HomeDigitalส่องไอเดีย “สิงคโปร์” ประเทศที่ต้องทำให้ “เงินสด” หายไป ก่อนแปลงกายเป็น Smart Nation

ส่องไอเดีย “สิงคโปร์” ประเทศที่ต้องทำให้ “เงินสด” หายไป ก่อนแปลงกายเป็น Smart Nation

แชร์ :

ต้องยอมรับว่าประเทศสิงคโปร์ เพื่อนบ้านของไทยเป็นอีกหนึ่งประเทศที่มีการเติบโตที่น่าสนใจอย่างมาก โดยหากย้อนอดีตประเทศสิงคโปร์ไปเมื่อ 50 ปีก่อนหน้า (ราว ค.ศ. 1969) ข้อมูลของ World Bank ระบุว่า สิงคโปร์เป็นหนึ่งในประเทศที่เผชิญกับปัญหาคนไร้บ้าน ว่างงาน และสำคัญมากไปกว่านั้นก็คือขาดแคลนสาธารณูปโภคพื้นฐานสำหรับรองรับการเติบโตของประเทศ

THINK THAILAND : NEXT LEVEL

Santos Or Jaune

อย่างไรก็ดี จากการจัดอันดับของ IMD World Competitiveness ประจำปี 2019 เกี่ยวกับความสามารถในการแข่งขันด้านดิจิทัล พบว่าสิงคโปร์สร้างชาติจนกลายเป็นประเทศที่มีศักยภาพในการแข่งขันด้านดิจิทัลสูงเป็นอันดับสองของโลก* ไปแล้วเรียบร้อย

หลายคนอาจมีคำถามว่า สิงคโปร์ทำได้อย่างไร ในจุดนี้อาจต้องย้อนกลับไปที่เป้าหมายของสิงคโปร์อย่างการเป็น Smart Nation ที่ไม่เพียงแต่มีรัฐบาลลงมา “ฟัง” ความต้องการจากทุกภาคส่วน และนำสิ่งที่คนในชาติต้องการไปพัฒนาให้เกิดขึ้นจริง แต่รัฐบาลสิงคโปร์ยังใส่ “วิสัยทัศน์” ลงไปในความต้องการเหล่านั้นได้อย่างน่าสนใจทีเดียว

การเติบโตของสิงคโปร์ในวันนี้

Megacities ที่ไร้เงินสด

หนึ่งในนั้นคือมุมมองเรื่อง Megacities หรือเมืองที่มีผู้อยู่อาศัยมากกว่า 10 ล้านคนขึ้นไป เมื่อผลวิจัยหลายฉบับชี้ตรงกันว่า ในอีกราว ๆ 10 ปีข้างหน้า (ประมาณปี 2030) จำนวนของเมืองทั่วโลกที่จะกลาย Megacities จะเพิ่มขึ้น จาก 33 แห่ง (2019) เป็น 43 แห่ง เนื่องจากคนจะเข้ามาอยู่รวมกันในเมืองที่มีสิ่งอำนวยความสะดวกต่าง ๆ รวมถึงระบบคมนาคมขนส่งที่ทันสมัยมากขึ้น

แต่ถ้าลองนึกภาพคนหลายล้านคนต่อคิวจ่ายเงินซื้ออาหาร รอเงินทอน เก็บเงินใส่กระเป๋า ฯลฯ Megacities นั้น ๆ คงเป็นฝันร้ายเสียมากกว่า การเตรียมพร้อมรับมือกับปัญหานี้จึงเป็นเรื่องวัดกึ๋นของรัฐบาลสิงคโปร์พอสมควร และดูเหมือนว่ารัฐบาลสิงคโปร์จะผ่านพ้นมาได้ด้วยดี โดยสิ่งที่รัฐบาลสิงคโปร์ทำก็คือการลดการใช้เงินสดในชีวิตประจำวัน

ยกตัวอย่างเคสที่เกิดขึ้นแล้ว เช่น การเปลี่ยนระบบคิดค่าโดยสารรถบัส และรถไฟฟ้า MRT มาสู่เทคโนโลยีการชำระเงินแบบเปิด (Open-Loop) ผ่านเครื่องอ่านแบบ Contactless ที่เริ่มใช้งานเมื่อกลางปีที่ผ่านมา โดยผู้ใช้บริการเพียงนำบัตร หรืออุปกรณ์ที่รองรับ (เช่น สมาร์ทวอทช์) มาแตะกับตัวเครื่องอ่าน แล้วก็สามารถเข้าใช้บริการรถไฟฟ้า MRT หรือรถบัสโดยสารได้เลย

