รู้ทันก่อน “เลือกตั้ง” 24 มีนา “Do & Don’t” บนโซเชียลมีเดีย


หลังจากการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาเมื่อปี 2016 สิ่งที่ University Carlos III de Madrid ได้มีการศึกษาและนำตัวเลขมาเปิดเผยกันในเวลาต่อมาก็คือ การใช้เงินของทีมงานโดนัล ทรัมป์ ที่ใช้จ่ายไปถึง 44 ล้านเหรียญสหรัฐ (ประมาณ 1,399 ล้านบาท) ผ่านแคมเปญโฆษณากว่า 175,000 ชิ้นบนโซเชียลมีเดียอย่าง Facebook” (เฟซบุ๊ก) ขณะที่ ฮิลลารี คลินตันจากพรรคเดโมแครตใช้เงินไป 28 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 890 ล้านบาท

- Advertisement -

หันมาที่ประเทศไทย การเลือกตั้ง ที่กำลังจะเกิดขึ้น ก็ทำให้โลกโซเชียลมีเดียในบ้านเราคึกคักขึ้นเช่นกัน แต่ในความคึกคักนั้น ก็มาพร้อมกับข้อสงสัยเกี่ยวกับการโพสต์ และการลงโฆษณาของพรรคการเมืองบน Facebook ด้วยว่าสิ่งใดสามารถทำได้ และสิ่งใดที่ไม่สามารถทำได้

โดยหากพิจารณาจากมาตรฐานชุมชน หรือ Community Standards ของ Facebook ที่มีการเผยแพร่ในปี 2561 ที่ผ่านมา พบว่า หลัก ๆ แล้ว การโพสต์ของผู้ใช้งานปกติทำได้ภายใต้เงื่อนไขดังต่อไปนี้ 

  • ไม่ใช้วาจาสร้างความเกลียดชัง (Hate Speech)
  • ไม่ใช่การกลั่นแกล้งรังแก (Bullying)
  • ไม่ใช่คอนเทนต์หัวรุนแรง (Extremist Content)
  • ไม่ใช่คอนเทนต์ภาพโป๊ หรือกิจกรรมทางเพศ
  • ไม่ใช่การเผยแพร่ข่าวปลอม (Fake News)
  • ไม่ใช่การแทรกแซงการเลือกตั้ง
  • เป็นการแสดงความเห็นทางการเมืองอย่างอิสระ และแลกเปลี่ยนอย่างเหมาะสม
เคธี ฮาร์บาร์ท

ส่วนการแยกแยะว่าโฆษณาใดเป็นโฆษณาทางการเมืองนั้น เคธี ฮาร์บาธ ผู้อำนวยการฝ่ายการเมืองระดับโลก และการประสานงานกับภาครัฐของ Facebook เผยว่า โฆษณาที่เกี่ยวข้องกับการเมือง (Political Ads) บนเฟซบุ๊กจะมีจุดสังเกตดังนี้

  • มีการเปิดเผยตัวตนผู้ลงโฆษณา
  • มีการระบุว่าใครเป็นผู้จ่ายเงินค่าโฆษณาครั้งนี้
  • มีการเปิดเผยกลุ่มเป้าหมายตาม Demographic ที่ผู้ลงโฆษณากำหนด
  • หากมีข้อสงสัย สามารถเข้าไปตรวจสอบในเพจของผู้ลงโฆษณาได้ เพราะจะปรากฏโฆษณาอยู่ที่ด้านบนของเพจ และมีข้อมูลของเพจให้ตรวจสอบย้อนหลัง

นอกจากนั้น Facebook ยังมีเครื่องมือสำหรับการลงโฆษณาทางการเมือง (Political Ads) ซึ่งจะช่วยให้เกิดความโปร่งใสมากขึ้น และปัจจุบันเปิดใช้งานแล้วในสหรัฐอเมริกา รวมถึงมีแผนจะเปิดตัวในระดับโลกเดือนมิถุนายนนี้ด้วย 

อย่างไรก็ดี Facebook ระบุว่า เครื่องมือเพื่อการลงโฆษณาทางการเมืองนั้นต้องปรับแต่งให้สอดคล้องกับข้อกำหนดในการเลือกตั้งของแต่ละประเทศ  ซึ่งต้องรอให้คณะกรรมการการเลือกตั้งของแต่ละประเทศประกาศความชัดเจนออกมาก่อน ทางแพลตฟอร์มจึงจะปรับเครื่องมือให้เป็นไปตามที่กฎข้อบังคับของแต่ละประเทศต่อไป

เห็นท่าไม่ดี ก็รีพอร์ตโฆษณาได้

False News สังเกตอย่างไร

False News เป็นอีกตัวแปรหนึ่งที่อาจถูกนำมาใช้เพื่อผลประโยชน์ทางการเมือง เราจึงขอนำวิธีการสังเกต False News เบื้องต้นบนแพลตฟอร์มของ Facebook มาฝากกัน ดังนี้

