เจาะลึกเบื้องหลัง แชมป์ 6 สมัยของ “ลิเวอร์พูล” กลับมาผงาดได้อีกครั้งเพราะ Data Analytics

ที่ผ่านมา ต้องยอมรับว่า “สถิติ” และ Data มีผลต่อการแข่งขันของนักกีฬาอาชีพอย่างมาก เห็นได้จากเกมการแข่งขันเบสบอล และบาสเก็ตบอลที่มีการนำสถิติมาร่วมประเมินการแข่งขันและผู้เล่นอย่างแพร่หลาย แต่สำหรับวงการฟุตบอลแล้ว สิ่งที่เกิดขึ้นในตอนนี้เป็นความสามารถ “ขั้นกว่า” ของ Data ไปแล้ว เมื่อปรากฏว่ามีผู้นำข้อมูลเหล่านี้มาทำให้ทีมฟุตบอลในอังกฤษทีมหนึ่งก้าวข้ามขีดจำกัดเดิมไปอย่างไม่เห็นฝุ่น

“ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัย” โลกกีฬายุคใหม่ต้องจริงจัง
บุคคลที่สามารถนำ Data มาวิเคราะห์ได้แบบ “ขั้นกว่า” และเป็ยเบื้องหลังความสำเร็จของ “ลิเวอร์พูล” ในฤดูกาลที่ผ่านมา ก็คือ Ian Graham ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัยของ “ลิเวอร์พูล” ที่มาพร้อมดีกรีปริญญาเอกด้านทฤษฎีฟิสิกส์จากมหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ โดยเขาได้สร้างฐานข้อมูลขนาดใหญ่สำหรับมอนิเตอร์ความสามารถของนักเตะกว่า 100,000 คนทั่วโลก และนำข้อมูลเหล่านั้นมาช่วยทีมลิเวอร์พูลในการตัดสินใจว่าควรจะดึงตัวใครมาร่วมเล่นกับทีม ฯลฯ เพื่อผลลัพธ์ในท้ายที่สุด นั่นคือการนำพาสโมสรที่ครั้งหนึ่งเคยยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์วงการฟุตบอลอังกฤษให้กลับมายิ่งใหญ่ “อีกครั้ง”

Ian Graham ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัย Liverpool

ส่วนคำถามที่ว่าจุดเริ่มต้นของการใช้ Data ในการบริหารนักเตะ และรูปแบบการเล่นในลิเวอร์พูลเริ่มขึ้นเมื่อใด อาจต้องย้อนกลับไปเมื่อเดือนพฤศจิกายน 2015 เมื่อ Ian Graham ขอเข้าพบ Jurgen Klopp ผู้จัดการทีมที่เริ่มงานในสโมสรเก่าแก่ได้เพียง 3 สัปดาห์พร้อมเอกสารการวิเคราะห์ข้อมูลที่เขาทำขึ้น เพื่อจะบอกว่า ข้อมูลเหล่านี้ทำอะไรให้ทีมได้บ้าง

สิ่งที่ Graham อธิบายคือการเล่นของ Borussia Dortmund (ทีมที่ Klopp ดูแลก่อนจะมาร่วมงานกับลิเวอร์พูล) ในซีซั่นที่แล้ว โดยเขาชี้ว่า Dortmund มีโอกาสมากกว่าทีมเล็ก ๆ อย่าง Mainz มากนัก (ในซีซั่นนั้น Mainz จบที่อันดับ 11 ของตาราง และ Mainz เป็นอีกทีมที่คล็อปป์เคยคุมมาก่อน) แม้ว่าผลการแข่งขันจะเป็นการพ่ายแพ้ของ Dortmund ที่สกอร์ 2 – 0 ก็ตาม

