“Akirart Cafe” จากออฟฟิศโฆษณายุค ’80 สู่ร้านกาแฟ กลิ่นอาย Nostalgia


เดินเข้ามากลางซอยอนุสรณ์ 1 หลังวัดเทพศิรินทร์ เพื่อมายัง บริษัท คามาราร์ต สตูดิโอ วันนี้ Brand Buffet มีนัดพิเศษกับ คุณเคนโด้–นาเคนทร์ พุฒิกุลางกูร และ คุณนิว–อาทินันท์ เดชแพ สองเพื่อนซี้เจ้าของ Akirart Cafe Studio คาเฟ่สไตล์ออฟฟิศย้อนยุค 80 ที่ฮิปที่สุดในเวลานี้

คาเฟ่ที่เล่าเรื่องราวของคนรุ่นพ่อ

ไม่รอช้า เราชวนทั้งสองคนพูดคุย ย้อนกลับไปยังจุดเริ่มต้นของ Akirart Cafe Studio ที่ในอดีตเคยเป็นออฟฟิศของ Kamarart Studio บริษัท Production House ผู้ผลิตสื่อโฆษณารายสำคัญของไทย โดยมี คุณวีระ พุฒิกุลางกูร คุณพ่อของคุณเคนโด้ เป็นผู้ก่อตั้ง

ซึ่งที่ตึก 4 ชั้นแห่งนี้ ถูกใช้เป็นพื้นที่สำนักงานเกือบทั้งหมด ยกเว้นชั้นบนสุด ที่เป็นพื้นที่พักอาศัยของครอบครัว “พุฒิกุลางกูร” คุณเคนโด้เล่าว่า เขาอยู่ที่นี่มาตั้งแต่เด็ก ทำให้เห็นการเปลี่ยนแปลงของ Kamarart มาตลอด โดยเฉพาะในระยะ 10 ปีหลังก่อนที่พ่อและแม่จะตัดสินใจปิดบริษัท ไม่ได้เป็นการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นทันที แต่ค่อยๆเฟดไป จากที่เคยมีพนักงานจำนวนมาก ก็ได้เห็นพนักงานค่อยๆน้อยลง จนสุดท้ายทั้งตึกเหลือเพียงแค่ 3 คน

เพราะความผูกพัน ไม่อยากเสียที่แห่งนี้ รวมถึงมองเห็นคุณค่าในสิ่งที่คนรุ่นพ่อได้สร้างไว้ คุณเคนโด้จึงตัดสินใจชวนคุณนิวมาทำโปรเจกต์ร้านกาแฟด้วยกัน สร้างความแตกต่างจากร้านอื่นๆ ด้วยคอนเซปท์ที่เล่าเรื่องราวของ Kamarart ไว้อย่างสมบูรณ์ เชิญชวนให้คนรุ่นใหม่เข้ามาสัมผัสบรรยากาศออฟฟิศเก่าแห่งนี้

บรรยากาศของออฟฟิศ Kamarart ที่เหลืออยู่

“ตอนที่รู้ว่าบริษัทจะถูกปิด ผมรู้สึกเสียดาย เพราะเห็นว่าพื้นที่นี้มีความสำคัญ มีเรื่องราวของความเป็น Kamarart แต่ยังทำอะไรกับพื้นที่ไม่ได้มาก จนกระทั่งพ่อล้มป่วย แม่เลยพาท่านย้ายไปสร้างบ้านและเปิดโฮมสเตย์ชื่อ บ้านพักกายพักใจ อยู่ที่เชียงคาน จังหวัดเลย ตรงนี้เป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ เพราะถ้าหากผมไม่ทำอะไร ก็ต้องย้ายออกไป ก็เลยขอเช่าตึกนี้ต่อจากหุ้นส่วนพ่อ ซึ่งก่อนทำร้านเราก็ปรึกษาพ่อนะว่า อยากใช้ที่นี้ทำร้านกาแฟ ท่านก็ไม่ได้คัดค้านอะไร

