10 สิ่งที่คุณไม่เคยรู้เกี่ยวกับแอป ดอลฟิน! [PR]

ทุกวันนี้ เชื่อได้เลยว่าโทรศัพท์มือถือเปรียบเสมือนอีกหนึ่งอวัยวะของพวกเราหลายๆ คนที่ขาดไม่ได้  ด้วยความสะดวกสบายที่ครบครัน ไม่ว่าจะเป็นฟังก์ชั่นการสื่อสาร หรือจะเป็นแอปพลิเคชั่นต่างๆ อีกมากมาย ที่ล้วนรังสรรค์ออกมาให้ชีวิตของเราทุกคนสะดวกสบาย และง่ายยิ่งขึ้น  เรียกได้ว่าทำทุกอย่างได้ผ่านปลายนิ้วเลยทีเดียว

วันนี้ เราจะมาแนะนำเกี่ยวกับแอปพลิเคชั่นที่หลายๆ คนอาจจะเคยใช้ หรือได้ยินถึงมาก่อนอย่าง ดอลฟิน (Dolfin) แอปฯ น้องใหม่มาแรงภายใต้การบริหารของกลุ่มบริษัท เซ็นทรัล เจดี ฟินเทคที่ให้บริการดิจิทัลแพลตฟอร์มอัจฉริยะที่นำเสนอผลิตภัณฑ์ทางการเงินต่างๆ ตามความต้องการของลูกค้า และรวมไปถึงบริการการชำระเงินด้วยกระเป๋าเงินออนไลน์ที่มีชื่อว่า “Dolfin Wallet“ ที่อยู่ภายใต้การบริหารบริษัทในเครือ ที่เปิดตัวมาได้เกือบปี พร้อมจำนวนผู้ใช้เกินล้านราย ว่าเขามีความพิเศษ ฟีเจอร์ และเทคโนโลยีที่แตกต่างกว่า อี-วอลเล็ท (e-Wallet) อื่น ๆ ในไทยอย่างไร เราไปดูกัน

  1. กระเป๋าเงินอิเล็กทรอนิกส์ดอลฟิน (Dolfin Wallet) คืออะไร?

เริ่มแรกเลย สำหรับใครที่ยังไม่รู้จักกระเป๋าเงินอิเล็กทรอนิกส์ดอลฟิน หรือ Dolfin Wallet นั้น เราขอให้คุณดาวน์โหลดมาทดลองใช้ฟรี ไม่ว่าจะผ่านระบบแอนดรอยด์ หรือ iOS เพราะเจ้าแอปฯ นี้คือกระเป๋าเงินอิเล็กทรอนิกส์สุดฉลาดที่จะมาเปลี่ยนประสบการณ์การใช้จ่ายของคุณให้สะดวกสบาย ปลอดภัย และแน่นอนเชื่อถือได้  โดยเฉพาะในช่วงวิกฤตโควิด-19 นี้ ที่คุณคงอยากลดการสัมผัสให้ได้มากที่สุด ทำให้คุณไม่ต้องพกเงินสดให้ยุ่งยากอีกต่อไป เพียงแค่มีสมาร์ทโฟนเครื่องเดียวก็เหมือนพกกระเป๋าสตางค์เพื่อซื้อของและรับประทานอาหารได้แล้ว