ในเกมที่ Dortmund เจอกับ Mainz ข้อมูลที่ Graham นำมาโชว์ พบว่า Dortmund มีโอกาสยิงประตู 19 ครั้ง ขณะที่คู่แข่งมีเพียง 10 ครั้ง และ Dortmund ยังครองบอลมากกว่าถึง 2 ใน 3 ของเวลาทั้งหมด และมีโอกาสเข้าไปเล่นบอลในโซนอันตรายมากถึง 85 ครั้ง (ในขณะที่ Mainz ทำได้แค่ 55 ครั้ง)

ไม่เพียงเท่านั้น Dortmund ยังสามารถพาบอลเข้าไปในเขตโทษของ Mainz ได้ถึง 36 ครั้ง ในขณะที่ Mainz ทำได้เพียง 17 ครั้ง สกอร์ทั้งหมดชี้ว่าเกมนี้ Dortmund ควรเป็นฝ่ายชนะ ทว่า ความพ่ายแพ้ของ Dortmund เกิดขึ้นเพราะความผิดพลาดจังเบอร์ 2 จุด นั่นคือในนาทีที่ 70 เมื่อ Dortmund พลาดการยิงลูกโทษ และในนาทีที่ 74 เมื่อนักเตะ Dortmund พลาดทำลูกเข้าประตูตัวเอง

Jurgen Klopp สมัยคุมทีมเสือเหลือง

ข้อมูลทั้งหมดที่อยู่ในมือของ Graham ทั้ง ๆ ที่เขาไม่ได้ดูเกมนั้นเลยแม้แต่วินาทีเดียว รวมถึงไม่ได้สนใจด้วยว่าเกิดดราม่าอะไรบ้างหลังการแข่งขัน สิ่งที่เขาดูมีเพียงอย่างเดียว นั่นคือ Data ของเกมเพื่อนำมาวิเคราะห์และทำให้เข้าใจสภาพการแข่งขันมากขึ้น และทั้งหมดนี้ เขาทำไปเพื่อช่วยทีมหาผู้จัดการเข้ามาแทนผู้จัดการทีมคนเก่า “Bradden Rodger” นั่นเอง

ซึ่งวิธีของ Graham ไม่ได้วิเคราะห์จากเกมแค่เกมเดียว แต่เขาได้สร้างสมการทางคณิตศาสตร์ขึ้นมา และนำผลงานของนักเตะ Dortmund ในช่วงที่ Klopp ดูแลป้อนเข้าไป จากนั้นก็ประเมินร่วมกับตัวแปรอื่น ๆ เช่น ประสิทธิภาพของนักเตะในแต่ละเกม ซึ่งผลที่ออกมาพบว่า ทีม Borussia Dortmund ควรจะได้ตำแหน่งเบอร์ 2 ของตาราง ขณะที่ผลการแข่งจริง Dortmund กลับได้แค่อันดับ 7

ผู้วิเคราะห์ Data ที่แท้ทรู

หากมองจากตัวเลขสถิติ บทสรุปของ Graham ที่มีต่อ Klopp อาจเป็นได้สองทาง นั่นคือ เขาเป็นผู้จัดการทีมที่ไม่มีประสิทธิภาพ และไม่ควรจะได้รับโอกาสบริหารทีมอื่น ๆ อีกต่อไป หรือเขาคือผู้จัดการทีมดวงจู๋ที่บังเอิญได้ไปคุมทีมไร้โชคที่สุดในประวัติศาสตร์ฟุตบอลมาก็เป็นได้ ซึ่งในโลกของฟุตบอล การให้ความสำคัญกับการสร้างโอกาสในการทำประตูมีปัจจัยต่อการแพ้ชนะมากกว่าสิ่งอื่นใดรอบตัว ส่วนจะได้ประตูหรือไม่นั้น บางครั้งอาจเป็นเรื่องของโชคชะตาที่ไม่อาจควบคุมได้ และนั่นคือสิ่งที่ Graham สรุปจากผลงานของ Klopp ว่าเขาเป็นคนที่สามารถสร้างโอกาสได้มากกว่าทีมของคู่แข่งถึงเท่าตัว

