ถอดกลยุทธ์ HP กับการพัฒนาเทคโนโลยีการพิมพ์ ที่ตอบโจทย์ธุรกิจยุค Digital และ ใส่ใจสิ่งแวดล้อมพร้อมกัน

นับตั้งแต่การเกิดขึ้นและการบูมของเทคโนโลยีล้ำสมัยในยุคดิจิทัล ไม่เพียงแต่จะทำให้เราสามารถทำทุกอย่างได้อย่างง่ายดายสะดวกสบายด้วยปลายนิ้วคลิก แต่ยังทำให้พฤติกรรมของผู้คนเปลี่ยนไปรวดเร็ว ไม่เว้นแม้แต่พฤติกรรมการพิมพ์ที่ผู้บริโภคหันมาบันทึกข้อมูลในรูปแบบไฟล์ดิจิทัลหรือบางครั้งก็ใช้อีเมล์และโซเชียลมีเดียส่งข้อมูลลิงก์ให้กันเพื่อให้ผู้รับไปดาวน์โหลดไฟล์จากบริการแชร์ไฟล์ต่างๆ แทนการพิมพ์เอกสารออกมาเหมือนสมัยก่อน จนทำให้ปริมาณการพิมพ์ลดลง กระทั่งหลายคนมองว่าโลกของการพิมพ์อาจจะซบเซาลง

แต่ในความเป็นจริงแล้ว เมื่อมองมาที่กลุ่มองค์กร หลายธุรกิจยังจำเป็นต้องพิมพ์เอกสารอยู่มาก แต่สิ่งที่เปลี่ยนไปและเป็นโจทย์สำคัญของการทำตลาดกับลูกค้ากลุ่มนี้คือ “คุณภาพการพิมพ์” และ “คุ้มค่า” ในการใช้งาน เพราะต้องยอมรับว่าสิ่งเหล่านี้เป็นต้นทุนในการดำเนินธุรกิจทั้งสิ้น ในช่วงหลายปีที่ผ่านมาเราจึงเห็นแบรนด์พริ้นเตอร์มีการพัฒนาเครื่องพิมพ์ให้มีความสามารถมากกว่าการพิมพ์ในแบบเดิมๆ เพื่อรองรับการทำงานของธุรกิจในยุคดิจิทัลยิ่งขึ้น ซึ่ง A3 PageWide MFP จากบริษัท เอชพี อิงค์ (ประเทศไทย) จำกัด หรือ เอชพี เป็นหนึ่งในพริ้นเตอร์ที่รวมเทคโนโลยีการทำงานหลากหลายไว้ในเครื่องเดียวกัน ทั้งยังช่วยรักษาสิ่งแวดล้อมและลดต้นทุนการดำเนินงานถูกลงเพื่อตอบโจทย์งานพิมพ์สำหรับองค์กรธุรกิจในปัจจุบัน

ตลาดอิงค์เจ็ทองค์กร ยังมีโอกาสอีกมาก

ในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา ต้องยอมรับว่า ตลาดรวมธุรกิจการพิมพ์ ต้องเผชิญกับความท้าทายทั้งจากความก้าวหน้าของเทคโนโลยีในยุคดิจิทัล สภาพเศรษฐกิจที่ชะลอตัว ตลอดจนการแข่งขันที่รุนแรงทั้งในกลุ่มอิงค์เจ็ท เลเซอร์ และเครื่องถ่ายเอกสาร ที่เข้ามาชิงกำลังซื้อจากผู้บริโภคที่มีอยู่จำกัด แต่กลุ่มเครื่องพิมพ์แบบอิงค์เจ็ทขนาด A3 นับเป็นเซ็กเม้นต์ที่มีการเติบโตต่อเนื่อง โดยเป็นผลมาจากการพัฒนาเทคโนโลยีให้สามารถรองรับการใช้งานพิมพ์เอกสารขนาด A3 ด้วยต้นทุนต่อแผ่นที่ถูกลง

เมื่อดูที่การแข่งขันของตลาดเครื่องพิมพ์อิงค์เจ็ทขนาด A3 ที่ผ่านมาถือว่าไม่รุนแรงมากเมื่อเทียบกับตลาดเครื่องพิมพ์เซ็กเม้นต์อื่นๆ เพราะตลาดยังถูกจำกัดการใช้งานเฉพาะกลุ่มเท่านั้น เนื่องจากความสามารถยังตอบโจทย์ด้านความเร็วในการพิมพ์ได้ไม่มากพอ เพราะในอดีตพริ้นเตอร์ที่จะเอาชนะใจผู้บริโภคได้นั้นต้องมีความเร็วในการพิมพ์สูง ซึ่งที่ผ่านมาทั้งเลเซอร์พรินเตอร์และเครื่องถ่ายเอกสารสามารถตอบโจทย์จุดนี้ได้เป็นอย่างดี

