ดราม่าหนักมาก! Versace แบรนด์ใหญ่ที่โดนหมายหัวในจีน เพราะเสื้อยืด Hong Kong – Hong Kong


Versace กำกลังกลายเป็นดีไซนเนอร์ตะวันตกแบรนด์ใหญ่รายล่าสุดที่โดนกาหัวจากพี่จีน หลังจากผลิตเสื้อยืดที่มีการอ้างถึงฮ่องกงและมาเก๊าในฐานะประเทศอิสระ

เสื้อเจ้าปัญหานั้นเป็นส่วนหนึ่งของคอลเล็คชั่นชุดลำลองที่หยิบเอาชื่อเมืองใหญ่มาจับคู่กับประเทศแล้วสกรีนเก๋ๆ เช่น ลอนดอน – อังกฤษ และมิลาน – อิตาลี แต่กลับเกิดปัญหาเมื่อดั๊นอยากเอาใจคนเอเชียเลยใส่เมืองแห่งการช็อปและคาสิโนซึ่งเป็นเขตปกครองพิเศษของจีนอย่างฮ่องกงและมาเก๊าเข้าไปด้วยในแบบ ฮ่องกง – ฮ่องกง และ มาเก๊า – มาเก๊า ก็เลยงานเข้ากันสิคะทีนี้

เมื่อเสื้อออกมาก็กลายเป็นประเด็นร้อนท่ามกลางเหตุการณ์การประท้วงที่กำลังรุนแรงขึ้นบนเกาะฮ่องกง โดยปักกิ่งอ้างว่าทั้งสองประเทศเป็นส่วนหนึ่งของอาณาเขตของตน และมีการโจมตี Versace หลังจากสัปดาห์แห่งการประท้วงต่อต้านรัฐบาลในฮ่องกงซึ่งนักเคลื่อนไหวทั้งหลายกำลังเรียกร้องเอกราชจากจีนแผ่นดินใหญ่พอดี

การออกแบบของ Versace ได้รับการวิพากษ์วิจารณ์อย่างดุเดือดจากผู้บริโภคชาวจีนบน Weibo ที่มองว่าเป็นหนึ่งในประเด็นทางการเมือง เป็นผลให้แบรนด์แฟชั่นอิตาลีต้องออกแถลงการณ์คำขอโทษที่มีใจความว่า “เคารพอำนาจอธิปไตยของรัฐซึ่งเป็นดินแดนของจีน” (“respects the sovereignty of China’s territorial state”)

ในแถลงการณ์ที่โพสต์บนอินสตาแกรม artistic director ของบริษัท Donatella Versace กล่าวเสริมว่า “ฉันไม่เคยต้องการที่จะดูหมิ่นอำนาจอธิปไตยของจีนและนี่คือเหตุผลที่ฉันต้องการขอโทษด้วยตนเองสำหรับความไม่ถูกต้องเช่นนี้และสำหรับความรู้สึกลบใดๆ ก็ตามที่เหตุการณ์นี้ก่อให้เกิด”

คำพูดเหล่านี้อาจสายเกินไปที่จะโน้มน้าวให้แบรนด์แอมบาสเดอร์ในจีนอย่างนักแสดงหญิงชื่อดัง Yang Mi ยกเลิกการลาออกจากงานดังกล่าวของเธอ พร้อมคำพูดที่ว่า “ความสมบูรณ์ของดินแดนและอำนาจอธิปไตยของจีนนั้นศักดิ์สิทธิ์และไม่อาจล่วงล้ำได้ตลอดกาล”

หยาง หมี่ เป็นหนึ่งในผู้ทรงอิทธิพลของวงการบันเทิงจีน ตลาดในประเทศจีนความโด่งดังของเธอไม่เป็นรองฟ่าน ปิงปิงเลย ถ้าเปรียบเทียบว่า หยาง หมี่ ได้อัม พัชราภา ก็ต้องบอกว่าเธอเป็นอัม พัชราภา ที่บวก พี่เอ ศุภชัย เข้าไปด้วย เพราะเธอมีบริษัทโมเดลลิ่งของตัวเอง ซี่รีย์ดังอย่าง สามชาติภพป่าท้องสิบหลี่ ที่นำมาฉายในบ้านเรา นั่นก็เด็กในสังกัดรวมทั้งตัวเธอเองแสดงทั้งเรื่อง ดังนั้นการที่ หยาง หมี่ ออกมาเทคแอ็คชั่นแบบนี้ จึงเป็นเรื่องใหญ่ไม่น้อย

รวมทั้งประเทศจีนได้พิสูจน์แล้วว่าเป็นเหมืองทองสำหรับแบรนด์แฟชั่นตะวันตกกับกำลังซื้ออันมหาศาล ที่มาพร้อมกับความ “น่าขนลุก” ในการทำโฆษณาและสื่อต่างๆ รวมไปถึงสินค้าที่ออกมา อย่างที่เคยเกิดขึ้นมาแล้วก่อนหน้ากับ Burberry ที่ตามหลัง Dolce & Gabbana มาติดๆ กับการเอาตัวเองมาเป็นประเด็นอื้อฉาวเรื่องการเชื้อชาติในประเทศ 

ซึ่งก็น่าจะเป็นบทเรียนที่ดีให้กับแบรนด์อีกมากที่ทำตลาดในจีนให้ต้องระมัดระวังแบบทุกขั้นตอน เพราะความต่างเชื้อชาติ ต่างภาษา ต่างวัฒนธรรม ไม่ใช่ข้ออ้างที่จะทำให้เราไม่เรียนรู้ ถ้าเราอยากได้เงินจากการขายของให้พวกเขา บางทีเราคงต้องรู้จักเขาให้ดีที่สุดเท่าที่จะทำได้

Source