และการได้ร่วมงานกันบนถิ่นแอนด์ฟิลด์ระหว่าง Graham และ Klopp ก็ได้เริ่มต้นขึ้น

ผลการแข่งขันของลิเวอร์พูลในฤดูกาลที่ผ่านมา (2018 – 2019) น่าจะเป็นประจักษ์พยานที่เด่นชัดที่สุดของความสำเร็จครั้งใหม่นี้ เมื่อลิเวอร์พูลได้สร้างประวัติศาสตร์ด้วยการแพ้เพียง 1 นัดจากทั้งหมด 38 เกมในพรีเมียร์ลีก และคว้าอันดับสองของตารางไปครอง โดยเป็นรองเพียงแมนเชสเตอร์ซิตี้ ที่สามารถขึ้นนำลิเวอร์พูลไปเพียงหนึ่งแต้มในช่วงเกมสุดท้ายของซีซั่น และสร้างสถิติเป็นทีมอันดับ 2 ที่มีคะแนนมากที่สุดในประวัติศาตร์

ในเวลาเดียวกับที่ลิเวอร์พูลพยายามเอาชนะทีมสุดแกร่งอย่างบาร์เซโลน่า รวมทั้งเผชิญหน้ากับทีมระดับท็อปทีมอื่นๆ ในการแข่งขันยูฟ่าแชมเปี้ยนส์ลีก และพวกเขาสามารถเอาชนะทอตแนมฮอตสเปอร์ในเกมนัดสุดท้าย ด้วยผลประตูรวม 2 – 0 คว้าแชมป์ยูฟ่าแชมเปี้ยนส์ลีกไปครองชนิดที่แฟน ๆ ต้องหลั่งน้ำตาให้กับความสำเร็จของทีมที่พวกเขาโหยหามานาน

การจับคู่ที่ถูกฝาถูกตัว

ความสำเร็จของลิเวอร์พูลในวันนี้ นอกจากตัวนักเตะที่มีกำลังใจและความสามารถเต็มเปี่ยม ในอีกด้านหนึ่งมันคือการทำงานร่วมกันของ Klopp และ Graham ซึ่ง Klopp นั้นไม่เคยมีประสบการณ์ด้านวิเคราะห์ Data มาก่อน ถึงแม้ว่าเขาจะจบการศึกษาด้านวิทยาศาสตร์การกีฬา ซึ่งรู้เรื่องสถิติต่าง ๆ เป็นอย่างดี แต่สำหรับ Data แบบเจาะลึกที่ผ่านมา เขาเองก็ไม่ต่างจากผู้จัดการคนอื่น ๆ ที่ยังคงฝึกสอนนักฟุตบอลโดยใช้แนวทางเดิม ๆ แต่ในวันที่ Graham มาหาเขาที่ออฟฟิศวันนั้นในปี 2015 เขาก็เข้าใจได้ทันทีว่า Graham คือคนที่เขาตามหามานาน

ด้านของ Graham ผู้ไม่เคยดูเกมการแข่งขันของ Dortmund เลยแม้แต่เกมเดียว แต่กลับเป็นคนที่ยินดีกับความสำเร็จอันย่ำแย่ของเขา และด้วยเหตุผลดังกล่าว ทำให้ Klopp ประจักษ์ว่า หากสโมสรไม่ได้ Graham เข้ามาช่วยดำเนินการหาผู้จัดการทีมให้กับลิเวอร์พูลแล้วล่ะก็ เขาคงไม่มีวันได้มาทำงานกับสโมสรลิเวอร์พูลอย่างแน่นอน

