อินเด็กซ์พร้อมจุดกระแส ไทย ดัน “ภูเก็ต” จัด World Expo

หลังได้รับผลกระทบจากปัญหาการชุมนุมทางการเมืองมาตลอด 5 ปี วันนี้ “ภาพรวมธุรกิจอีเวนท์” ยังคงทรงตัว ด้วยมูลค่า 13,000-14,000 ล้านบาท ยักษ์ใหญ่แห่งวงการอีเวนท์ “Index Creative Village” จึงต้องหันมาสร้าง “บลูโอเชี่ยน” ในตลาดใหม่ พร้อมทั้งมองการสร้างคอนเทนต์ใหม่ๆ หรือ “Created New Experience” เพื่อชักชวนให้ผู้บริโภคขบับออกจากหน้าจอและ “ก้าวออกจากบ้าน” ไปเติมเต็มประสบการณ์ผ่านงานอีเวนท์ด้วยตนเอง

ภาพรวมตลาดอีเวนท์ยังนิ่ง

แม้ว่าจะยังเห็นนักลงทุนหลายรายเดินหน้าลงทุนในภาคส่วนธุรกิจต่างๆ อย่างต่อเนื่อง และยังมีการเปิดตัวสินค้าใหม่ๆ ให้เห็นอยู่บ้าง แต่ถ้ามองตัวเลขภาพรวมตลาดอีเวนท์ครึ่งปีแรกซึ่งจะเป็นช่วงที่ตลาดอีเวนท์คึกคักที่สุด ตัวเลขกลับยังไม่โตเท่าที่ควรจะเป็น ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากการเลือกตั้ง ที่นักลงทุนและนักการตลาดอยู่ในช่วงจับการดูสถานการณ์และทิศทางเศรษฐกิจ

“Index Creative Village” บริษัทผู้นำด้านการตลาดเชิงสร้างสรรค์อย่างครบวงจรในภูมิภาคอาเซียน ประเมินว่า ในช่วงครึ่งปีแรกภาพรวมตลาดอีเวนท์ ไม่โตเท่าที่ควรจะเป็น ซึ่งเป็นไปในทิศทางเดียวกับอุตสาหกรรมโฆษณาที่ลูกค้าใช้จ่ายน้อยลง โดยภาพรวมธุรกิจโฆษณาในปีนี้ คาดว่าจะมีมูลค่า 116,761 ล้านบาท

ขณะที่ผลประกอบการครึ่งปีแรกของอินเด็กซ์กลับโตสวนกระแส โดย คุณเกรียงไกร กาญจนะโภคิน ผู้ก่อตั้งและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มบริษัท อินเด็กซ์ ครีเอทีฟ วิลเลจ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า สำหรับผลประกอบการครึ่งปีแรก อินเด็กซ์มียอดโตสวนทางตลาดภาพรวมของธุรกิจอีเวนท์ถึง 6% เมื่อเทียบกับปี 2018 โดย 5 ธุรกิจที่โดดเด่นอยู่ในกลุ่มของสินค้าอุปโภคบริโภค , มือถือ , ยานยนต์ , ธนาคาร และธุรกิจประกัน ซึ่งในช่วงปลายปีน่าจะได้เห็นภาพรวมของตลาดที่คึกคักและเติบโตมากขึ้น

รุกตลาดตะวันออกกลาง

ปัจจุบันโครงสร้างธุรกิจของ Index Creative Village แบ่งออกเป็น 3 ส่วนหลัก ได้แก่ กลุ่มธุรกิจ Creative Business Development ให้บริการด้านการพัฒนาแบรนดิ้ง และสร้างประสบการณ์พิเศษ สู่การสร้างมูลค่าในรูปแบบของแหล่งท่องเที่ยว ที่มีสัดส่วน 15.7%  , กลุ่มธุรกิจ Marketing Service ให้บริการด้านการวางแผน วางกลยุทธ์ และให้คำปรึกษาด้านการตลาดต่างๆ อย่างมืออาชีพ สัดส่วน 79.4% และกลุ่มธุรกิจ Own-Project ให้บริการสร้างสรรค์งานโปรเจ็กต์พิเศษ อย่างมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว สัดส่วน 4.9%