หลายคนสงสัยว่าชื่อร้าน มีความหมายว่าอย่างไร คุณเคนโด้เล่าว่า “Akirart” (อะคิราร์ต) มาจากคำว่า Aki ที่แปลว่าแสง พระอาทิตย์ รวมกับคำว่า Art ซึ่งชื่อนี้ คุณวีระเคยคิดไว้ก่อนจะตัดสินใจเลือก Kamarart (Camera + Art) เป็นชื่อบริษัท เขาจึงนำชื่อนี้กลับมาปัดฝุ่นอีกครั้ง เพราะเรียกได้ง่ายกว่า

เครื่องใช้สำนักงานในอดีต ที่หาดูไม่ง่าย

ด้วยคอนเซปท์สไตล์ออฟฟิศย้อนยุค ทำให้การตกแต่งร้านแทบไม่ได้เปลี่ยนแปลงอะไรเลย เพียงแต่นำเอาเครื่องใช้สำนักงานที่มีอยู่ ไม่ว่าจะเป็น คอมพิวเตอร์ โทรศัพท์ เครื่องพิมพ์ โต๊ะ เก้าอี้ อุปกรณ์สำนักงาน  มาจัดเรียงเท่านั้น เราลองเปิดลิ้นชักตู้เหล็กเก็บเอกสารใต้บาร์กาแฟดู พบว่าในนั้นยังคงเก็บเอกสารของพนักงาน Kamarart ไว้เป็นอย่างดี ที่เห็นใหม่จริงๆ คงจะมีเพียงแค่เครื่องบดและเครื่องชงกาแฟ

นอกจากข้าวของเครื่องใช้เก่าแล้ว ที่นี่เราจะได้เห็นชิ้นงานโฆษณาในตำนาน อย่าง Nescafe, Honda ติดอยู่ตามผนังห้อง และเรียงรายอยู่ริมทางเดิน รวมถึงหนังสือออกแบบหายาก ของสะสมจากประเทศญี่ปุ่น ของคุณพ่อและคุณอา ซึ่งก็คือ คุณสุรชัย พุฒิกุลางกูร illustrator ผู้สร้างภาพประกอบงานโฆษณา มือหนึ่งของโลก ที่คุณเคนโด้นำมาจัดวางไว้ให้ผู้ที่สนใจอีกด้วย

จอคอมพิวเตอร์เก่าที่เจ้าของร้านตั้งไว้ต้อนรับลูกค้า

“นับว่าเป็นโชคดีของเราที่ข้าวของเหล่านี้ยังคงอยู่ในสภาพดี ไม่ได้ถูกทิ้งไป บางชิ้นยังคงใช้งานได้ เพราะเราอยากให้ลูกค้าที่เข้ามารู้สึกตื่นเต้นกับเครื่องใช้เก่าๆ อย่างตอนที่เดินขึ้นมา ลูกค้าก็จะเจอกับจอคอมพิวเตอร์เก่าก่อนเลย เราตั้งใจจัดไว้แบบนั้น เพราะอยากให้รู้สึกว่า เดินขึ้นมาเจอจอกระพริบนี้ คือมาถึง Akirart แล้ว

ตอกบัตร นั่งกินกาแฟ แล้วค่อยทำงาน

เรามีโอกาสได้ลองชิม “Passion fruit Espresso” กาแฟผสมน้ำเสาวรส ที่เสิร์ฟมาในแก้วทรงกลมใส พร้อมกับแผ่นรองแก้วซึ่งทำจากแผ่นฟลอปปีดิสก์ เป็นกิมมิคเล็กๆ กลิ่นหอมอ่อนๆของเสาวรสผสมกับกลิ่นกาแฟสด ชวนให้รู้สึกสดชื่นมากทีเดียว ทำให้เราสนใจถึงแหล่งที่มาของเมล็ดกาแฟ