จากภาพที่ปรากฏ ต้องบอกว่า ลิเวอร์พูลเป็นทีมที่นำ Data มาใช้ในการตัดสินใจมากกว่าทีมอื่นใด ซึ่งเมื่อนำมาใช้ร่วมกับแทคติกอันโดดเด่น จึงบังเกิดเป็นความสำเร็จรอบใหม่ของทีม ที่อาจเรียกได้ว่าเป็นการจับมือที่ถูกฝาถูกตัว ระหว่างโค้ชมากประสบการณ์ ผู้วิเคราะห์ Data ไม่เป็น กับนักวิเคราะห์มากฝีมือ ที่ไม่เคยดูบอล (แต่ตอนนี้คงดูมากขึ้นแล้ว) ก็เป็นได้ แล้วก็ดันกลายเป็นส่วนผสมที่ลงตัว

การบริหารทีมในลักษณะนี้นำไปสู่ความสำเร็จของทีมมากขึ้นเรื่อย ๆ และกลายเป็นแรงบันดาลใจให้ทีมต่าง ๆ ให้ความสำคัญกับทีมงานด้าน Data มากขึ้น

ย้อนอดีตความยิ่งใหญ่

ทำไมความสำเร็จรอบใหม่ของลิเวอร์พูลถึงกลายเป็นความยิ่งใหญ่ที่ทั่วโลกจับตา คำตอบอาจต้องย้อนกลับไปในช่วงปี 1975 – 1990 เวลานั้นไม่มีใครไม่รู้จักสโมสรลิเวอร์พูล พวกเขาได้รับการยกย่องในฐานะเครื่องจักรสีแดงผู้คว้าถ้วยยูโรเปี้ยนคัพมาครองได้ถึง 4 ครั้งในช่วง 8 ปี ไม่นับผลงานในบ้านที่โดดเด่นกว่าสโมสรอื่นใด

ลิเวอร์พูลยุครุ่งเรือง ภายใต้การทำทีมของ Bob Paisley

อย่างไรก็ดี ความเปลี่ยนแปลงของวงการฟุตบอลอังกฤษก็เริ่มขึ้นเมื่อมหาเศรษฐีจากทั่วโลกเริ่มเข้ามาทุ่มเงินซื้อสโมสรของอังกฤษ เช่นในปี 1997 มหาเศรษฐีชาวอียิปต์ Mohamed al-Fayed ได้เข้าซื้อสโมสรฟูแล่ม ทีมจากดิวิชัน 2 ของอังกฤษ และพาก้าวขึ้นสู่พรีเมียร์ลีก หรือในปี 2003 ก็เป็นทีมเชลซีที่ถูกยึดครองโดย Roman Abramovich มหาเศรษฐีหมีขาวเจ้าของอาณาจักรน้ำมัน และอุตสาหกรรมแร่เหล็ก

และในปี 2007 ตระกูลที่ดูแลทีมลิเวอร์พูลมานานกว่าครึ่งศตวรรษ ก็ตัดสินใจขายต่อสโมสรให้กับสองนักธุรกิจชาวอเมริกัน Tom Hicks และ George Gillett ทว่า เมื่อซื้อไปแล้ว สองนักธุรกิจกลับเพิ่งตระหนักว่า พวกเขาไม่มีเงินมากพอสำหรับจะสร้างทีมให้ดีมากเท่าเศรษฐีคนอื่น ๆ ผลก็คือ ภายในเวลาไม่กี่ปี ลิเวอร์พูลกลายเป็นสโมสรที่มีหนี้สินรุงรังหลายล้านเหรียญสหรัฐ และไม่สามารถทำผลงานดี ๆ บนสนามการแข่งขันได้อีก

สถานะทางการเงินที่ย่ำแย่ทำให้ Hicks และ Gillett ถูกบังคับให้ยอมรับเงิน 480 ล้านเหรียญสหรัฐ และขายทีมให้กับ John Henry เจ้าของทีม Boston Red Sox และ New England Sports Ventures ในที่สุด

