Mini ถือว่าปรับลงมาเยอะทีเดียว โดย Apple ตั้งราคาไว้ที่ 99 เหรียญสหรัฐเท่านั้น (จากเดิมที่เคยเปิดตัว HomePod เมื่อปี 2018 และตั้งราคาไว้สูงถึง 349 เหรียญสหรัฐ ในขณะที่คู่แข่งในยุคนั้นอย่าง Amazon และ Google ตั้งราคากันแค่หลักร้อยเหรียญสหรัฐ)

ส่วนราคาของ HomePod ในปัจจุบัน ลดลงมาเหลือ 299 เหรียญสหรัฐแล้ว

iPhone 12 พระเอกของงานที่มาพร้อม 5G

แอปเปิลเลือกที่จะนำ iPhone 12 มาพูดถึงในงานเป็นอันดับสองต่อจาก HomePod mini ซึ่งก็เป็นไปตามคาดกับการส่ง iPhone ที่รองรับเครือข่าย 5G ออกมาเสียที เหมือนกับที่หลายคนเล็งเอาไว้กับคำว่า Hi, Speed ในบัตรเชิญก่อนหน้านี้

แต่เพื่อให้การประกาศความพร้อมของเครือข่าย 5G ที่ iPhone รุ่นใหม่รองรับมีความน่าเชื่อถือมากขึ้น Apple เลือกที่จะให้ Hans Vestberg ซีอีโอของ Verizon มาบอกเล่าความสามารถของเครือข่าย 5G ของ Verizon ในสหรัฐอเมริกาบนเวทีด้วยกัน (ทำ Social Distancing กับ Tim Cook ด้วย) ซึ่งก็ไม่แปลกที่ทุกเครือข่ายจะบอกว่า ระบบของตนเองนั้นพร้อมมากแล้วจริง ๆ นะ สำหรับการให้บริการ 5G ทั่วประเทศ เพราะ Verizon ก็ทำเช่นนั้นบนเวทีของ Apple

โดยสิ่งหนึ่งที่เปลี่ยนไปใน iPhone 12 ก็คือช่องใส่ซิมที่ย้ายมาอยู่ด้านซ้ายมือตามที่สื่อต่างประเทศหลายสำนักคาดการณ์ไว้ก่อนหน้านี้ (เนื่องจากมีการปรับด้านการออกแบบสถาปัตยกรรมภายใน iPhone 12 ใหม่) ซึ่ง Apple บอกว่า การออกแบบใหม่ทำให้ iPhone 12 หน้าจอ 6.1 นิ้วนี้ บางลงกว่าเดิม 11% และเบาขึ้นกว่าเดิม 16% (เทียบกับ iPhone 11) ด้วย

สำหรับการทำงาน iPhone 12 มาพร้อม Smart Data Mode ที่จะปรับการทำงานอัตโนมัติระหว่างเครือข่าย 5G กับ 4G LTE ให้กับแอปพลิเคชันต่าง ๆ รวมถึงชิป A14 ที่ Apple บอกว่าใส่ทรานซิสเตอร์ลงมา 11.8 พันล้านตัว สามารถประมวล Neural Engine ได้ที่ 11 ล้านล้านคำสั่งใน 1 วินาที หรือเร็วขึ้น 80% อีกทั้งยังมาพร้อม CPU ที่สามารถประมวลผลได้เร็วขึ้น ฯลฯ มันก็เป็นเหตุผลที่สอดรับกันดีกับการปรากฏตัวของเกม League of Legends Wild Rift ในอีเวนท์ดังกล่าวเพื่อที่จะให้ Apple บอกว่า การทำงานของเกมต่าง ๆ บน iPhone ที่จะทำงานได้ดีขึ้นนั่นเอง

แต่เราคงไม่ได้ซื้อ iPhone 12 มาเพื่อเล่นเกมอย่างเดียวใช่ไหม

เพื่อตอบคำถามนี้ Apple เลยโชว์ประสิทธิภาพกล้องบน iPhone 12 เสียเลย ด้วยการบอกว่า เทคโนโลยี Computational Photography จะเข้ามาช่วยในการประมวลผลภาพถ่ายให้สามารถแสดงผลสีต่าง ๆ ได้อย่างเจาะลึกมากขึ้น และยังสามารถสร้างภาพ Night Mode ได้สวยงามขึ้นกว่าเดิมด้วย (กล้องหน้าก็รองรับ Night Mode ด้วย ซึ่ง Apple บอกว่าสามารถถ่ายเซลฟี่ในตอนกลางคืนได้สวยขึ้นเช่นกัน)

