ญี่ปุ่นนำร่อง ‘Co-Living Service’ บริการ Subscribe ที่อยู่อาศัย เลือกอยู่ที่ไหนก็ได้ แถมใช้ได้แบบไม่อั้น

Sharing Economy และ Subscription Service เป็นโมเดลธุรกิจที่ผู้บริโภคปัจจุบันคุ้นเคยกันเป็นอย่างดี เพราะสอดคล้องกับเทรนด์การใช้ชีวิตของผู้บริโภคในปัจจุบัน โดยโมเดลของการแชร์ริ่งทำให้ไม่จำเป็นต้องถือครองความเป็นเจ้าของสินทรัพย์ใดๆ และยังเพิ่มศักยภาพในการใช้ทรัพยากรต่างๆ ให้เกิดประโยชน์อย่างสูงสุด ขณะที่ระบบการบอกรับเป็นสมาชิกบริการใดๆ ก็ทำให้สามารถใช้บริการที่ชื่นชอบได้อย่างเต็มที่และคุ้มค่าโดยไม่มีข้อจำกัด

ขณะที่เทรนด์การอยู่อาศัยในอนาคต หลายคนคงเคยได้ยินกันมาบ้างแล้วว่า ในอนาคตผู้คนไม่จำเป็นต้องซื้อบ้านเป็นของตัวเองอีกต่อไป แต่สามารถเลือกบ้านจากแพลตฟอร์ม Sharing Economy เช่นเดียวกับบริการเลือกที่พักผ่าน AirBnB หรือเช่ารถจากแพลตฟอร์ Car Shring ต่างๆ ได้เช่นกัน

ผสานจุดแข็ง Sharing +Subscription

ซึ่งในญี่ปุ่นบริการ Share House เกิดขึ้นแล้ว และกำลังได้รับความนิยมในกลุ่มคนรุ่นใหม่ แต่เป็นลักษณะของการทำสัญญาเพื่อขอเช่าและใช้ชีวิตอยู่ในบ้านเพียงหลังเดียว ขณะที่ CoWorking Space อีกหนึ่งโมเดลธุรกิจที่กำลังได้รับความนิยม แม้จะสามารถเข้าไปใช้บริการได้ในหลากหลายสถานที่ แต่ก็ยังมีข้อจำกัดที่ไม่สามารถอยู่อาศัยได้เช่นกัน

ตัวอย่างที่อยู่จาก ADDress (https://www.crowd-realty.com)

ADDress  ผู้ประกอบการรายเดียวกับธุรกิจ Share House ในญี่ปุ่นด้วยชื่อ Miraie​ ต่อยอดบริการใหม่ ด้วยการผสานข้อดีของทั้งสองธุรกิจ เพื่อลดข้อจำกัดในธุรกิจ Share House ที่ทำอยู่ ด้วยการผสมผสาน 2 โมเดลอย่าง Sharing Economy และ Subscription Service มาสู่บริการในรูปแบบ​ ‘Co-Living Service’ กับบริการบ้านเช่าในรูปแบบใหม่ที่ผู้ใช้บริการสามารถเลือกเข้าพักที่ไหนก็ได้ และกี่ครั้งก็ได้ หลังจากการจ่ายค่าธรรมเนียมในการให้บริการแล้ว 

บริการ Co-Living Service ​จะช่วยตอบสนองความต้องการของกลุ่มคนที่ต้องทำงานในเมือง และชื่นชอบที่จะออกไปใช้ชีวิตในชนบทตามภาคต่างๆ ในช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์หรือวันหยุดพิเศษต่างๆ โดยทำการปรับปรุงบ้านว่างในภูมิภาคและบ้านพักตากอากาศที่ไม่ได้ใช้งานเข้ามาอยู่ในแพลตฟอร์ม และคิดค่าบริการรายเดือน​ที่ราว 40,000 เยน หรือประมาณเดือนละ 1.1 -1.2 หมื่นบาท

แนวโน้มบ้านว่างในญี่ปุ่นสูงถึง 30%

ข้อมูลจากสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ นครโอซาก้า ระบุข้อมูลที่รวบรวมจากสื่อท้องถิ่นพบว่า กลุ่มคนวัยหนุ่มสาวชาวญี่ปุ่นเริ่มสนใจที่จะไปใช้ชีวิตในท้องถิ่นเพิ่มมากขึ้น ขณะที่การสำรวจเกี่ยวกับแนวโน้มการอพยพย้ายถิ่นที่อยู่อาศัยของชาวโตเกียว เมื่อปี 2014 โดยสำนักงานคณะรัฐมนตรี พบว่า​ 40.7% มีแผนจะย้ายออกจากโตเกียว หรือกำลังพิจารณาถึงการย้ายถิ่นฐานโดยเฉพาะคนในช่วงอายุ 10-29 ปี มีสัดส่วนสูงถึง 46.7%