John Henry กำลังจับมือกับกัปตัน Hendo

ส่วนเงินถุงเงินถังที่ Henry นำมาใช้จ่ายกับลิเวอร์พูลนั้นมาจากดีเอ็นเอของบริษัทที่นำอัลกอริธึมไปใช้ในการวิเคราะห์ทุกอย่างที่ต้องตัดสินใจ ไม่ว่าจะเป็นการจ้างผู้บริหารไปจนถึงการลงทุน (เขาเริ่มต้นจากอัลกอริธึมที่สร้างขึ้นเพื่อทำนายความผันผวนของตลาดถั่วเหลือง ซึ่งทำให้เขาทำเงินจากการคาดการณ์นั้นได้อย่างมาก) ปัจจุบัน อัลกอริธึมกลายเป็นหนึ่งในดีเอ็นเอของบริษัท Henry และเขาไม่เคยตัดสินใจอะไรโดยปราศจากการวิเคราะห์โดยใช้อัลกอริธึมอีกเลย เมื่อมาผนวกกับ Passion ในเกมกีฬา ซึ่งที่ผ่านมาทีมที่ Henry เป็นเจ้าของก็มักกจะประสบความสำเร็จมาตลอด ก็ทำให้แนวทางการทำของผู้บริหารอย่าง Henry และคนทำงานอย่าง Klopp เป็นไปในแนวทางเดียวกัน

สถิติในโลกของกีฬาฟุตบอล

หันกลับมาที่กีฬาฟุตบอล ต้องยอมรับว่าสิ่งที่ผู้คนสนใจมาโดยตลอดก็คือใครเป็นผู้ทำประตูได้ และความจริงข้อนี้คงจะดำเนินต่อไป ส่วน Data ประเภท “เวลาที่แต่ละทีมได้ครองบอลในเกมการแข่งขัน” หรือ “โอกาสในการแย่งบอลจากทีมคู่ต่อสู้” ฯลฯ นั้นอาจเป็นสิ่งที่คนทำงานเบื้องหลังจริง ๆ ถึงจะต้องการ

สำหรับเชลซี สโมสรได้สร้างทีมวิเคราะห์ข้อมูลของตนเองขึ้นเป็นทีมแรกในพรีเมียร์ลีก ประมาณปี 2008 ตามมาด้วยอาร์เซนอลที่ซื้อบริษัทวิเคราะห์ข้อมูล StatDNA ในเวลาต่อมา แต่ไม่ปรากฏว่าผู้จัดการทีมของทั้งเชลซีและอาร์เซนอล สามารถใช้ประโยชน์จากข้อมูลที่วิเคราะห์ได้ในการทำผลงานมากนัก หรือไม่พวกเขาก็พยายามรักษาเก้าอี้มากเกินไปจนลืมไปว่าหน้าที่ของผู้จัดการทีมที่แท้จริงคืออะไร รวมทั้งมีปัจจัยอื่นเข้ามาเป็นองค์ประกอบ ทำให้ทีมเหล่านี้ไม่ประสบความสำเร็จอย่างต่อเนื่อง

ในฐานะทีมงานของสโมสรลิเวอร์พูล สิ่งที่ Graham ทำก่อนการแข่งขันคือการมองหาตัวเลขเหล่านั้น เขาและนักวิเคราะห์อีก 3 คนจะเริ่มประมวลผลข้อมูลต่าง ๆ จากนั้น Klopp จะเป็นคนตัดสินใจว่าข้อมูลเชิงลึกตัวใดควรถูกนำไปปรับใช้กับทีม และจะมีการแปลงเป็นคำแนะนำที่ชัดเจนให้กับนักเตะต่อไป

ในจุดนี้ Alex Oxlade-Chamberlain มิดฟิลด์ห้องเครื่องของทีม เผยว่า เขาตระหนักดีว่ามีผู้ที่ใช้เวลานานหลายชั่วโมงเพื่อช่วยทีมอยู่ และผู้จัดการทีมจะไม่ใช้สถิติ หรือผลการวิเคราะห์มากดดันนักเตะ หากแต่นำข้อมูลเหล่านั้นมาแนะนำว่านักเตะควรเล่นอย่างไรจึงจะมีประสิทธิภาพสูงสุด