  1. ข้อความพาดหัว ข่าวปลอมมักมีข้อความพาดหัวที่ดึงดูดความสนใจ บางทีก็ใช้เครื่องหมายอัศเจรีย์เข้ามาร่วมด้วย ดังนั้น ให้สงสัยไว้ก่อน หากพบข่าวสารที่มีพาดหัวตื่นตระหนกเกินจริง 
  2. สังเกตที่ URL เพราะเว็บไซต์ข่าวปลอมจำนวนมากเปลี่ยนแปลง URL เพียงเล็กน้อยเพื่อเลียนแบบแหล่งข่าวจริง
  3. สังเกตแหล่งที่มา ตรวจดูให้แน่ใจว่าเรื่องราวเขียนขึ้นโดยแหล่งที่มาที่น่าเชื่อถือและมีชื่อเสียงด้านความถูกต้อง หากเรื่องราวมาจากองค์กรที่ชื่อไม่คุ้นเคย ให้ตรวจสอบที่ส่วน “เกี่ยวกับ” เพื่อเรียนรู้เพิ่มเติม
  4. เว็บไซต์ข่าวปลอมจำนวนมากมักมีการสะกดผิดหรือวางเลย์เอาท์ไม่ปกติ โปรดอ่านอย่างระมัดระวังหากคุณเห็นสัญญาณเหล่านี้
  5. พิจารณารูปภาพ หากพบภาพน่าสงสัย เช่น รูปภาพหรือวิดีโอที่ตัดต่อขึ้น หรือภาพจากเหตุการณ์อื่น ผู้ใช้งานก็สามารถค้นหาเพื่อตรวจสอบได้ว่ารูปภาพเหล่านั้นมาจากที่ไหน
  6. ตรวจสอบวันที่ เรื่องราวข่าวปลอมอาจมีลำดับเหตุการณ์ที่ไม่สมเหตุผล หรือมีการเปลี่ยนแปลงวันที่ของเหตุการณ์
  7. ตรวจสอบหลักฐาน ตรวจสอบแหล่งข้อมูลของผู้เขียนเพื่อยืนยันว่าถูกต้อง หากไม่มีหลักฐานหรือความน่าเชื่อถือของผู้เชี่ยวชาญที่ไม่มีชื่อเสียง อาจระบุได้ว่าข่าวดังกล่าวเป็นข่าวปลอม
  8. ดูรายงานอื่นๆ หากไม่มีแหล่งที่มาอื่นๆ ที่รายงานเรื่องราวเดียวกัน อาจระบุได้ว่าข่าวดังกล่าวเป็นข่าวปลอม หากมีการรายงานข่าวโดยหลายแหล่งข่าวที่คุณเชื่อถือได้ มีแนวโน้มว่าข่าวดังกล่าวจะเป็นข่าวจริง

หรือในกรณีที่มันดูเป็นเรื่องตลกมากเกินไป ก็อาจต้องเข้าไปยังที่มา ว่าเป็นเว็บไซต์ หรือผู้ผลิตคอนเทนต์แนวล้อเลียนหรือไม่ เพราะบางทีก็แยกกันได้ยากระหว่างข่าวปลอมกับเรื่องตลก สิ่งสุดท้ายที่ Facebook ฝากไว้จึงเป็นการใช้วิจารณญาณเพื่อคิดวิเคราะห์เรื่องราวต่าง ๆ เสมอ และแชร์เฉพาะข่าวที่เชื่อถือได้เท่านั้น

ระวัง Close Groups

คุณกฤชญา กู้ธนวัฒน์

ส่วนรูปแบบการสร้างคอนเทนต์บนโซเชียลมีเดียในการเลือกตั้งครั้งนี้จะออกมาอย่างไร รวมถึงจะมีการพลิกแพลงโซเชียลมีเดียเพื่อให้เข้ากับผลประโยชน์ของฝ่ายตนเองอย่างไรนั้น คุณกฤชญา กู้ธนวัฒน์ Head of Social & Content บริษัทคามิลเลี่ยน ในเครือวันเดอร์แมน ธอมสัน ให้ความเห็นไว้อย่างน่าสนใจว่า เป็นไปได้ที่กลุ่มการเมืองจะเข้าไปอยู่ในกลุ่มปิด (Close Group) มากขึ้น โดยเฉพาะบรรดาหัวคะแนนของแต่ละพรรค เนื่องจากการมอนิเตอร์ทำได้ยากกว่าการลงโฆษณา

ส่วนรูปแบบการสร้างคอนเทนต์บนโซเชียลมีเดียนั้น คุณกฤชญามองว่า จะได้เห็นคนรุ่นใหม่ก้าวขึ้นมามีบทบาทในพรรคการเมืองมากขึ้น แต่ภาพเหล่านี้ เบื้องหลังอาจเป็นนักการเมืองรุ่นบุกเบิกที่คอยวางกลยุทธ์ให้ก็เป็นได้

Source
Source