ผลก็คือ ผู้ใช้บริการไม่ต้องเสียเวลาแลกเหรียญ – ทอนเงินจนต้องต่อแถวยาวเป็นหางว่าว ด้านผู้ให้บริการ MRT เองก็ไม่ต้องจ้างพนักงานมาคอยดูแลในส่วนนี้อีกต่อไป ส่วนในด้านตัวเงินและการบริหารจัดการนั้น สิงคโปร์มีสถานี MRT ทั่วประเทศมากกว่า 100 แห่ง การลดตำแหน่งงานดังกล่าวลง ทำให้องค์กรสามารถประหยัดเงิน รวมถึงนำคนที่มีไปทำงานอย่างอื่นที่มีประโยชน์กว่าได้อีกมากมาย

นักท่องเที่ยวในอดีตอาจคุ้นเคยกับการแลกบัตร EZ-Link เพื่อขึ้น MRT ของสิงคโปร์ แต่ตอนนี้ไม่เฉพาะบัตรของ SCB แต่บัตรของทุกธนาคารที่รองรับเทคโนโลยี Open-Loop สามารถมาใช้งานในรถไฟฟ้า MRT ของสิงคโปร์ได้ทั้งหมด รวมถึงไปใช้งานตามหัวเมืองใหญ่ของโลกเช่น ลอนดอน ซิดนีย์ นิวยอร์ก ฯลฯ ก็ได้ด้วย

ปัจจุบัน หัวเมืองใหญ่ทั่วโลกราว 120 แห่ง อยู่ระหว่างการผนวกเทคโนโลยี Open-Loop Payment เข้าไปกับบริการขนส่งสาธารณะของตัวเอง และมีบางเมืองที่ทำสำเร็จแล้ว เช่น ลอนดอน ซิดนีย์ นิวยอร์ก รวมถึงสิงคโปร์ ซึ่งทำให้คนของเมืองนั้น ๆ สะดวกในการเดินทางมากขึ้น แถมยังทำให้นักท่องเที่ยวที่มาจากประเทศต่าง ๆ ทั่วโลกก็สามารถใช้บัตรเครดิตหรือบัตรเดบิทที่ตนเองมีอยู่แล้วมาใช้จ่ายค่าบริการขนส่งสาธารณะได้เลยเช่นกัน

เอกชนก็ต้อง Cashless

นอกจากภาครัฐแล้ว ลองมาดูตัวอย่างจากภาคเอกชนกันบ้าง โดยมีเคสของปั๊ม Caltex ที่ตัดสินใจพัฒนาแอปพลิเคชันชื่อ Caltex Go ขึ้นมาใช้งาน เนื่องจากพบ Pain Point ของลูกค้าชาวสิงคโปร์ว่า รู้สึกเสียเวลาที่หลังจากเติมน้ำมันแล้ว ต้องเดินไปต่อคิวเพื่อจ่ายเงินที่เคาท์เตอร์ ทางบริษัทเลยพัฒนาแอปพลิเคชันให้ผู้ใช้กรอกหมายเลขสถานีปั๊มน้ำมันลงไป ระบบก็จะแสดงผลราคาน้ำมันที่ต้องชำระ และเราสามารถกดปุ่มจ่ายเงินได้จากแอปพลิเคชันโดยตรง ซึ่งถือเป็นการลดการใช้เงินสดได้อีกทางหนึ่ง และ Caltex ยังพบว่า แอปพลิเคชันดังกล่าวช่วยลดเวลาการรอของลูกค้าลงเหลือเพียงรายละ 20 วินาทีเท่านั้น

(ในกรณีของไทยก็มี Pain Point ในปั๊มน้ำมันเช่นกัน เนื่องจากคนไทยส่วนหนึ่งรู้สึกไม่สะดวกใจที่จะต้องยื่นบัตรเครดิตให้พนักงานปั๊มไปรูด แต่จนถึงวันนี้ก็ยังไม่มีการแก้ไข Pain Point นี้อย่างเป็นรูปธรรม)

นอกจากนั้น หากใครมีโอกาสลองทดสอบการใช้จ่ายในร้านสะดวกซื้อทั้ง 7-11, ร้านกาแฟ Starbucks ตลอดจนร้านอาหารต่าง ๆ ในสิงคโปร์ก็พบว่าหันมารับชำระค่าสินค้าผ่านรูปแบบดิจิทัลกันเรียบร้อยหมดแล้วทั้งสิ้น และจากการเปลี่ยนแปลงดังกล่าว มีข้อมูลจาก Visa พบว่า ในทุก ๆ การทำธุรกรรม 100 ครั้ง ชาวสิงคโปร์จะเลือกทำธุรกรรมผ่านเทคโนโลยีดิจิทัลถึง 75 ครั้ง ซึ่งทำให้ Roubini ThoughtLab บริษัทวิจัยผู้ทำการศึกษา 100 เมืองใหญ่ทั่วโลก จัดอันดับให้สิงคโปร์อยู่ในขั้นของเมืองที่ใช้งานเทคโนโลยีดิจิทัลในระดับ Advance ทั้งในภาครัฐ ภาคธุรกิจ และประชาชน 