  1. ตัวช่วยสำหรับทุกอย่าง สะดวก จบ ในแอปฯ เดียว

ไม่ว่าจะซื้อสินค้า หรือ รับประทานอาหาร Dolfin Wallet ก็ช่วยให้ชีวิตผู้ใช้งานง่ายขึ้นไปอีกขั้น ด้วยฟังก์ชั่นในการเลือกซื้อ สั่ง จ่าย และโอน ผ่านหน้าแอปฯ แบบครบจบในที่เดียว ง่ายๆ เพียงสแกนจ่ายด้วยคิวอาร์โค้ด หรือ จะให้ทางร้านค้าสแกนบาร์โคดผ่านแอปพลิเคชั่นก็ได้ เหมาะอย่างยิ่งในช่วงสถานการณ์ยุคโควิด-19 ที่ทุกคนต้องการลดการสัมผัสจากสิ่งที่ต้องอุปโภคบริโภคในชีวิตประจำวัน  นอกจากนี้ผู้ใช้ยังสามารถเข้าถึงแอปพลิเคชั่นได้ทุกที่ ทุกเวลาเพื่อชำระสินค้าที่ร้านค้าหรือชำระค่าบิลต่างๆ  โดยในอนาคต แอปดอลฟิน ยังมุ่งเน้นในการสร้าง Digi-Financial Ecosystem ร่วมกับพันธมิตรภาคธุรกิจ ธนาคาร สถาบันการเงิน และภาครัฐ เพื่อเพิ่มการเข้าถึงบริการทางการเงินดิจิทัลสำหรับคนไทยทุกระดับ พร้อมยกระดับคุณภาพชีวิตและไลฟ์สไตล์คนไทยสู่ชีวิตยุคดิจิทัลและสังคมไร้เงินสดเต็มรูปแบบในอนาคต

3. แพลตฟอร์มอัจฉริยะ ภายใต้การร่วมมือระหว่าง 2 ยักษ์ใหญ่

ถึงจะเป็นแอปฯ ที่น้องใหม่ในตลาดไทย แต่แอปพลิเคชั่น ดอลฟิน ก็การันตีความฟิน เพราะเป็นแพลตฟอร์มที่สร้างขึ้นภายใต้การบริหารของกลุ่มบริษัท เซ็นทรัล เจดี ฟินเทค  ซึ่งเป็นบริษัทภายใต้การร่วมทุนระหว่างกลุ่มเซ็นทรัล และ JD.com/JD Digits ผู้นำธุรกิจฟินเทคและอี-คอมเมิร์ซรายใหญ่ที่สุดของประเทศจีน  โดยการร่วมมือนี้ ได้มีการนำเทคโนโลยีทางด้านการเงิน มาพัฒนาและส่งมอบบริการด้านการเงินและฟินเทคอย่างเต็มรูปแบบและครบวงจร  ด้วยฐานผู้ใช้ที่กว้างของทั้งสองบริษัท แพลตฟอร์มอัจฉริยะ ดอลฟิน จึงเข้าใจถึงเทรนด์และพฤติกรรมของผู้บริโภคชาวไทยในปัจจุบัน และสามารถตอบโจทย์ด้านการเงินออนไลน์แก่ผู้ใช้ได้เป็นอย่างดี

  1. แอปฯ ที่มาพร้อมกับความปลอดภัยสูงสุด

นอกจาก Dolfin Wallet จะการันตีเรื่องฟีเจอร์ต่างๆ ที่ตอบโจทย์ผู้ใช้งานให้ได้รับทั้งความสะดวกและง่ายต่อการใช้งานแล้ว  รู้หรือไม่ว่า ในเรื่องของความปลอดภัย ดอลฟิน เองก็นับเป็นเจ้าตลาดเช่นกัน เพราะดอลฟินเป็นแอปฯ แรกในประเทศไทยที่ได้นำระบบ E-KYC (Electronic Know-Your-Customer) เข้ามาพัฒนาด้านระบบรักษาความปลอดภัยในการให้บริการ  ด้วยการนำเทคโนโลยีการจดจำใบหน้า (facial recognition) และการอ่านตัวอักษรจากภาพถ่าย (optical character recognition) ที่มีความแม่นยำสูงมาช่วยในการยืนยันตัวตนของผู้ใช้เมื่อทำการสมัครใช้บริการ  แล้วยังเสริมทัพความปลอดภัยในการชำระเงินแต่ละครั้งด้วยเทคโนโลยี Dynamic QR Code ที่ถูกสร้างขึ้นเฉพาะสำหรับแต่ละยอดการใช้จ่าย เพื่อให้ผู้ใช้งานหมดห่วงกับการโดนโจรกรรมข้อมูลต่างๆ ไปได้เลย

  1. หมดห่วงเรื่องการชำระเงินข้ามแพลตฟอร์มกับระบบ “Open-loop” และช่องทางการเติมเงินที่หลากหลาย