โดยทำตลาดในประเทศไทย และอีกหลายประเทศ ไม่ว่าจะเป็น เมียนมาร์ กัมพูชา เวียดนาม มาเลเซีย อินโดนีเซีย ญี่ปุ่น และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์

ในปีนี้อินเด็กซ์จะให้ความสำคัญกับกลุ่มธุรกิจ Creative Business Development หรือ CBD มากขึ้น เนื่องจากเป็นเทรนด์การทำธุรกิจที่มาแรง และมีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่อง โดยในช่วงครึ่งปีแรกมีการเติบโตสูงที่สุดถึง 168.42% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อนที่มีการเติบโต 60.48% เนื่องจากลูกค้า ทั้งในส่วนของบริษัทภาคเอกชน และรัฐบาล ต่างต้องการสร้างสิ่งใหม่ๆ และมีเอกลักษณ์ให้กับผู้บริโภค

เริ่มจากที่โครงการ “Thailand Pavilion In World Expo Dubai 2020” จะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 20 ตุลาคม 2020 ถึง 10 เมษายน 2021 ณ นครดูไบ ประเทศสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ โดยมี 190 กว่าประเทศที่เข้าร่วมงาน บนพื้นที่กว่า 4 ตารางกิโลเมตร และคาดว่าจะมีผู้เข้าร่วมงานราว 25 ล้านคน ปัจจุบันอยู่ในขั้นตอนของการก่อสร้าง

“กว่าจะได้ก่อสร้าง ต้องฝ่าด่านค่อนข้างมาก ไม่ว่าจะเป็นเรื่องขั้นตอนก่อนการก่อสร้าง การเตรียมความพร้อมเพื่อดูแลสวัสดิการแรงงาน ไม่ว่าจะเป็น น้ำดื่มวันละ 5 ลิตรต่อคน ที่นอน หรือต้องมีฟิตเนสสำหรับแรงงาน ที่มากไปกว่านั้น คือ แรงงานที่จะไปทำงานที่นครดูไบได้จะต้องปลอดหนี้ ขณะนี้ถือว่าล่าช้ากว่าแผนที่กำหนดไว้ แต่คาดว่าการก่อสร้างเสร็จทันตามกำหนดการ ในช่วงเดือนมีนาคม 2020 ก่อนการเปิดอย่างเป็นทางการในวันที่ 20 ตุลาคม 2020” คุณเกรียงไกร กล่าว

นอกจากนี้ยังคว้า “QATAR ARMED FORCES” งานอีเวนท์วันกองทัพกาตาร์ ประเทศกาตาร์ ที่ชนะบริษัทระดับโลกกว่า 10 ประเทศ เดิมผู้ชนะเป็นยุโรป โดยงานนี้จัดขึ้นเพื่อแสดงศักยภาพของกองทัพการ์ตา จะเกิดขึ้นในช่วงเดือนพฤศจิกายนที่จะถึงนี้

“ในครั้งนี้ถือเป็นอีเวนท์ที่ใหญ่ที่สุดในต่างประเทศของอินเด็กซ์ ซึ่งเป็นการจัดงานใน 1 วัน มูลค่า 120 ล้านบาท และหลังจากนี้จะเข้าไปแข่งขันชิงงานอีเวนต์อื่นๆ ในกลุ่มตะวันออกกลางอีก โดยปีนี้ อินเด็กซ์ฯ วางเป้าหมายรายได้รวม 1,800 ล้านบาท”

เพิ่มงาน “Beauty and Spa” เจาะตลาดเมียนมาร์-กัมพูชา

นอกจากนี้ยังให้ความสำคัญกับธุรกิจ Own-Project  โดยในปีนี้จะจัด Trade Fair ทั้งในและต่างประเทศ โดยเมื่อวันที่ 6-8 มิถุนายน ที่ผ่านมา ได้จัดงาน Cambodia Architect & Décor ที่ประเทศกัมพูชา ที่ในปีนี้มีผู้ร่วมออกบูธจัดแสดงจากประเทศต่างๆ อาทิ ไทย จีน มาเลเซีย กัมพูชา และเกาหลีใต้ รวม 95 ราย เพิ่มจากปีก่อนที่มี 76 ราย