ขณะที่มีจำนวนบ้านว่างในญี่ปุ่นอยู่เป็นจำนวนมาก จากอัตราการเกิดที่ลดลง และการเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ ทำให้มีจำนวนประชากรสูงอายุจำนวนมาก เป็นอีกหนึ่งปัญหาเชิงโครงสร้างในสังคมที่ญี่ปุ่นกำลังเผชิญอยู่ ​ซึ่งข้อมูลของสถาบันวิจัย Nomura พบว่า จะ​มีจำนวนบ้านว่างในญี่ปุ่นอยู่ถึง 21.66 ล้านหลัง ในปี 2033 หรือคิดเป็น 30% ของจำนวนบ้านทั้งหมดที่มีอยู่ในประเทศ 

สำหรับ ADDress ซึ่งริเริ่มบริการ Co-Living Service นี้ ทำธุรกิจอยู่บนแพลตฟอร์มโซเชียล และ Share House มีความเชื่อในรูปแบบการดำเนินชีวิตของผู้คนจากนี้ จะเริ่มไม่ยึดติดอยู่กับสถานที่เดิมๆ แต่จะเลือกพักอาศัยอยู่ในสถานที่ที่พึงพอใจ ขณะที่การย้ายถิ่นอาศัยไปอยู่ร่วมกันของคนที่มาจากหลากหลายพื้นที่ ยังก่อให้เกิดการแลกเปลี่ยนความสัมพันธ์ระหว่างผู้อยู่อาศัย และชุมชนในท้องถิ่น ช่วยให้เกิดการฟื้นฟูและพัฒนาพื้นที่ในแต่ละภูมิภาคต่างๆ มากขึ้นอีกด้วย

ทั้งนี้ ​บริการ Co-Living Service เริ่มดำเนินการมาตั้งแต่เดือนเมษายน 2019 ด้วยจำนวนที่พักบนแพลตฟอร์มเริ่มต้น 11 แห่ง จนปัจจุบันมีที่พักเพิ่มจำนวนมากขึ้น​ ตั้งแต่เหนือสุดจากฮอกไกโดไปจนถึงตอนใต้ ผ่านการเสาะหาบ้านหรือบ้านพักตากอากาศที่ไม่มีการใช้งาน ซึ่งอยู่ตามภูมิภาคต่างๆ เพื่อทำการซื้อหรือเช่าต่อ ก่อนจะมาทำการปรับปรุงเพื่อเข้ามาอยู่ในเครือข่ายบนแพลตฟอร์มให้บริการ Co-Living Service

ในส่วนของการคิดค่าบริการนั้น จะคิดเริ่มต้นด้วยค่าธรรมเนียมรายปี ปีละ 4.8 แสนเยน (เดือนละ 4 หมื่นเยน) หรือตกปีละกว่า 1.33 แสนบาท โดยสามารถพักอาศัยกันได้ทั้งครอบครัว เน้นการเข้าพักในช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์ ​โดยจะให้บริการห้องพักส่วนตัว และจัดเตรียมห้องนั่งเล่น ห้องครัวส่วนกลาง เฟอร์นิเจอร์ สัญญาณ Wi-Fi และสาธารณูปโภครวมทั้งสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ รวมทั้งบริการทำความสะอาดให้ด้วย ซึ่งค่าใช้จ่ายต่างๆ รวมอยู่ภายในค่าธรรมเนียมที่จ่ายไว้แล้ว

อย่างไรก็ตาม Co-Living Service ยังมีแพกเกจสำหรับผู้ที่อยากทดลองใช้งาน ผ่านการจ่ายแบบแพลนรายเดือน ในราคา 5 หมื่นเยน หรือราวเดือนละ 1.4 หมื่นบาท ซึ่งเชื่อว่ารูปแบบธุรกิจนี้จะได้รับความสนใจจากตลาด ทำให้มีพาร์ทเนอร์สนใจและเตรียมเข้ามาร่วมลงทุนในแพลตฟอร์มเพิ่มเติมอีกถึง 4 บริษัท รวมทั้งบริษัทชั้นนำอย่าง Unilever Japan Holdings และ Recruit Housing Company อีกด้วย

Photo Credit : NUMBER 24 – Authorized Shutterstock Partner in Thailand