Influencer รับทรัพย์เหนาะ ๆ Estée Lauder ทุ่มงบการตลาด 75% ใส่ เหตุผลลัพธ์ดีกว่า


ไปดูกันว่าแบรนด์ยักษ์ใหญ่ทุกวันนี้ใช้งบการตลาดอย่างไร เพราะล่าสุดมีรายงานว่า บริษัทอย่าง Estée Lauder จริงจังกับการใช้ Influencer ทำตลาดอย่างมาก เห็นได้จากการเทงบประมาณ 75% ผ่านพวกเขาเหล่านั้นกันเลยทีเดียว

ผู้ที่มาเปิดเผยเรื่องดังกล่าวไม่ใช่ใคร แต่เป็น Fabrizio Freda ซีอีโอ Estée Lauder ที่กล่าวหลังจากประกาศผลประกอบการของบริษัทในไตรมาสที่ 2 ว่างบการตลาดส่วนใหญ่ของบริษัทจ่ายไปกับสื่อออนไลน์ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง “Influencer”

“ที่ผ่านมา พวกเราลงทุนไปกับโฆษณาเยอะกว่านี้ โดยทุกแบรนด์ของเราลงทุนไปโฆษณาตาม position ของแบรนด์นั้นๆ แต่ตอนนี้ ผมพูดได้เต็มปากว่า 75% ของงบการตลาดไปอยู่กับ Influencer ตามโซเชียลมีเดีย และพบว่าผลลัพธ์ดีกว่ามาก”

โดย Influencer ของแบรนด์มีตั้งแต่ระดับเซเลบอย่าง Kendall Jenner หรือ Karlie Kloss ไปจนถึงนักรีวิวหรือบล็อกเกอร์รายย่อยตาม YouTube และ Instagram

“Influencer มีความกระตือรือร้นมาก ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะพวกเราทำการบ้านมาดี จึงสามารถเลือก Influencer เหมาะกับผลิตภัณฑ์และกลุ่มเป้าหมาย พวกเราเรียนรู้จากประสบการณ์ในการลงทุนครั้งนี้ก็คือ เมื่อคุณต้องลงทุนสร้างการเติบโตของแบรนด์ Influencer ให้ผลที่ดีมาก และไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นตอนนี้ พวกเราต้องจัดการมันทุกวัน” กล่าวเสริมโดย Freda

Estée Lauder ถือเป็นหนึ่งในบริษัทยักษ์ใหญ่ด้านผลิตภัณฑ์เสริมความงาม ซึ่งมีผลิตภัณฑ์ดูแลผิวเกือบ 30 ชนิด รวมทั้งผลิตภัณฑ์สำหรับเส้นผม และเครื่องสำอาง รวมถึงแบรนด์ดังอย่าง Clinique, La Mer และ Smashbox ซึ่งต่างลงทุนไปกับ Influencer เยอะมาก นี่ถือเป็นสัญญาณใหม่ของอุตสาหกรรมที่เริ่มให้การยอมรับกับการใช้ Influencer มากขึ้น

ส่วนข้อมูลจาก Mediakix เผยว่า ถึงตอนนี้ นักการตลาดของทั้งอุตสาหกรรมมีการทุ่มเงินลงทุนใน Influencer ไปแล้วกว่า 8,500 ล้านเหรียญสหรัฐ และข้อมูลจาก Statista เผยให้เห็นว่าในปี 2017 ปีเดียว Estée Lauder ลงทุนไปกว่า 900 ล้านเหรียญสหรัฐสำหรับตลาดสหรัฐที่เดียวเท่านั้น และดูเหมือนว่างบการตลาดสำหรับ influencer จะเพิ่มขึ้นทุกปีอีกด้วย

ส่วนใครที่ไม่แน่ใจ ผลประกอบการของ Estée Lauder น่าจะบอกได้ดีกว่า เพราะไตรมาสที่ผ่านมา Estée Lauder ทำยอดขายไปได้ทั้งสิ้น 14,860 ล้านเหรียญสหรัฐ สูงขึ้น 9% จากช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว และมีกำไรสุทธิที่ 1,790 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้นจากปีที่แล้วที่ทำได้แค่ 1,110 ล้านเหรียญสหรัฐด้วย

Source