กระทั่งเครื่องพิมพ์อิงค์เจ็ทสามารถทลายข้อจำกัดในเรื่องการพิมพ์ได้รวดเร็ว บวกกับตัวเครื่องมีราคาไม่สูงมาก จึงทำให้ธุรกิจเริ่มหันมาใช้อิงค์เจ็ทพรินเตอร์ขนาด A3 ในองค์กรมากขึ้น และส่งผลให้ตลาดนี้มีการเติบโตต่อเนื่องทุกปี นอกจากนี้ ยังทำให้สัดส่วนตลาดรวมอิงค์เจ็ทขยายตัวตามไปด้วย จาก 72% ในปี 2018 เพิ่มเป็น 75% ในปี 2019 และปีนี้คาดการณ์ว่าสัดส่วนจะเพิ่มเป็น 78%

โดย HP ได้ชื่อว่าเป็นแบรนด์แรกๆ ที่เห็นเทรนด์การเติบโตของตลาดอิงค์เจ็ทพรินเตอร์ขนาด A3 และได้พัฒนาเครื่องพิมพ์มัลติฟังก์ชั่น (MFP) ที่มาพร้อมเทคโนโลยี PageWide” เพื่อตอบโจทย์ในสิ่งที่ลูกค้าองค์กรธุรกิจยุคปัจจุบันต้องการให้ดีขึ้นกว่าเดิม

PageWide เทคโนโลยีที่ตอบโจทย์องค์กรยุคใหม่

สำหรับเทคโนโลยี PageWide เป็นเทคโนโลยีที่เกิดจากการหลอมรวมข้อดีของอิงค์เจ็ทพรินเตอร์และเลเซอร์พรินเตอร์เข้าไว้ด้วยกัน เพื่อให้งานพิมพ์มีประสิทธิภาพตอบโจทย์ทั้งในด้านความเร็วและต้นทุนมากขึ้น โดยความเร็วในการพิมพ์สูงสุดอยู่ที่ 80 แผ่นต่อนาทีไม่ว่าจะพิมพ์สี หรือขาวดำ เนื่องจากหัวพิมพ์ถูกกออกแบบมาเป็นแบบพิเศษให้มีขนาดเล็กกว่า 40,000 หัวและกว้างเท่ากับหน้ากระดาษ จึงทำให้กระดาษเลื่อนผ่านหัวพิมพ์ได้ภายในครั้งเดียว ต่างจากอิงค์เจ็ทพรินเตอร์ทั่วไปที่หัวพิมพ์จะวิ่งจากซ้ายไปขวา และสามารถหยดหมึกพุ่งลงบนแผ่นกระดาษได้เร็วกว่า 10 ล้านหยดต่อวินาทีได้อย่างแม่นยำ

ขณะเดียวกัน ยังโดดเด่นด้วยโซลูชั่นในการตรวจสอบอัตโนมัติและแก้ปัญหาจากระยะไกล รวมถึงใช้พลังงานน้อยเมื่อเทียบกับเครื่องพิมพ์เลเซอร์ทั่วไป จึงช่วยให้ธุรกิจประหยัดเวลาและต้นทุนการพิมพ์ต่อแผ่นได้กว่า 50% โดยหมึกดำ 1 ตลับ สามารถพิมพ์กระดาษ A4 ได้กว่า 20,000 แผ่น ส่วนหมึกสีสามารถพิมพ์งานรวมกันได้มากถึง 16,000 แผ่น ดังนั้น องค์กรจึงสามารถสั่งพิมพ์เอกสารสีเป็นจำนวนมากโดยไม่ต้องกังวลอีกต่อไป

นอกจากจะตอบโจทย์ในเรื่องความเร็ว การประหยัดต้นทุน และเวลาในการทำงานแล้ว PageWide MFP ของ HP ยังมาพร้อมความสามารถครบครันในเครื่องเดียวทั้งการพิมพ์ ส่งแฟกซ์ ถ่ายเอกสาร สแกนเอกสารแบบ 2 ด้านพร้อมกันสอดคล้องกับการทำธุรกิจในยุคปัจจุบัน รวมถึงสามารถเชื่อมต่อกับอุปกรณ์ต่างๆ เพื่อสั่งงานทั้งแบบต่อสาย Lan และไร้สาย เช่น สมาร์ทโฟน พร้อมรองรับระบบ Air Print และมี NFC เพื่อสั่งงานพิมพ์ง่ายๆ แค่แตะสมาร์ทโฟน กับเครื่องพิมพ์บนตำแหน่งที่ระบุไว้ และตลับสียังออกแบบมาให้ล็อกกับช่องของมันเอง จึงไม่ต้องกังวลว่าจะใส่ผิดใส่ถูก ที่สำคัญยังช่วยให้ผู้ใช้งานสามารถรวบรวมงานสำคัญที่สั่งพิมพ์ออกมาได้อย่างรวดเร็วและถูกต้องเพียงแตะบัตรพนักงานหรือใส่ PIN ที่อุปกรณ์