ยกตัวอย่างการนำข้อมูลมาใช้กับทีมลิเวอร์พูลเช่น การบอกได้ว่า ปีกซ้ายของทีมนั้นมีฝีเท้าที่แข็งแกร่ง และสามารถส่งบอลข้ามกองหลังตรงไปยังประตูได้มากกว่า อย่างไรก็ดี ข้อมูลอีกด้านก็ชี้ให้เห็นว่า การส่งบอลจากปีกขวานั้น มักจะตกในตำแหน่งที่แม่นยำบริเวณหน้าประตู และส่งผลต่อการทำประตูได้เหนือกว่า ซึ่งรูปแบบการแนะนำนักเตะในลักษณะดังกล่าวถือเป็นการปฏิวัติวงการฟุตบอลอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน ผลก็คือ แบ็กทั้งซ้าย-ขวา ของหงส์แดงในฤดูกาลที่ผ่านมาแย่งกันแอสซิสต์กระจาย ไม่บ่อยครั้งนักที่แบ็กทั้งสองฝั่งของทีม แอสซิสต์คนละเกิน 10 ครั้งทั้งคู่

Data ของ Graham เริ่มตั้งแต่เกมนอกสนาม

หากถามว่าอิทธิฤทธิ์ของ Data ยังทำอะไรได้อีกบ้าง คำตอบอาจต้องย้อนกลับไปในปี 2014 เมื่อเชลซีซื้อตัวมิดฟิลด์คนดัง Mohamed Salah มาร่วมทีม แต่ปรากฏว่าผลงานของ Salah กลับไม่เข้าตา เขาไม่สามารถช่วยทีมได้อย่างที่ตั้งใจ และทำให้ทางทีมตัดสินใจขายต่อให้กับ A.S.Roma ทีมดังจากอิตาลีไป ภาพของ Salah ในวันที่ลาจากพรีเมียร์ลีกเป็นภาพที่ไม่มีใครคาดคิดว่าเขาจะกลับมาประสบความสำเร็จในถิ่นพรีเมียร์ลีกอีกแน่นอน

แต่ไม่ใช่สำหรับ Graham เพราะจากการคำนวณของเขา ผลงานของ Salah ที่เล่นให้กับเชลซีนั้นไม่ต่างจากผลงานก่อนหน้าที่เขาเคยทำไว้ก่อนหน้าที่จะมาค้าแข้งในอังกฤษ เขาจึงเสนอให้ลิเวอร์พูลซื้อตัว Salah กลับมา

ในเดือนกรกฎาคม ลิเวอร์พูลจ่ายเงินให้กับโรม่าประมาณ 41 ล้านเหรียญสหรัฐเพื่อซื้อตัว Salah โดยข้อมูลของ Graham บอกว่า Salah จะเล่นได้ดีเป็นพิเศษหากจับคู่กับ Firmino สไตร์เกอร์เจ้าของสถิติการจ่ายบอลที่สามารถสร้างประตูได้มากกว่าใคร ๆ ซึ่งผลก็เป็นจริงตามคาด เพราะในพรีเมียร์ลีกฤดูกาล 2017 – 2018 มิดฟิลด์คนดัง สามารถทำลายสถิติการยิงประตูในพรีเมียร์ลีกได้เป็นผลสำเร็จ ด้วยสกอร์ 32 ประตู และกลายเป็นสัญลักษณ์ของการนำพาลิเวอร์พูลกลับสู่ชัยชนะครั้งยิ่งใหญ่ไปโดยปริยาย

ผลงานจากลิเวอร์พูล ทำให้เว็บไซต์ Transfermarkt ซึ่งเป็นเว็บไซต์ที่มอนิเตอร์ค่าตัวนักเตะได้ประเมินค่าตัวของ Salah ในปัจจุบันเอาไว้ที่ 173 ล้านเหรียญสหรัฐเลยทีเดียว

