“อย่าจบแค่ Brand Talks วงการโฆษณายุคต่อไปต้องมุ่งสู่ Brand Does” โจทย์ใหญ่ YDM Thailand ปั้น Brand Experience ให้ลูกค้า

ปรากฏการณ์ใหญ่ของวงการโฆษณาไทยในรอบสัปดาห์ที่ผ่านมา มีเรื่องราวที่น่าสนใจเกิดขึ้นและดูเหมือนว่าจะสะท้อนทิศทางความเป็นไปของการสื่อสารการตลาดของประเทศไทยในช่วงนี้ได้เป็นอย่างดี ก็คือ การควบรวมกิจการ ของเอเจนซี่ยักษ์ใหญ่ 2 เคสซ้อน

เมื่อ Publicis Groupe ประเทศไทย เข้าถือหุ้น Brilliant & Million ดิจิทัล เอเจนซี่สัญชาติไทย เพื่อเสริมความแข็งแกร่งทางด้านดิจิทัลของตัวเอง (อ่านเพิ่มเติมคลิกที่นี่) ขณะเดียวกัน YDM Thailand ผู้ให้บริการด้านดิจิทัลมาร์เก็ตติ้งสัญชาติไทย ก็ออกมาประกาศควบกิจการ FCB Bangkok (เอฟซีบี แบงคอก) ในเครือ  FCB International แบรนด์ครีเอทีฟเอเจนซีระดับโลกอย่างเป็นทางการ ถือเป็นครั้งแรกของประเทศไทย ที่เอเจนซี่จากฟากดิจิทัลออกมาเป็นฝ่ายประกาศควบกิจการเอเจนซี่จากฟากออฟไลน์เสียเอง….

สิ่งที่เกิดขึ้นนี้บ่งบอกทิศทางความพร่าเบลอของการแบ่ง Online – Offline แบบดั้งเดิม แต่การสื่อสารทั้งหมด เป็นเรื่องของ On Life การสร้างประสบการณ์ผสานเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตผู้บริโภคให้ได้

“อย่าจบแค่ Brand Talks แต่วงการโฆษณายุคต่อไปต้องมุ่งสู่ Brand Does ซึ่งแบรนด์ที่ลงมือทำเท่านั้น จึงจะสามารถสร้างการจดจำได้” คุณธนพล ทรัพย์สมบูรณ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร วายดีเอ็ม ไทยแลนด์ มองว่า นี่คือ Future Advertising หรืออนาคตที่วงการโฆษณาจะก้าวเดินต่อไป

คุณธนพล ทรัพย์สมบูรณ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร วายดีเอ็ม ไทยแลนด์

“ทุกวันนี้ เสียงจากแบรนด์มีบทบาทน้อยลงมาก อาจเป็นเพราะสื่อมีมากขึ้น และในยุคดิจิทัล คนทอล์กกันเต็มไปหมดผ่านแพลตฟอร์มต่าง ๆ ดังนั้น เมื่อ Brand Talks คำพูดจากแบรนด์เลยถูกลดความสำคัญลงไป แต่แบรนด์ไม่ได้ตาย สิ่งที่มีความสำคัญในเรื่องของ Brand Communications จึงเป็นเรื่อง Brand Experience บางทีแบรนด์ไม่ต้องพูดเยอะ แต่สร้าง Experience ให้ตรงใจคน ถ้าแบรนด์ทำในสิ่งที่ถูกต้อง คนจะพูดต่อกันเอง แล้วเวลาคนทอล์ก เขาจะทอล์กแบบแมสเลย”

“ผมมองว่า คอนเทนต์ที่จะมีบทบาทมากขึ้นในอนาคตคือคอนเทนต์ที่มาพร้อมเทคโนโลยี และมีรูปแบบการสื่อสารที่ผนวกทั้งออนไลน์และออฟไลน์เข้าด้วยกัน เพราะฉะนั้น เวลาคิดแผนกลยุทธ์ เราต้องคิดเป็นภาพใหญ่ และมีการ Synergy กันระหว่างออนไลน์กับออฟไลน์ การตัดสินใจเข้าควบรวมกิจการเอฟซีบี แบงคอก มาทำงานร่วมกัน ทำให้การออกแบบกลยุทธ์ของวายดีเอ็ม ไทยแลนด์ สามารถสร้างประสบการณ์ O2O (Online to Offline) และตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าได้ตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ”

เช่นเดียวกับคุณทุติยา ดิสภานุรัตน์ กรรมการผู้จัดการ เอฟซีบี แบงคอก เผยว่า “การมีดิจิทัลทำให้เราสามารถตอบโจทย์ลูกค้าได้กว้างขึ้น แทนที่จะต้องตอบโจทย์ลูกค้าด้วยสมการเดิม ๆ เช่น สร้างหนัง สร้างปรินท์ ทำบิลบอร์ด ยกตัวอย่างเช่น สินค้าครีมกันแดด ผู้บริโภคจะทราบได้อย่างไรว่า ไลฟ์สไตล์ของเขานั้นควรจะใช้ครีมกันแดดที่มี SPF เท่าไร ซึ่งคำตอบของโจทย์นี้ ในมุม Creativity อาจเป็นการใส่ริสแบนด์ แล้วใช้เทคโนโลยีเป็นตัวตรวจจับว่า ผิวของเราได้รับแสงอาทิตย์ระดับใด ซึ่งตัวเลขจากริสแบนด์นี้จะสะท้อนกลับมาว่า ครีมกันแดดที่เหมาะกับผู้บริโภคแต่ละรายนั้นไม่จำเป็นต้องเหมือนกัน”