Passion fruit Espresso

คุณเคนโด้และคุณนิว อธิบายให้เราฟังว่า ที่ร้านจะใช้เมล็ดกาแฟคั่วอ่อนจากบาซิล และรัฐฉาง (ประเทศพม่า) และคั่วกลางจากรัฐฉาง และกัวเตมาลา นอกจากนี้จะมีกาแฟชนิดพิเศษที่พวกเขาหามาเสริม รวมแล้วประมาณ 10 ชนิด ส่วนน้ำเสาวรสที่ใช้เป็นส่วนผสมในเมนู Passion fruit Espresso นั้น ใช้น้ำเสาวรสสดที่ส่งตรงมาจากจังหวัดเลย

นอกจากนี้ที่ร้านมีเมนูเบสิคกาแฟด้วยเช่นกัน ไม่ว่าจะเป็น Latte Mocha หรือ 70.5% Dark Chocolato ซึ่งทางร้านหาสัดส่วนและวัตถุดิบเอง รวมถึงเมนู “Affogato x ไอติมยศเส” ซิกเนเจอร์ที่ทางร้านภูมิใจนำเสนอ ซึ่งมีที่มาที่ไปน่าสนใจอยู่ไม่น้อย

“ตอนที่ช่วยกันคิดเมนู เรามองว่าต้องมี Affogato นะ แล้วไอติมก็ต้องเป็นไอติมยศเส เพราะเราคุ้นเคยกันมาตั้งแต่เด็ก แต่เราก็ไม่รู้ว่าเขาจะให้ไหม จนได้เข้าไปคุยแล้วเล่าคอนเซปท์ร้านให้เขาฟังว่า เราอยากจะทำร้านกาแฟที่เล่าเรื่องราวของพื้นที่ตรงนี้นะ เขาก็คิดไปสักพัก ก่อนจะถามผมว่า เกิดที่นี่ไหม ผมก็บอกว่าใช่ครับ เกิดที่นี่ เท่านั้นแหละ เขาบอกงั้นได้ เอาเลย วัยรุ่นมันๆ เราดีใจมาก”

Cafe hopping มากันเต็มร้าน ทำเอารับมือไม่ทัน

มุมที่นั่งข้างหน้าต่าง มุมโปรดของคุณเคนโด้

แม้ว่าจะเปิดทำการได้เพียง 3 เดือนเท่านั้น แต่กระแสบนโซเชียลมีเดียที่พูดถึงความชิค ความเท่ ความเป็นแฟชั่นสไตล์ 80’ ของคาเฟ่แห่งนี้ ทำให้ชื่อของ Akirart กลายเป็น Wish list ที่เหล่า Cafe Hopping ทั้งไทยและเทศ อยากมาเช็คอิน ถ่าย IG Story หรือถ่ายรูปสวยๆเก็บไว้เปลี่ยนโปรไฟล์ใหม่

น้องใหม่ในวงการคาเฟ่ เผยว่า ข้อดีของการอยู่ในกระแสโซเชียล ทำให้ร้านเป็นที่รู้จักเร็ว มีลูกค้าเข้ามาจำนวนมาก แต่ในทางกลับกัน เขายอมรับว่า การที่ลูกค้าเข้ามาเยอะ ประกอบกับประสบการณ์ในการทำธุรกิจที่ยังมีไม่มาก ทำให้เขาไม่สามารถรับมือลูกค้าได้ทัน

ห้องทำงานที่เก็บหนังสือของสะสมของคุณพ่อและคุณอา เอาไว้อย่างดี

ด้วยความที่สไตล์การตกแต่งร้านค่อนข้างโดดเด่น มีเอกลักษณ์ ทำให้ลูกค้าส่วนใหญ่ที่เข้ามาโฟกัสกับสถานที่มากกว่ากาแฟที่พวกเขาชง