ผลงานของ Graham ยังไม่จบเพียงเท่านี้ เพราะในวันที่เขาเพิ่งเข้ามารับตำแหน่ง เขายังได้รับโจทย์ให้ศึกษาปีกซ้ายของอินเตอร์มิลานอย่าง Philippe Coutinho ร่วมด้วย ซึ่ง Data ของ Graham ชี้ว่า Coutinho คือคนที่ลิเวอร์พูลควรจะดึงเข้ามาร่วมทีม ผลก็คือ ลิเวอร์พูลซื้อ Coutinho มาในราคา 16 ล้านเหรียญสหรัฐ และในวันนี้ Coutinho คงยังได้เล่นอยู่กับลิเวอร์พูล หากบาร์เซโลนาไม่ยื่นข้อเสนอซื้อ Coutinho จากลิเวอร์พูลในราคาสูงถึง 170 ล้านเหรียญสหรัฐไปเสียก่อน

และด้วยราคางามขนาดนี้ก็ทำให้ลิเวอร์พูลมีเงินมากพอที่จะซื้อนักเตะมากฝีมืออีกสามคนเข้ามาร่วมทีม นั่นคือ Alisson Becker ผู้รักษาประตู, กองกลาง Fabinho และกองหลัง Virgil van Dijk โดยทั้งสามคนคือนักเตะคนสำคัญในฤดูกาลนี้ ซึ่งแน่นอนว่า หากไม่มีกำไรที่ได้จากการขาย Coutinho ลิเวอร์พูลก็อาจไม่มีเงินพอที่จะดึงนักเตะยอดฝีมือเหล่านี้เข้าร่วมทีมก็เป็นได้

ห้องทำงานของ Graham

ถึงตอนนี้ เชื่อว่าหลายคนอาจอยากทราบกันแล้วว่า ทีมงาน Data ของลิเวอร์พูลนั้นเป็นใครกันอีกบ้าง นอกเหนือจาก Ian Graham ที่เราเอ่ยชื่อเขามาหลายสิบครั้ง

ทีมงานอีก 3 ชีวิตที่รวมตัวอยู่ในลิเวอร์พูลยังประกอบด้วย Tim Waskett ผู้ศึกษาด้านดาราศาสตร์ฟิสิกส์, Dafydd Steele อดีตแชมเปี้ยนหมากรุกรุ่นเยาว์ ผู้ใช้คณิตศาสตร์ทำงานในอุตสาหกรรมพลังงาน และ Will Spearman ผู้สำเร็จปริญญาเอกด้าน high-energy physics หรือฟิสิกส์พลังงานสูง อีกทั้งยังเคยทำงานในองค์การวิจัยนิวเคลียร์ยุโรป ที่กรุงเจนีวา ประเทศสวิสเซอร์แลนด์ หรือที่หลายคนรู้จักกันดีในชื่อ “CERN” นั่นเอง

ถ้าเป็นทีมอื่น ๆ เขาอาจเลือกจ้างแค่ Graham, Steele, Waskett หรือ Spearman แต่ลิเวอร์พูลจ้างทั้ง 4 คนเข้าประจำการในฐานะฝ่ายวิเคราะห์ข้อมูลของสโมสร

ทุกเช้า ทีมวิเคราะห์ข้อมูลจะมาถึงศูนย์ฝึกซ้อมที่ Melwood ตอนเวลาอาหารพร้อม ๆ กับสมาชิกในทีมคนอื่น ๆ เมื่ออาหารถูกลำเลียงมาจากครัว นักเตะจะนั่งกับโค้ช และเทรนเนอร์ ส่วนนักวิเคราะห์ข้อมูลนั้นจะนั่งถัดออกไปในอีกโต๊ะ แต่พวกเขาก็รู้จักและทักทายกัน สิ่งหนึ่งที่เห็นได้ชัดก็คือ แม้ Graham จะเคยตะโกนใส่ Keita เมื่อตอนอยู่บนสแตนด์ แต่สำหรับการรับประทานอาหารเช้า แม้ Keita จะนั่งใกล้ ๆ กันกับเขา และรับประทานอาหารเช้ากันอยู่ แต่ก็ไม่มีสัญญาณใด ๆ ที่แสดงออกว่าพวกเขาอยากมีปฏิสัมพันธ์กัน