แน่นอนว่าในกล่อง iPhone 12 ก็ไม่มีหูฟังกับที่ชาร์จมาให้อีกต่อไป (มีแค่สายไลท์นิ่ง->USB-C) ซึ่งเหตุผลที่ Apple ยกมา คนรักสิ่งแวดล้อมน่าจะเข้าใจได้กับเป้าหมายที่ต้องการลดการใช้ทรัพยากรอย่างสิ้นเปลือง แถมการไม่มีอุปกรณ์พ่วงนี้ยังทำให้กล่องของ iPhone 12 บางลงได้อีกด้วย

ในงานดังกล่าวยังมีการเปิดตัวอุปกรณ์เสริม MagSafe ที่เป็นเคส เป็นกระเป๋าสตางค์ และที่ชาร์จแบบใหม่ที่ออกแบบมาสำหรับ iPhone 12 และ iPhone 12 Pro โดยมีแม่เหล็กในตัวที่ช่วยให้ประกบติดกันได้ง่าย และชาร์จแบบไร้สายได้รวดเร็วขึ้น (สำหรับในประเทศไทยยังไม่มีจำหน่าย)

จบการบอกเล่าคุณสมบัติของ iPhone 12 แล้ว iPhone 12 mini (หน้าจอ 5.4″ นิ้ว) ก็ตามมาติด ๆ พร้อมกับการบอกว่า มันรองรับ 5G และมาพร้อม Super Retina XDR, A14 Bionic, Dual-Camera system ฯลฯ เหมือนกับ iPhone 12 เลยนะ แค่ตัวเล็กกว่าเท่านั้น

ความแตกต่างด้านขนาดทำให้ราคาของ iPhone 12 และ iPhone 12 mini ต่างกัน 100 เหรียญสหรัฐ นั่นคือ iPhone 12 ราคา 799 เหรียญสหรัฐ ส่วน iPhone 12 mini ราคา 699 เหรียญสหรัฐ

ปิดท้ายด้วยรุ่น Pro

จากนั้นก็ถึงเวลาของ iPhone 12 Pro (6.1 นิ้ว) และ iPhone 12 Pro Max (6.7 นิ้ว) ที่คนรักการถ่ายภาพน่าจะชอบ เพราะนอกจากคุณสมบัติที่รองรับ 5G, Super Retina XDR, A14 Bionic ฯลฯ แล้ว iPhone 12 Pro ยังมาพร้อมเลนส์ Wide, เลนส์เทเล, เลนส์ Ultra Wide และโหมด Apple ProRAW มาช่วยในการถ่ายภาพ กับโหมด Pro Video สำหรับช่วยในการถ่าย-ตัดต่อวิดีโอระดับ Dolby Vision HDR ได้เลยภายในโทรศัพท์มือถือ รวมถึง LiDAR Scanner สำหรับการทำงานด้าน AR ก็ตามมาใน iPhone 12 Pro ทั้งสองรุ่นเช่นกัน

สนนราคาของ iPhone 12 Pro ก็เขยิบขึ้นมาอีกหน่อย โดยเริ่มต้นที่ 999 เหรียญสหรัฐ และ Pro Max อยู่ที่ 1,099 เหรียญสหรัฐ ส่วนการจำหน่ายจะเปิดให้พรีออเดอร์แยกกัน นั่นคือ iPhone 12 และ iPhone 12 Pro จะเริ่มให้พรีออเดอร์ก่อนในวันที่ 16 ตุลาคมนี้ ก่อนขายจริง 23 ตุลาคม ส่วน iPhone 12 Pro Max และ iPhone 12 Mini จะตามมาในเดือนพฤศจิกายน (พรีออเดอร์ 6 พฤจิกายน วางจำหน่าย 13 พฤศจิกายน)

ที่น่าสนใจคือเครดิตที่ปรากฏขึ้นในตอนจบ ที่ Apple ให้ความสำคัญกับมาตรการด้านสุขภาพด้วยการตรวจวัดอุณหภูมิของทีมงาน และผู้บริหารตลอดช่วงเวลาที่มีการถ่ายทำ รวมถึงมีการจัด Social Distancing ในการทำงาน และทีมงานทุกคนจะต้องสวมหน้ากากอนามัยตลอดเวลา เว้นแต่ตอนที่ผู้บริหารต้องอยู่หน้ากล้อง

แม้จะเป็นอีเวนท์เปิดตัว iPhone ที่เงียบเหงาไปบ้างสำหรับ Apple ในยุค Covid-19 แต่ก็มองเห็นความพยายามที่จะให้อีเวนท์นี้เป็นพื้นที่ปลอดภัยสำหรับทุกคนที่เข้าร่วมงานได้ดีทีเดียว