เครื่องพิมพ์ที่ใส่หัวใจสิ่งแวดล้อม

นอกจากการคิดค้นนวัตกรรมการพิมพ์ที่ตอบโจทย์ทั้งด้านประสิทธิภาพความเร็วและความประหยัดแล้ว HP ยังให้ความสำคัญกับแนวทางการพัฒนาที่ยั่งยืนด้วย เพราะมองว่าเป็นความรับผิดชอบของแบรนด์ เพราะผลิตภัณฑ์เครื่องพิมพ์ หมึกและตลับหมึกใช้แล้ว อาจสร้างมลภาวะต่อสิ่งแวดล้อมได้ หากจัดการไม่ถูกวิธี รวมทั้งเชื่อว่าเป็นหัวใจสำคัญที่จะสร้างความมั่นคงให้กับธุรกิจในระยะยาว จึงเป็นที่มาให้ HP ประกาศ HP Sustainability เพื่อเป็นแนวทางในการดำเนินงานด้านต่างๆ

โดย Sustainability ของ HP จะเน้นการดำเนินธุรกิจควบคู่ไปกับการใส่ใจสิ่งแวดล้อม โดย HP ตั้งเป้าจะสร้างความยั่งยืนให้กับธรรมชาติ ดังนั้น เพื่อให้บรรลุเป้าหมายนี้ ทุกกระบวนการออกแบบและการผลิตเครื่องพิมพ์ของ HP จึงต้องคำนึงถึงการปล่อยก๊าซเรือนกระจก รวมถึงการใช้น้ำอย่างมีคุณค่าและไม่กระทบสิ่งแวดล้อม

HP Planet Partners เป็นหนึ่งในแคมเปญที่ HP ได้เริ่มทำมาตั้งแต่ปี 2000 โดยนำขวดเหลือทิ้งมาทำการ Recycle เป็นตลับหมึก โดยให้ชาวบ้านที่ประเทศเฮติรวบรวมนำขวดพลาสติกที่ไม่ใช้แล้วเอามาขายให้กับ HP เพื่อนำกลับมาหลอมเป็นตลับหมึกเพื่อใช้ใหม่ได้อีกครั้ง โดยไม่ต้องทำลายทรัพยากรธรรมชาติ ขณะเดียวกันชาวบ้านที่เฮติยังสามารถสร้างรายได้มาดูแลครอบครัว และยังทำให้เกิดการบอกต่อจนกลายเป็นการลดขยะและลดมลภาวะให้กับประเทศได้อย่างมาก

ปัจจุบันโครงการ HP Planet Partners สามารถผลิตตลับหมึกได้มากกว่า 3,000 ล้านชิ้น จากการใช้พลาสติกรีไซเคิลกว่า 199 ล้านปอนด์ หรือ 90 ล้านกิโลกรัม ทั้งยังช่วยลดขยะขวดน้ำพลาสติกกว่า 1 ล้านขวดต่อวัน ซึ่งเป็นการลดปริมาณพลาสติกที่ต้องขนส่งด้วยแทรกเตอร์-เทรลเลอร์ได้กว่า 5,000 คัน

นอกจากนี้ ในปี 2016 ยังประสบความสำเร็จในการใช้พลังงานไฟฟ้าทดแทนได้ 100% และในปีนี้ ยังเดินหน้าต่อยอดผลิตบรรจุภัณฑ์กระดาษและผลิตภัณฑ์จากกระดาษแบบรีไซเคิล เพื่อลดการทำลายป่าอีกด้วย

ส่วนโครงการ HP Planet Partners ในประเทศไทยนั้น เมื่อลูกค้าใช้ตลับหมึก HP หมดแล้ว สามารถแจ้งให้บริษัทไปรับเพื่อนำกลับมา Recycle ได้  ซึ่งโครงการนี้นอกจากจะช่วยรักษาสิ่งแวดล้อมแล้ว ยังเป็นการสนับสนุนให้ผู้บริโภคได้มีส่วนร่วมในการพัฒนาโลกด้วย

นอกเหนือจากเรื่องตลับหมึก HP ยังได้พัฒนาเทคโนโลยี PageWide ซึ่งนอกจากจะทำให้ PageWide MFP สามารถพิมพ์งานได้รวดเร็วขึ้นแล้ว ยังพัฒนาหมึกพิมพ์แบบ Pigment Base ซึ่งทำให้งานพิมพ์ที่ออกมาสามารถกันน้ำ แถมยังไร้กลิ่น ไร้ฝุ่น จึงไม่สร้างมลภาวะ รวมถึงลดการใช้พลังงานลงกว่าปกติอีกเกือบ 50% ทำให้ช่วยลดค่าไฟใช้จ่ายให้ผู้ประกอบการลงกว่าครึ่ง

จึงนับเป็นอีกหนึ่งตัวช่วยที่เข้ามาตอบโจทย์การทำธุรกิจในยุคดิจิทัล ซึ่งจากนี้ไป เราคงพิมพ์เอกสารได้อย่างมีประสิทธิภาพ ประหยัด คุ้มค่าต่อการลงทุน และหมดกังวลเรื่องขยะอิเล็กทรอนิกส์มากกว่าเดิม สำหรับใครที่กำลังมองหาเครื่องพิมพ์ไว้ในออฟฟิศสักเครื่อง A3 PageWide MFP ของ HP ถือเป็นอีกตัวเลือกที่น่าสนใจ สามารถติดต่อได้ที่ 02-021-5559 หรือศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www8h.com/th/th/printer หรือเสิร์จ Smart MFP