“ถ้าเขาอยากพูดกับผมเรื่องเกมการแข่งขัน เขาสามารถคุยได้ ผมยินดี แต่ถ้าไม่ ผมก็ไม่อยากรบกวนเวลาของเขาเช่นกัน” Graham กล่าว

ส่วนงานของ Spearman นั้น Graham ยอมรับว่าทุกวันนี้ยังไม่เกี่ยวข้องกับความสำเร็จของทีมมากนัก สิ่งที่ Spearman และทีมได้รับมอบหมายคือการตั้งคำถามว่า จะเกิดอะไรขึ้นถ้าเริ่มเล่นฟุตบอลในหนทางที่ต่างออกไป เพราะโมเดลคณิตศาสตร์ที่ Graham สร้างขึ้นนั้นเป็นการวิเคราะห์ผลของนักเตะในอดีตทั้งสิ้น ซึ่งในมุมของการใช้ Data แล้ว ยังถือว่ามีข้อจำกัดอยู่ สำหรับ Graham แล้ว มันเหมือนกับการมองหาเส้นทางที่จะไปต่อผ่านเลนส์ที่ขมุกขมัวเลยทีเดียว

“หน้าที่ของ Spearman คือการหาทางเดินให้กับเราท่ามกลางสถานการณ์ที่ไม่ชัดเจนนี้ให้ได้” Graham กล่าวปิดท้าย

ได้ผลจริงไหม วัดกันที่ตารางคะแนน

ไม่ว่า Data Analytics จะทำงานได้ดีแค่ไหน อย่างไรก็ตาม วลีที่ว่า “ฟุตบอลลูกกลมๆ” ก็ยังอยู่เคียงคู่กีฬาชนิดนี้อยู่เสมอ เพราะถึงแม้ว่าลิเวอร์พูลจะปิดฤดูกาล 2018/19 ด้วยคะแนน 97 คะแนน แต่ก็ยังเป็นรองแมนเชสเตอร์ซิตี้และทำได้แค่เพียงอันดับสองในตารางคะแนนอยู่ดี ตำแหน่งแชมป์พรีเมียร์ลีก ที่แฟนๆ หงส์แดงรอคอยมานานตั้งแต่ปี 1990 นี่ก็กำลังจะ 30 ปีอยู่หรอมร่อ ฤดูกาลใหม่ที่กำลังจะเริ่มต้นขึ้นนี้ ดูเหมือนว่า Jurgen Klopp และทีมงานของเขาจะมั่นใจในนักเตะของตัวเอง จนไม่เสริมทัพด้วยนักเตะบิ๊กเนมเลย แต่กลับซื้อดาวรุ่งอายุ 18 เพียงคนเดียวในขณะนี้ ขณะที่แชมป์เก่าอย่างแมนเชสเตอร์ซิตี้ก็ยังมีขุมพลังที่แน่นปึ๊ก และซื้อตัวผู้เล่นเพิ่มเติม รวมทั้งทีมอื่น ๆ ร่วมลีก ก็ล้วนแล้วแต่มีพัฒนาการจนทำให้พรีเมียร์ลีกอังกฤษ เป็นลีกที่แข็งแกร่งคาดเดาได้ยาก

“Data” ที่ว่าแน่ จะทำให้ฝันของ The Kop เป็นจริงสมกับที่รอคอยหรือไม่ คงต้องให้ “ตารางคะแนน” วันสุดท้ายของการแข่งขันเป็นผู้ให้คำตอบ