คุณทุติยา ดิสภานุรัตน์ กรรมการผู้จัดการ เอฟซีบี แบงคอก

“สิ่งที่กล่าวมาข้างต้น พื้นฐานคือความครีเอทีฟ แต่การจะทำให้ความครีเอทีฟเป็นจริงขึ้นมามันต้องใช้เทคโนโลยี ซึ่งที่ผ่านมา เราต้องติดต่อกับมหาวิทยาลัยต่าง ๆ หรือทีมนักศึกษาที่ไปแข่งขันจากเวทีต่าง ๆ มาทำให้ เราเลยมองว่ามันจะดีกว่าหากได้ทำงานในกลุ่มบริษัทเดียวกันที่มี Digital Knowledge เพราะนั่นเท่ากับเราสามารถตอบโจทย์ธุรกิจได้แบบฟรีฟอร์ม ไม่จำเป็นต้องใช้สมการเดิม ๆ อีกต่อไป” คุณทุติยาเล่า

โดยความแข็งแกร่งที่จะเพิ่มขึ้นมานี่ เป็นส่วนหนึ่งของแผนการใหญ่ที่ YDM Thailand มีแพลนจะเข้าตลาดหลักทรัพย์ในปี 2563 ทั้งนี้ เอฟซีบี แบงคอก ถือเป็นบริษัทในเครือรายที่ 9 ของวายดีเอ็ม ไทยแลนด์ นอกเหนือจาก Adyim ให้บริการด้านดิจิทัล มาร์เก็ตติ้ง โซลูชั่น ครบวงจร, Gottimize วางแผนและซื้อสื่อดิจิทัล, ALT65 เจ้าของแพลตฟอร์ม Micro Influencer “Revu”, AVG Thailand ที่ปรึกษาแผนงานดิจิทัลลุยตลาดในเมืองจีน, AdPocket แพลตฟอร์มโฆษณาบนจอมือถือ , Doer บริการพัฒนาซอฟท์แวร์โดยทีมฟรีแลนซ์, Nawin Consultant ที่ปรึกษาแบรนด์ในยุคดิจิทัล เจ้าของคอนเซ็ปต์ Creative Buddy และแจ่มจรัส  ผู้ให้บริการด้านการตลาดภูธรครบวงจร

สำหรับ FCB Bangkok ในปี 2561 ที่ผ่านมา มีรายได้กว่า 100 ล้านบาท และหลังจากการควบรวมกิจการกับ YDM Thailand แล้วก็ตั้งเป้าการเติบโตด้านฐานลูกค้าไว้ที่ 30% ส่วนภาพรวมของ YDM Thailand นั้นคาดการณ์ตัวเลขรายได้ไว้ 800 ล้านบาทในปีนี้ เติบโตขึ้นจากปีที่แล้วซึ่งปิดปีที่ 500 ล้านบาท

นอกจากการควบรวมกิจการแล้ว สำหรับแนวโน้มของธุรกิจโฆษณาในปี 2562 นั้น วายดีเอ็ม ไทยแลนด์ มองว่า จะเริ่มเห็นการใช้เทคโนโลยีเข้ามาเสริมทัพมากขึ้น เช่น การใช้ปัญญาประดิษฐ์ในการซื้อสื่อโฆษณา, การใช้แชทบอทให้บริการลูกค้า ฯลฯ แต่ที่มากไปกว่านั้นคือการมองว่า เอเจนซี่ในยุคดิจิทัลจะเผชิญกับความท้าทายของชิ้นงานที่มากขึ้

“ทุกวันนี้ เราเลือกทำงานยาก เช่น งานด้าน Performance Marketing ที่ถือเป็นจุดแข็งของวายดีเอ็ม ไทยแลนด์ เห็นได้จากบริษัทเกม 10 อันดับต้น ๆ ของเมืองไทย มีถึง 9 บริษัทที่เป็นลูกค้าของเรา และบริษัทเกมเป็นธุรกิจที่เน้น Performance สูงมาก เหตุที่ทำเช่นนี้เพราะเราไม่ค่อยเชื่อเรื่องของ Brand Communication ที่วงการโฆษณาทำกันมากมายในปัจจุบัน แต่เรามีภาพอีกแบบหนึ่งที่เรามองว่าเป็น Future Advertising ที่แท้จริง นั่นคือเรื่องของการใช้ดาต้า, การทำ Personalized Marketing รวมถึง IoT โดยเรามองว่า การมาถึงของเทคโนโลยีเหล่านี้คือการเขย่าวงการโฆษณาครั้งสำคัญที่เราต้องรับมือให้ได้” คุณธนพลกล่าวปิดท้าย