หลายๆ คนอาจจะเบื่อกับข้อยกเว้นต่างๆ ในการใช้อี-วอลเล็ท ที่จำกัดการใช้จ่ายเฉพาะแพลตฟอร์ม  แต่หมดห่วงได้เลยเพราะ Dolfin Wallet ได้ถูกพัฒนาระบบการจ่ายเงินเป็นแบบ open-loop รายแรกของประเทศไทย  ซึ่งระบบการชำระเงินรูปแบบนี้มีความแตกต่างจากระบบของผู้ให้บริการ e-Wallet ของเจ้าอื่นๆ ที่จำกัดให้ผู้ใช้สามารถชำระสินค้าและบริการได้เพียงกับเจ้าของแพลตฟอร์ม e-Wallet นั้นๆ เท่านั้น

อธิบายง่าย ๆ คือ Dolfin Wallet สามารถรองรับการชำระเงินให้กับทุกร้านค้าที่เปิดรับชำระค่าสินค้าและบริการผ่าน QR Code ในระบบพร้อมเพย์ที่มีกว่า 4.5 ล้านจุดทั่วประเทศ และปัจจุบันมีจุดรับชำระเงินกับร้านค้าพันธมิตรอีกกว่า 6,000 จุดทั่วประเทศ อาทิเช่น Central, Robinson, Tops, Supersports, B2S, Family Mart, Major Cineplex Ootoya, Pepper Lunch, McDonalds, KFC, Black Canyon, Boots อีกทั้งยังสามารถเติมเงินได้แบบครบครันทุกช่องทาง โดยสามารถเลือกตัดจ่ายตรงด้วยการเชื่อมต่อกับบัญชีธนาคาร บัตรเดบิต และบัตรเครดิตทุกประเภท ทั้งวีซ่าและมาสเตอร์การ์ด, เติมเงินผ่านแอปฯ mobile banking  หรือเติมเงินเข้าสู่บัญชีดอลฟิน ผ่านเคาน์เตอร์เซ็นเพย์ (CenPay) กว่า 1,900 สาขาทั่วประเทศ ซึ่งจะช่วยให้ผู้ใช้งานสามารถใช้แอปฯ ในการซื้อสินค้าและบริการได้สะดวกสบายมากยิ่งขึ้น

  1. คุ้มฟินกับโปรโมชันตลอดปี พร้อมสะสมแต้ม The1 พิเศษทุกครั้งที่จ่ายผ่านแอปดอลฟิน

ไม่เพียงเท่านั้น Dolfin Wallet พร้อมมอบความคุ้มค่าแบบสุดๆ ตลอดปี ให้ลูกค้าเพลิดเพลินไปกับโปรโมชันและสิทธิพิเศษมากมายจากร้านค้าพันธมิตร ทั้งในและนอกเครือเซ็นทรัล และยังมีร้านค้าพันธมิตรใหม่ๆ ที่จะมาร่วมสร้างประสบการณ์ฟินเพิ่มเติมอีกในอนาคตอย่างแน่นอน นอกจากนี้พิเศษมากขึ้นไปอีกเพราะ Dolfin Wallet เป็นกระเป๋าเงินอิเล็กทรอนิกส์เพียงรายเดียวที่ลูกค้าสามารถสะสมคะแนนพิเศษ The1 สำหรับทุกการใช้จ่าย 100 บาทที่จ่ายผ่านกระเป๋าเงินอิเล็กทรอนิกส์ดอลฟิน

  1. จ่ายก่อนก็สบายใจ กับฟีเจอร์ “แชร์กันจ่าย”

อีกหนึ่งฟีเจอร์ที่เข้ามาตอบโจทย์ ไลฟ์สไตล์การจับจ่าย กิน เที่ยว ฟิน เป็นแก็งค์ ให้หารจ่ายกันง่ายๆ โดยไม่ต้องจับเงินสดหรือตามทวงกันให้วุ่นวายเพียงใช้ฟังก์ชั่น แชร์กันจ่าย (Share bill) แค่ใส่ยอดค่าใช้จ่ายของบิลนั้นๆ และเลือกได้เลยว่าจะ หารเท่า หรือ หารจ่ายตามจริง แล้วส่ง QR code ไปให้เพื่อนได้เลย รวมถึงในอนาคตกระเป๋าเงินอิเล็กทรอนิกส์ดอลฟินเองยังคงพัฒนาฟีเจอร์ให้มีการแจ้งเตือนไปยังผู้ที่ยังไม่คืนเงินอีกด้วย คราวนี้ก็ไม่ต้องไปเกรงใจ ไปไล่ทวงเงินกันทีหลังให้วุ่นวาย