“แรกเริ่มเราคาดหวังไว้ว่าร้านจะค่อยๆเติบโต เพิ่มคนรู้จักไปเรื่อยๆ แต่โซเชียลทำให้มีคนรู้จักเราเร็วเกินกว่าที่คิดไว้ มีคนตามมาจาก Influencer ใน Instagram เยอะมาก เอาเข้าจริงๆ ช่วงแรกเรารับลูกค้าไม่ทัน ทำให้ค่อนข้างเสียลูกค้า เพราะเราทำร้านกันแค่ 2 คน เซ็ตอัพที่เราเซ็ตไว้ อย่างเครื่องบดกาแฟหัวเดียว การที่ต้องชั่งเมล็ดกาแฟทุกครั้งก่อนบด ขั้นตอนทุกอย่างค่อนข้างใช้เวลา พอลูกค้าเข้ามาพร้อมกันเยอะๆ เขาก็ต้องต่อคิว ไหนจะที่นั่งไม่พอ พอลูกค้าบ่น คราวนี้ก็เริ่มไม่โอเคแล้ว” 

ขอโทษนะครับ ร้านนี้ห้ามถ่ายรูป

ติดประกาศห้ามถ่ายรูป

ไม่เพียงเท่านั้น พลังโซเชียลมีเดีย ยังทำให้มีลูกค้าแฝงเข้ามาใช้พื้นที่ร้านเพื่อถ่ายรูปเชิงพาณิชย์ จนกระทบกับลูกค้าคนอื่นๆ ทำให้ทางร้านต้องตั้งกฎกติกาใหม่ว่า ห้ามถ่ายรูปเชิงพาณิชย์เด็ดขาด แม้ว่าอาจจะทำให้ต้องเสียลูกค้าบางกลุ่มไป

แต่ถ้าอยากถ่าย ทางร้านมีสตูดิโอให้เช่าอยู่ที่ชั้น 2 หรือถ้าอยากได้โซนคาเฟ่ ทางร้านก็เปิดให้เช่าเช่นกัน แต่เฉพาะวันพุธที่ร้านปิดเท่านั้น โดยคิดราคาเป็นแพ็กเกจ ซึ่งที่ผ่านมามีแบรนด์แฟชั่นเข้ามาใช้บริการแล้ว อย่าง มอร์แกน เป็นต้น

สตูดิโอให้เช่าที่ชั้น 2

“ทุกวันนี้ยังมีคน inbox เข้ามาถามเรื่อยๆว่า ถ่ายรูปได้ไหม พานางแบบไปได้ไหม แต่หลังจากออกกฎนี้ ผมกลับรู้สึกได้ว่าลูกค้าตั้งใจมากินกาแฟมากขึ้น อย่างวันก่อนมีลูกค้ามานั่งคุยถึงเรื่องกาแฟ เขาก็บอกว่า ดีนะผมไม่มาก่อนหน้านี้ ไม่งั้นก็คงไม่อยากมาอีก”

เกาหลีเขากินกาแฟกันจริงจัง แต่ไทยเรามาเพื่อถ่ายรูป

บรรยากาศออฟฟิศในวันทำงาน

คุณเคนโด้และคุณนิว ยังได้แชร์ประสบการณ์จากการไปตระเวนดูคาเฟ่ที่ประเทศเกาหลีใต้ โดยพบว่าที่กรุงโซล นอกจากจะเป็นเมืองที่เต็มไปด้วยคาเฟ่สวยๆแล้ว พฤติกรรมการดื่มกาแฟของคนเกาหลียังแตกต่างจากคนไทยอีกด้วย

“ล่าสุดเราปิดร้านไปเที่ยวเกาหลีกันมา ที่นั่นคาเฟ่เยอะมาก แล้วทั้งคนเกาหลีและนักท่องเที่ยวก็นิยมเข้าคาเฟ่กันมาก แถมเขายังกินกาแฟจริงจังด้วย อย่างร้าน Cafe Onion ที่เรามีโอกาสได้แวะไป จะเห็นว่าพื้นที่ร้านเขาเยอะมาก แต่เขาทำร้านได้เจ๋ง บริหารพื้นที่ได้ดีมาก