รวมไปถึงการจัดงานเมียนมาร์ ฟู้ด เบฟ (Myanmar FoodBav) งานแสดงสินค้ากลุ่มอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่ม ซึ่งจัดต่อเนื่องเป็นปีที่ 6 ควบคู่กับงานเมียนมาร์ รีเทล ซอสซิ่ง เอ็กซ์โป (Myanmar Retail Sourcing Expo) งานแสดงสินค้ากลุ่มธุรกิจรีเทล รวมถึงอุปกรณ์ต่างๆที่ต้องใช้ในร้านค้าอย่างครบวงจร ปีที่ 4 ซึ่งจะจัดขึ้นในวันที่ 15-17 สิงหาคม 2019 และการจัดงานเมียนมาร์ บิวท์ แอนด์ เดคคอว์ (Myanmar Build & Decor) งานแสดงสินค้านวัตกรรม และเทคโนโลยีกลุ่มธุรกิจวัสดุอุปกรณ์ก่อสร้าง เฟอร์นิเจอร์ และการตกแต่งภายใน ในวันที่ 3-5 ตุลาคม 2019

“เมื่อพิจารณาจากแนวโน้มการเติบโตด้านเศรษฐกิจของประเทศเมียนมาร์และกัมพูชา ที่มีการเปิดขยายการลงทุนด้านธุรกิจและการก่อสร้างภายในประเทศมากขึ้น และกำลังซื้อที่เพิ่มมากขึ้น โดยในปีหน้าจะจัดงาน “Beauty and Spa” ในสองประเทศ ซึ่งเป็นการสร้างโอกาสใหม่ๆ หลังจากที่ไทยโดนแบนเอ็นเตอร์เทนเมนต์มานานถึง 10 ปี จนได้รัฐบาลชุดปัจจุบันเข้าไปเจรจา ทำให้ละครไทยเป็นที่นิยมในประเทศเพื่อนบ้าน และส่งผลให้ความนิยมในสินค้าแฟชั่น บิวตี้ เติบโตมากขึ้น”

สำหรับประเทศไทย เตรียมจัดงาน Bangkok Beauty Show 2019 ระหว่างวันที่ 11-13 กรกฏาคมนี้ ที่ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค บางนา

อีกธุรกิจ Own-Project หนึ่งที่จะได้เห็นในปีนี้คือ “วัดร่องขุ่นไลท์เฟส” (Wat Rong Khun Light Fest) โปรเจ็กต์ใหญ่ที่มีส่วนสำคัญในการส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงคุณภาพและสร้างภาพลักษณ์ ให้จังหวัดเชียงราย ในการเพิ่มจำนวนนักท่องเที่ยว เพิ่มกิจกรรมและเพิ่มวันพักค้างคืนมากขึ้น ผ่านการจัดงานอีเวนท์ที่แปลกใหม่ และมีความยิ่งใหญ่น่าสนใจ ในรูปแบบการแสดงโชว์มัลติมีเดียระดับเวิลด์คลาส ที่จะเปิดการแสดงในวันที่ 22 พฤศจิกายน – 22 ธันวาคม 2019

เล็งจัดงาน “KILO RUN” ที่ภูเก็ตปีหน้า

นอกจากนี้ยังสานต่องานวิ่ง กิน เที่ยว “KILO RUN” ในเส้นทางที่เป็นเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรม (The Iconic City) 4 แห่ง ได้แก่ ถนนเยาวราช , ฮานอย ประเทศเวียดนาม และกำลังจะจัดขึ้นที่ โอซากา ประเทศญี่ปุ่น ในวันที่ 22 ตุลาคม 2019 และที่จังหวัดเชียงราย ในวันที่ 15 ธันวาคม 2019

“งาน KILO RUN ประสบความสำเร็จเพราะคอนเซปท์ดี เพราะนักวิ่งต้องวิ่งผ่านจุดที่เป็น ICONIC ของเมือง ทำให้นักวิ่งที่สมัครเข้าร่วมรู้สึกสนุกกับการวิ่งชมเมือง แวะกินของอร่อยประจำเมือง ซึ่งภาพที่ออกมาสวยงาม นักวิ่งก็นำไปแชร์ต่อบนโซเชียลมีเดีย กลายเป็นกระแสทำให้งานเกิด Impact นอกจากนี้ยังวัดได้จากจำนวน Visitor 1 พันคน ที่เข้าร่วมงาน KILO RUN ที่โอซาก้า โดยจำนวนนี้เป็นคนไทยประมาณ 50% หรือราวๆ 500 คน ที่เหลือเป็นต่างชาติจาก 10 ประเทศ”