  1. คลิกสั่งไว ไม่รอคิว

หลายๆ คนอาจจะเบื่อกับการที่จะต้องไปเดินช้อปปิ้งเลือกของและรอคิวชำระเงินที่ยาวเหยียด แถมยังเสี่ยงกับการติดเชื้อโควิด-19 อีก หมดห่วงไปได้เลยเพราะตอนนี้ แอปดอลฟิน ได้เปิดบริการใหม่อย่าง “คลิกสั่งไว ไม่รอคิว (Order & Collect)” ร่วมกับท็อปส์ เพื่อเพิ่มความสะดวก ปลอดภัยและประหยัดเวลาในการสั่งและรับสินค้า ผู้ใช้สามารถสั่งซื้อสินค้าอุปโภค-บริโภคที่จำเป็นในชีวิตประจำวัน พร้อมชำระเงินอย่างปลอดภัยผ่าน ดอลฟิน วอลเล็ท แล้วไปรับสินค้าได้เลยภายใน 2 ชั่วโมง ณ จุดบริการลูกค้าของท็อปส์ 10 สาขาใกล้บ้านของคุณ[1] นอกจากนี้ ดอลฟิน ยังเปิดให้บริการการสั่งอาหารแบบ Take Away จาก 12 ร้านดังในเครือซีอาร์จี[2] โดยไม่ต้องรอคิว ช่วยประหยัดเวลาในการรอสั่งอาหารที่หน้าร้าน และการรอรับอาหาร พร้อมลดการสัมผัสในทุกขั้นตอน เพียงแค่สั่งอาหารและชำระเงินผ่าน Dolfin Wallet จากที่ใดก็ได้ แล้วเข้ามารับอาหารที่หน้าร้านได้เลยภายใน 30 นาที สะดวก รวดเร็ว ปลอดภัย แถมยังคิดราคาตามจริงจากเมนู ไม่มีการบวกค่าอาหารเพิ่มให้ปวดหัว

  1. รับประทานชิลๆ ห่างไกลโควิด

แอปดอลฟิน เพิ่มฟีเจอร์ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ยุค ‘นิวนอร์มอล’ แบบสุดๆ ไปเลยกับ ‘คลิกสั่งไว ไร้สัมผัส (Zero-Touch Dine in Experience)’ ที่ได้ถูกพัฒนามาเพื่อให้ลูกค้าสามารถทั้งสั่งอาหาร นั่งทาน และจ่ายในแอปฯ เดียวผ่านคิวอาร์โค้ด โดยไม่ต้องสัมผัสเมนูหรือเงินสดให้ต้องกังวลกันอีกต่อไป ง่ายๆ เพียงแค่สแกนคิวอาร์โค้ดผ่านแอปพลิเคชั่นดอลฟินที่โต๊ะอาหารในร้านอาหารชั้นนำในเครือซีอาร์จี[3] เพื่อเลือกสั่งเมนูอาหารที่ต้องการ และยังสามารถเลือกวิธีการชำระเงินผ่านบัญชีธนาคารและบัตรเครดิตที่เชื่อมต่อกับบริการดอลฟิน วอลเล็ทได้เลย  และแน่นอนยังได้รับโปรโมชันพิเศษจากทางร้านเช่นเคย

