บทวิเคราะห์ทำไม MK ต้องทุ่ม 2 พันล้าน ซื้อหุ้น 65% แหลมเจริญ ซีฟู้ด

ตามที่ บริษัท เอ็มเค เรสโตรองค์ กรู๊ป จำกัด(มหาชน) ได้แจ้งมติที่ประชุมคณะกรรมการบริษัท เมื่อวันที่ 6 กันยายน ว่าได้ใช้งบประมาณ 2,060 ล้านบาท เพื่อเข้าซื้อหุ้น 65% ของ บริษัท คาตาพัลท์ จำกัด ซึ่งเป็นผู้ประกอบกิจการร้านอาหารแหลมเจริญซีฟู้ด โดยขั้นตอนดังกล่าวจะแล้วเสร็จภายในเดือนธันวาคมปี 2562

ทำไม “แหลมเจริญ” ถึงอยากขาย?

เหตุผลที่ทางฝั่งร้านอาหารแหลมเจริญ ซีฟู้ด ขายหุ้นนักวิเคราะห์มองว่าเป็นผลมาจากการขยายสาขาด้วยตัวเองปัจจุบันนี้ “แหลมเจริญฯ” มีสาขาทั้งสิ้น 25 สาขา แต่หากต้องการขยายสาขาเพิ่มเติมเป็นเรื่องที่ดำเนินการไม่ได้ง่ายนัก

หัวใจหลักของการทำธุรกิจ “ร้านอาหารทะเล” อย่างแหลมเจริญฯ อยู่ที่ “อาหารสด” ซึ่งเป็นค่าใช้จ่ายที่ค่อนข้างสูง บวกกับเป็นสิ่งที่ขยายสาขาได้ยาก เพราะต้องคำนึงถึงขั้นตอนการขนส่งวัตถุดิบเหล่านี้ “เอ็มเค” ซึ่งมีศักยภาพในการขนส่ง และขยายสาขามากกว่าจึงน่าจะเข้ามาเติมเต็มในเรื่องนี้

ขณะที่การขายหุ้นให้กับทางเอ็มเค ทางผู้ถือหุ้นเดิมทั้ง 4 ท่านก็ยังมีหุ้นเหลืออยู่ 35%

ทำไม “เอ็มเค” ถึงซื้อ?

ทางฝั่งของเอ็มเค นอกเหนือจากร้านสุกี้เอ็มเค ที่เราคุ้นเคยกันเป็นอย่างดีแล้ว ธุรกิจของเอ็มเคทั้งหมดประกอบไปด้วย “เอ็มเค สุกี้” ร้านอาหารญี่ปุ่น “ยาโยอิ” ซึ่งได้รับสิทธิแฟรนไชส์จากประเทศญี่ปุ่น รวมถึงร้านอาหารญี่ปุ่น แบรนด์อื่นๆ อีก 2 แบรนด์ ได้แก่ “ฮากาตะ” และ “เท็นจิน” ร้านอาหารไทย “ณ สยาม” และ “เลอ สยาม” ร้านกาแฟ/เบเกอรี่ “เลอ เพอทิท”

การที่ได้ “แหลมเจริญ ซีฟู้ด” เข้ามาในพอร์ตโฟลิโอ จะเห็นได้ว่าการขยายพอร์ตนั่นเป็นรูปแบบหนึ่งของธุรกิจอาหารเครือใหญ่ ที่ไม่ว่าจะเป็น CRC,  ไมเนอร์ฯ, Zen ต่างก็มุ่งเน้นไปในทางเดียวกัน เพื่อกระจายความเสี่ยง, ขยายฐานลูกค้า และดาต้าของลูกค้าที่เอื้ออำนวยให้เกิดการทำโปรโมชั่นร่วมกัน

“แหลมเจริญ ซีฟู้ด” เป็นแบรนด์ซึ่งเป็นที่รู้จักอยู่แล้ว จึงน่าจะเป็นตัวเลือกที่เข้ามาเสริมทัพในเครือ MK ซึ่งนี่เป็นครั้งแรกที่ทุ่มทุนซื้อกิจการของผู้ประกอบการชาวไทยด้วยกัน  ขณะเดียวกันภาพลักษณ์ของร้านอาหารที่จับกลุ่มเป้าหมายครอบครัวก็จะชัดเจนขึ้น

นอกจากนี้ยังมีประเด็นด้านการเงินที่คาดการณ์ว่าสัดส่วนรายได้ของ แหลมเจริญจะมีราว 10% ของรายได้รวมเอ็มเค ดังนั้นการเข้าถือหุ้น 65% ในแหลมเจริญน่าจะทำให้ MK มีการอัพไซส์เพิ่มขึ้น 5% ถึงแม้ว่าการลงทุนในครั้งแรกจะมีมูลค่าสูงถึง 2,060 ล้านบาท แต่ก็มีศักภาพเติบโตได้ในระยะยาว โดย MK เองก็จะนำเอาความเชี่ยวชาญในเรื่องโลจิสติคขนส่งอาหารสดจากครัวกลางไปสู่ครัวในร้าน รวมทั้งการขยายสาขา มาช่วยให้แหลมเจริญ สามารถเสิร์ฟอาหารทะเลสดใหม่ไปสู่ผู้บริโภคไปยังจังหวัดอื่นๆ ได้มากขึ้น