หันมาดูประเทศไทย Roubini ThoughtLab พบว่าในธุรกิจขนาดกลางและขนาดใหญ่ การจ่ายเงินเดือนผ่านระบบดิจิทัลนั้นเกิดขึ้นเกิน 50% ของการทำธุรกรรมทั้งหมดแล้ว มีเพียงธุรกิจขนาดเล็ก (มีพนักงานไม่ถึง 20 คน) เท่านั้นที่ยังคงใช้เงินสด เช่น ธุรกิจที่ต้องจ่ายค่าแรงคนงานแบบรายวัน และนั่นมีส่วนทำให้เกิดปัญหาอาชญากรรมบางอย่างในประเทศตามมา เช่น การขโมยเงินนายจ้าง ฯลฯ ซึ่งกลายเป็นค่าใช้จ่ายของธุรกิจนั้น ๆ เองในที่สุด ว่าจะดูแลเงินสดที่มีอย่างไร

ด้านคุณสุริพงษ์ ตันติยานนท์ ผู้จัดการวีซ่า ประจำประเทศไทย ให้ความเห็นว่า จากแนวทางที่รัฐบาลสิงคโปร์ปรับใช้อยู่นั้น เราพบว่าประเทศไทยเองก็กำลังเติบโตไปในทิศทางดังกล่าว โดยจากผลการสำรวจ Consumer Payment Attitudes 2018 ของวีซ่าในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ พบว่า ผู้บริโภคในไทยสามารถใช้ชีวิตได้แบบไม่ต้องหยิบจับเงินสดเลยใน 1 วันมากขึ้นเป็น 40% ซึ่งรายงานฉบับนี้ ยังพบด้วยว่า ผู้บริโภคไทย 68% อยากให้ประเทศกลายเป็น Cashless Society ได้ภายใน 7 ปีข้างหน้า เนื่องจากมองว่าปลอดภัยมากกว่าการพกเงินสด อีกทั้งยังสะดวกไม่ต้องต่อคิวรอจ่ายค่าบริการ ฯลฯ และสุดท้ายคือเรื่องของข้อมูล เพราะผู้ใช้งานสามารถ Track การใช้จ่ายได้จากแอปพลิเคชันในสมาร์ทโฟน

คุณสุริพงษ์ยังได้กล่าวต่อไปอีกด้วยว่า การชำระเงินแบบ Open-Loop นั้น อาจทำให้ผู้เล่นรายใหญ่ของโลก เช่น Apple Pay หันมาสนใจตลาดไทยมากขึ้นด้วย เนื่องจากการจะเปิดตัวบริการใด ๆ ก็ตาม บริษัทต้องพิจารณาจาก Ecosystem ของประเทศนั้นก่อนว่าสามารถรองรับการชำระเงินตามมาตรฐานที่ตนเองกำหนดได้หรือไม่

แต่ไม่ว่าประเทศไทยจะเปลี่ยนแปลงได้สำเร็จหรือไม่ ภาพที่เกิดขึ้นในสิงคโปร์ก็กำลังสะท้อนให้เห็นว่า ในการเปลี่ยนแปลงต่าง ๆ นั้น ต้องมีบางอย่างหายไป เพื่อแลกกับอะไรบางอย่างที่จะได้เพิ่มขึ้นมา ซึ่งรัฐบาลสิงคโปร์คงเลือกแล้วว่า พวกเขาจะทำให้เงินสดค่อย ๆ หายไปเรื่อย ๆ และส่วนที่ได้เพิ่มขึ้นมาก็คือข้อมูลการจับจ่ายปริมาณมหาศาลที่สามารถนำมาเพิ่มมูลค่าให้กับเศรษฐกิจได้ต่อไปนั่นเอง

————————-

หมายเหตุ* การจัดอันดับของ IMD World Competitiveness ประจำปี 2019 เกี่ยวกับความสามารถในการแข่งขันด้านดิจิทัล ทั้ง 10 อันดับประกอบด้วย สหรัฐอเมริกา, สิงคโปร์, สวีเดน, เดนมาร์ก, สวิสเซอร์แลนด์, เนเธอร์แลนด์, ฟินแลนด์, ฮ่องกง, นอร์เวย์ และเกาหลีใต้

Source

Source

Source

Source

Source

Source

Add LINE Official Account
แชร์ :

You may also like