10.  เบื้องหลังที่มาของคำว่า “ดอลฟิน” ท้ายสุด กับเกร็ดความรู้ที่ผู้บริหารแอบกระซิบมา รู้หรือไม่ว่า ดอลฟิน หรือที่ภาษาอังกฤษเขียนว่า “Dolfin” นั้นทุกท่านอาจจะสังเกตได้จากโลโก้ของแบรนด์ว่ามาจากศัพท์ภาษาอังกฤษ “Dolphin” ที่แปลว่าปลาโลมา ผสมคำว่า “Finance” โดย ‘Fin” นั้นสื่อได้ถึง 2 ความหมาย คือเรื่องการเงิน และความรู้สึกฟินที่ได้อะไรที่ถูกใจ ซึ่งเจ้าปลาโลมานั้นนอกจากจะฉลาดแล้วยังเป็นมิตรและจริงใจกับทุกคนอีกด้วย ซึ่งเปรียบเสมือนแบรนด์ของ ดอลฟิน ที่สามารถเข้าได้กับทุกพันธมิตรธุรกิจและพร้อมจะช่วยสนับสนุนให้พันธมิตรสามารถเติบโตไปข้างหน้าด้วยกันได้อย่างยั่งยืน   นอกจากนี้ ชื่อดอลฟินนี้ยังได้ถูกคิดให้ตรงกับวิสัยทัศน์ของบริษัทในการสร้างแพลตฟอร์มที่จะเข้ามาตอบโจทย์การใช้งานในทุกมิติของผู้บริโภค ช่วยคิดวางแผนเรื่องการเงินอย่างชาญฉลาด และสร้างประสบการณ์การใช้ชีวิตและชำระเงินรูปแบบใหม่ที่เปลี่ยนทุกการใช้จ่ายให้เป็นเรื่องง่าย ปลอดภัยและฟินกว่าเดิมภายใต้คอนเซ็ปต์ ‘คิดให้ ใช้ฟิน’   พอจะรู้จักกับเจ้ากระเป๋าเงินออนไลน์อัจฉริยะนี้แล้ว ก็อย่าพลาด ที่จะสัมผัสประสบการณ์ชำระเงินรูปแบบใหม่ที่เปลี่ยนทุกการใช้จ่ายให้เป็นเรื่องสนุกและฟินกว่าเดิม ดาวน์โหลดเลย!

[1] ท็อปส์ ทั้ง 10 สาขา ที่เปิดให้บริการ ได้แก่ ท็อปส์ มาร์เก็ต สาขา พระราม9, แจ้งวัฒนะ, ลาดพร้าว, พระราม2, พระราม3, ปิ่นเกล้า,  สุขาภิบาล 3, ซีคอนบางแค, ท็อปส์ ซูเปอร์สโตร์ สาขา เวสต์เกต และ เซ็นทรัล ฟู้ด ฮอลล์ สาขา บางนา โดยมีแผนจะขยายการให้บริการไปยัง ท็อปส์ และ เซ็นทรัล ฟู้ด ฮอลล์ ทุกสาขาทั่วกรุงเทพฯ ในเร็วๆ นี้

[2] ร้านอาหาร 12 ร้านดังในเครือ ซีอาร์จี ที่เปิดให้บริการ “คลิกสั่งไว ไม่รอคิว (Order & Collect)”  ได้แก่ มิสเตอร์ โดนัท, อานตี้ แอนส์, เปปเปอร์ ลันช์, ชาบูตง ราเมน, โคล สโตน ครีมเมอรี่, ไทยเทอเรส,โยชิโนยะ,โอโตยะ, เทนยะ,คัตสึยะ, อร่อยดี และ เกาลูน กว่า 37 สาขาทั่วประเทศ

[3] ร้านอาหารในเครือซีอาร์จี ที่เปิดนำร่องให้บริการ ‘คลิกสั่งไว ไร้สัมผัส (Zero-Touch Dine in Experience)’ ได้แก่ เปปเปอร์ ลันช์, ชาบูตง ราเมน, โคล สโตน ครีมเมอรี่, ไทยเทอเรส, โยชิโนยะ, โอโตยะ และคัตสึยะ ที่สาขาเซ็นทรัลเวิร์ด และ แฟชั่น ไอซ์แลนด์ ก่อนในช่วงแรก และจะขยายการให้บริการไปยังสาขา เซ็นทรัล ลาดพร้าว และ เทอร์มินอล 21 สาขาอโศก ในเร็วๆนี้