ส่วนปีหน้ากำลังอยู่ในช่วงของการพิจารณาเลือกเมือง แต่คาดว่าจะเป็น “จังหวัดภูเก็ต” เนื่องจากค่อนข้างมีความพร้อม

ไทยต้องเป็นผู้นำจัด “World Event” ได้แล้ว

คุณเกรียงไกร มองว่า การจัดงานอีเวนท์ใหญ่ระดับโลก อย่าง “World Expo” จะเป็น New Era ใหม่ของวงการอีเวนท์ไทย ที่จะทำให้เศรษฐกิจไทยเติบโต จากการดึงนักท่องเที่ยวทั่วโลก โดยมีตัวอย่างจากประเทศญี่ปุ่นและจีน ที่ใช้ World Expo ในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ แต่การจะจัดงานในสเกลใหญ่ จะต้องมีการวางแผนต่อเนื่องนาน 10 ปี โดยอินเด็กซ์พร้อมที่จะเป็นส่วนหนึ่งในการผลักดัน เพื่อสร้างเศรษฐกิจในประเทศไทย

และยังมองว่า หลังจบงาน World Expo จะสร้างประโยชน์ให้กับประเทศได้จากการพัฒนาเป็นแหล่งท่องเที่ยว อย่างที่ฝรั่งเศส ได้สร้าง “หอไอเฟล” ขึ้นในปี 1889 และกลายเป็นสถานที่ท่องเที่ยวยอดนิยม เช่นเดียวกับจีน ที่ภายหลังจัดงานมีการนำอาคารมาใช้เป็น Convention Center , Museum หรือพัฒนาเป็น Stadium สำหรับการแข่งขันกีฬา

“เราเริ่มเห็นสัญญาณที่ดี หลังจากที่จังหวัดภูเก็ตได้เสนอเป็นเจ้าภาพการจัดงาน World Expo ในปี 2027-2028 ขณะนี้อยู่ในช่วงของเสนอเรื่องต่อรัฐบาลชุดใหม่ ทั้งนี้ต้องการพื้นที่ประมาณ 157 ไร่ในการก่อสร้าง และคาดว่าจะต้องใช้งบประมาณราวหมื่นล้านบาท”

อีกงานที่น่าสนใจ “งานพืชสวนโลก” ที่จะจัดขึ้นในปี 2026-2028 งบประมาณพันล้านบาท ที่จะใช้ในก่อสร้างและเตรียมงาน 3 จังหวัด ได้แก่ เชียงราย อุดรธานี และโคราช

รวมไปถึงการเตรียมการจัดงาน FIFA World Cup 2021 ที่สมาคมฟุตบอลไทยร่วมกับสมาคมฟุตบอลเมียนมาร์ โดยมีแผนที่จะใช้สนามกีฬาของไทยในกรุงเทพฯ จังหวัดเชียงใหม่ และสงขลา ร่วมกับสนามกีฬาของเมียนมาร์ในเมืองย่างกุ้ง มัณฑะเลย์ และเนปิดอว์

ทั้งนี้ อินเด็กซ์ มองไปถึงการต่อยอดอีเวนท์ไปในฟุตบอลโลก ที่แม้ไทยจะไม่ได้เป็นเจ้าภาพ แต่เชื่อว่ามีโอกาสจากการที่สปอนเซอร์เข้าไปสนับสนุนจำนวนมาก

ปัจจุบันอินเด็กซ์มีสัดส่วนรายได้จากอีเวนท์ต่างประเทศ 10% แต่วันนี้ “อินเด็กซ์” ได้ก้าวข้ามข้อจำกัดภายในประเทศ ไปสู่การสร้างดีมานด์ในตลาดต่างประเทศแล้ว โดยไม่หยุดที่จะครีเอทคอนเทนต์ใหม่ๆ.