สิ่งที่เราสัมผัสได้ คือ วัยรุ่นไทยยังดื่มกาแฟไม่มากเมื่อเทียบกับคนเกาหลี การมาคาเฟ่ของคนไทยจะเป็นในลักษณะที่รีบมา สั่งเครื่องดื่ม ถ่ายรูป แล้วก็รีบไปร้านอื่นต่อ ผมเคยลองถามลูกค้าว่า วันหนึ่งเขาไปกันกี่ร้าน มีคนตอบผมว่า 5 ร้าน แต่คนเกาหลีเขากินกาแฟกันจริงจังกว่านั้นมาก แล้วแต่ละร้านก็มีมาตรฐานกาแฟที่ดีด้วย”

จะไม่เป็นแค่ Cafe แต่จะสร้าง Community

ที่เฟซบุ๊ก Akirart Cafe Studio พวกเขาเรียกแทนทุกคนว่า “ชาวออฟฟิศ” อันเป็นธีมที่ใช้ในการสื่อสารและเชิญชวนให้ลูกค้าเข้ามาตอกบัตร กินกาแฟ และนั่งทำงานกันด้วยกัน และคอนเซปท์นี้ยังถูกนำมาต่อยอดในการสร้าง Community ให้คนที่รักในสิ่งเดียวกันได้มารวมตัวกัน โดยโปรเจกต์แรก คือ การพาคนรักดนตรีและคนรักกาแฟมาเจอกัน

“เมื่อก่อนเราเคยใช้ที่นี่เป็นสถานที่ผลิตหนังสั้น ทำโปรเจกต์ธีสิส ส่วนตัวเราเองก็มีเพื่อนค่อนข้างเยอะ ทั้งเพื่อนสายดนตรี สายภาพยนตร์ สายกราฟฟิก ในวันเปิดร้าน เราก็เลยชวน โบกี้ไลออน ไททศมิตร และ Tree Man Down มาเล่นคอนเสิร์ต โดยให้ลูกค้าเข้างานฟรี เพียงแต่ช่วยอุดหนุนเครื่องดื่มหน่อย”

Akirart X Safeplanet

เมื่อครั้งแรกได้ผลตอบรับค่อนข้างดี ในเดือนถัดมาพวกเขาชวน Safeplanet มาจัด live session คราวนี้สร้างความสนใจและดึงคนให้มาร่วมงานได้ถึง 120 คนทั้งจากแฟนคลับวงและคนที่ติดตามทางร้านเอง

“เราอยากให้ภาพบรรยากาศแบบนี้เกิดขึ้นทุกเดือนๆ ทำให้เป็นเหมือน Community เป็นพื้นที่ให้คนหลงใหลในสิ่งเดียวกันได้มารวมตัวกัน และถ้าเป็นไปได้ อนาคตเราอยากฉายหนังด้วย หรืออาจจะเห็นเราเอากล้องฟิล์มออกมาวางขายก็ได้”

คุณเคนโด้ และคุณนิว ยังบอกว่า ตอนนี้กำลังเริ่มต้นคิดโปรเจกต์ใหม่ๆกันแล้ว ซึ่งต้องรอดูต่อไปว่าพวกเขาจะต่อยอดเรื่องราว Kamarart Studio ไปเป็นอะไรกันได้อีก

แม้ว่าคาเฟ่ของสองหนุ่มจะเท่มากๆ จนอยากควักมือถือออกมาถ่ายรูปรัวๆ แต่หากคุณได้มีโอกาสมาที่ออฟฟิศแห่งนี้ เราอยากแนะนำให้คุณลองใช้เวลาชิมกาแฟของทางร้านสักนิด ไม่แน่ว่าคุณอาจจะหลงรักบรรยากาศที่นี่มากกว่าเดิม จนอยากกลับมาตอกบัตรอีกหลายครั้งก็ได้