ถึงเวลา Apple-Google-Amazon ต้องคุยภาษาเดียวกัน เพื่อจับมือกันดันตลาด “Smart Home”

เรียกได้ว่าเป็นการร่วมมือครั้งใหญ่ของแบรนด์ที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นคู่แข่งกันในตลาดอุปกรณ์สมาร์ทโฮม และลำโพงอัจฉริยะอย่าง Apple, Google และ Amazon ที่ตัดสินใจเข้าร่วมกับ Zigbee Alliance ในการพัฒนามาตรฐานกลางเพื่อจะได้ทำงานร่วมกันได้สะดวกมากยิ่งขึ้น

โดยส่วนหนึ่งต้องยอมรับว่า ตลาดสมาร์ทโฮมนั้นได้ถูกตั้งเป้าหมายเอาไว้ว่า จะมีมูลค่าสูงถึง 1.74 แสนล้านเหรียญสหรัฐในปี 2025 (อ้างอิงข้อมูลจาก MarketWatch) จากที่เคยมีมูลค่าราว 55,700 ล้านเหรียญสหรัฐในปี 2016 ซึ่ง ปัจจัยที่ช่วยให้ตลาดสมาร์ทโฮมเติบโตก็คือ การมาถึงของเทคโนโลยี 5G ซึ่งหลาย ๆ ประเทศได้เริ่มมีการใช้งานแล้ว และในอีกหลายประเทศก็มีแผนจะ Roll-Out กันในปี 2020 โดยเทคโนโลยี 5G จะทำให้เครือข่ายโทรคมนาคมที่ให้บริการอยู่ในทุกวันนี้สามารถรองรับอุปกรณ์ IoT ได้มากขึ้น จาก 100,000 ชิ้นต่อตารางกิโลเมตรในยุค 4G กลายเป็นหลักล้านชิ้นในยุค 5G เลยทีเดียว

ทว่า สิ่งที่เป็น Pain Point ของการเติบโตดังกล่าวก็คือ การที่อุปกรณ์ของแต่ละค่ายต่างมีมาตรฐานของตัวเอง และไม่สามารถทำงานร่วมกันได้ ซึ่งอาจทำให้ตลาด IoT ไม่สามารถเติบโตได้อย่างที่บรรดาบริษัทผู้ผลิตคาดการณ์เอาไว้ รวมถึงไม่สามารถสร้างประสบการณ์ในการใช้งานที่ดีให้กับผู้บริโภคได้ด้วย เหมือนที่ Nik Sathe และ Grant Erickson สองวิศวกรจากค่าย Nest บริษัทในเครือของ Google ได้เคยกล่าวเอาไว้ว่า ผู้บริโภคส่วนหนึ่งค่อนข้างสับสน และรู้สึกไม่ดีนักที่จะต้องหาทางทำความเข้าใจเอาเองว่าอุปกรณ์ตัวไหนทำงานร่วมกันได้ ขณะเดียวกันก็เป็นงานยากของผู้ผลิตด้วยว่ามาตรฐานที่พวกเขาใช้ในการผลิตนั้น จะทำงานกับอุปกรณ์จากค่ายอื่น ๆ หรือไม่

หนทางแก้ไขก่อนหน้านี้ก็คือ มีบางค่ายจับมือกันเอง เช่น Amazon กับ Google ซึ่งมีผลทำให้อุปกรณ์ IoT นับแสนตัวที่ Link กับสองค่ายนี้สามารถทำงานร่วมกับลำโพงอัจฉริยะได้ ขณะที่ค่าย Apple นั้นอาจลำบากหน่อย เนื่องจากก่อนหน้านี้ยังไม่ได้จับมือกับใคร ทำให้มีอุปกรณ์ IoT ไม่กี่ร้อยชิ้นเท่านั้นที่รองรับมาตรฐาน HomeKit ของบริษัท

ดังนั้น การเข้าร่วมกับ Zigbee Alliance ของทั้ง 3 บริษัทยักษ์ใหญ่จึงถูกคาดหมายว่าเป็นการช่วยผลักดันให้ตลาดอุปกรณ์ IoT เติบโตได้อย่างแท้จริง ไม่เพียงเท่านั้น บรรดาบริษัทสมาชิกที่อยู่ใน Zigbee Alliance ก่อนหน้าอย่าง Samsung Electronics, IKEA ฯลฯ ก็จะได้รับประโยชน์ไปด้วยที่สามารถทำงานร่วมกับอุปกรณ์ IoT ได้มากขึ้น

โดยพันธมิตรของอุปกรณ์ IoT รอบนี้คาดว่าจะสามารถพัฒนาโปรโตคอลสำหรับใช้งานร่วมกันได้สำเร็จในช่วงปลายปี 2020 นี้

ดูแล Privacy อย่างไร เมื่อมีบริษัทจำนวนมากใช้มาตรฐานเดียวกัน

อย่างไรก็ดี การจับมือกันครั้งนี้ได้ทำให้เกิดประเด็นเรื่อง Privacy ขึ้นเช่นกัน เนื่องจากต้องยอมรับว่า อุปกรณ์ IoT เหล่านี้จะมีการเก็บข้อมูลการใช้งานของผู้บริโภคตลอดเวลา ทั้งในเวลาที่พวกเขาเปิดปิดไฟ ล็อกประตู เปิดตู้เย็น หรือถามข้อมูลจากลำโพงอัจฉริยะ ฯลฯ ซึ่งการที่ข้อมูลถูกแชร์กันระหว่างบริษัทจำนวนมากย่อมก่อให้เกิดคำถามเรื่องความปลอดภัยของข้อมูลผู้ใช้งานตามมาด้วย และจำเป็นอย่างยิ่งที่ทุกบริษัทจะต้องมีมาตรฐานในการดูแลข้อมูลส่วนตัวของผู้ใช้อย่างเท่าเทียมกัน

อีกข้อที่น่าสังเกตก็คือ การจับมือเป็นพันธมิตรกันรอบนี้ไม่มีชื่อของแบรนด์ดังอย่าง Facebook ผู้ผลิตอุปกรณ์สมาร์ทโฮม Portal แต่อย่างใด รวมถึงไม่มีผู้ผลิตอุปกรณ์สมาร์ทโฮมจากจีนอย่าง Xiaomi, Alibaba, Baidu ปรากฏอยู่ด้วยเช่นกัน ซึ่งในจุดนี้ยังไม่ทราบว่า มาจากปัญหาสงครามการค้าระหว่างจีนกับสหรัฐอเมริกาที่ทำให้ความร่วมมือเกิดยาก หรืออาจมาจากปัญหาอื่น ๆ เช่น มาตรฐานด้าน Privacy ที่แตกต่างจากมาตรฐานกลางก็เป็นได้

Source