หัวหน้า ผู้นำ และ Leadership … บทเรียนจาก “ปาฏิหารย์แห่งอิสตันบูล”

คอลัมน์ BIZ Life ในครั้งนี้เป็นเรื่องราวที่ผมได้มีโอกาสฟังจากแฟนๆ ทีมหงส์แดง หลายๆคน เล่าให้ฟังต่อๆ กันมา ในสมญานามว่า “ปาฎิหารย์แห่งอิสตันบูล”

ถ้าใครที่เป็นคอบอล คงจะพอนึกเรื่องราวนี้ออกแทบในทันที เพราะนี่เป็นนัดแห่งความทรงจำของหลายๆ คน เป็นแมทช์การแข่งขันนัดชิงชนะเลิศ ยูฟ่า แชมเปี้ยน ลีก ในปี 2005 ระหว่างลิเวอร์พูล กับอีกสุดยอดทีมจากอิตาลีคือ เอซี มิลาน ณ สนามกรุงอิสตันบูล ประเทศตุรกี

ก่อนเริ่มเกมวินาทีนั้น สื่อทุกสำนักต่างล้วนบอกว่า ปิศาจแดง-ดำ เป็นต่อหงส์แดง อยู่มากๆ ทั้งในเรื่องฟอร์มการเล่น รวมทั้งความสดของนักเตะ

และเมื่อผ่านการแข่งขันแค่ในเพียงนาทีแรก หรือจริงๆ ควรบอกว่า 55 วินาทีแรก มิลาน ก็ได้ประตูแรก โดยเปาโล มัลดินี่ กัปตันทีม

หลังจบครึ่งแรกบนสกอร์บอร์ดปรากฏภาพชัดเจนว่า มิลานนำลิเวอร์พูลอยู่ 3-0

45 นาทีแรก โดนนำไป 3 ลูก!!!

วันนั้นแฟนๆ ลิเวอร์พูลล้วนบอกเป็นเสียงเดียวกันว่า นี่มันเป็นการโคจรมาพบกับฝันร้ายชัดๆ แฟนหงส์แดงในสนามเงียบกริบ บางคนถึงกับทนไม่ได้ เดินออกจากสนาม ไปด้วยความผิดหวัง

แต่พอเริ่มครึ่งหลัง เหตุการณ์ทั้งหมดกับตาลปัตร เหมือนหนังคนละม้วน…

เมื่อเริ่มครึ่งหลังไปเพียง 9 นาที เกิดจุดเปลี่ยนจากสกอร์แรกที่หงส์แดงสามารถตีตื้นขึ้นมา ได้จากลูกโหม่งเปลี่ยนโลกของ สตีเว่น เจอร์ราร์ด ในนาทีที่ 54

และแค่ในสองนาทีต่อมา ช่วงนาทีที่ 56 หงษ์แดงตามมาเป็น 3-2 ด้วยลูกยิงไกลของ วลาดิเมียร์ ซมิเซอร์

และในนาทีที่ 60 หงส์แดงได้ลูกจุดโทษ โดย ชาบี อลอนโซ่ รับหน้าที่สังหาร ที่แม้จะถูกผู้รักษาประตูเซฟไว้ได้ในจังหวะแรก แต่อลองโซก็ยังตามซ้ำเข้าประตูไปจนสำเร็จ

ไม่น่าเชื่อว่า…

ด้วยเวลาเพียง 4 นาที ลิเวอร์พูลสามารถพลิกเกมกลับมาตีเสมอเป็น 3-3

วินาทีนี้ สถานการณ์พลิกผันไปอย่างถึงขีดสุด ผู้นำสามประตูกลายเป็นคนโดนตีเสมอ และเกมหมดเวลาด้วยสกอร์เสมอกัน จึงต้องตัดสินชี้ชะตาด้วยการดวลจุดโทษ

และลิเวอร์พูล กลายเป็นผู้ได้สัมผัสถ้วยรางวัลแห่งความยิ่งใหญ่ในค่ำคืนวันนั้น

กลายเป็นความสุดยอด “ปาฎิหารย์แห่งอิสตันบูล” ที่น่าจดจำ

หนึ่งในสุดยอดนัดชิงชนะเลิศตลอดกาลของยูฟ่าแชมเปี้ยนลีค

นี่คือเรื่องราวที่ไม่มีใครเคยรู้ว่า เกิดอะไรขึ้นระหว่างการหยุดพักครึ่งเวลา แต่นี่เป็นสิ่งที่แฟน The Kop คนหนึ่งเล่าให้ฟัง ด้วยแววตาเปี่ยมสุข

ในห้องพักนักกีฬา ท่ามกลางบรรยากาศเงียบกริบสิ้นไร้แรงบันดาลใจ ก่อนที่ ราฟาเอล เบนิเตซ ผู้จัดการทีมจะหาวิธีแก้เกม…

สตีเว่น เจอร์ราร์ด ซึ่งเป็นกัปตันทีมหงส์แดงในเวลานั้น ได้ขอเวลาเพื่อพูดบางสิ่งกับเพื่อนร่วมทีม โดยที่ให้สตาฟฟ์โค้ชรวมทั้งเบนิเตชออกไปจากห้องเพราะเขาต้องการพูดกับเพื่อนร่วมทีมในฐานะนักเตะ และนี่เป็นบางส่วนในบทสนทนาของพวกเขา ซึ่งกลายเป็นเรื่องเล่าในตำนานของ The Kop

ขณะที่แฟนหงส์ตะโกนร้องเพลง ‘You’ll Never Walk Alone’ ให้กำลังใจทีมของเขา ด้วยเสียงดังกระหึ่มอยู่บนอัศจรรย์ด้านนอก

เจอร์ราร์ด บอกกับเพื่อนร่วมทีมว่า

ตอนนี้เราถูกนำสามลูก แต่เขากลับมีคำถามที่อยากจะถามกับเพื่อนในทีมทุกคนว่า เราได้พยายามทำสิ่งที่ดีที่สุด สำหรับแฟนๆ ของพวกเราแล้วหรือยัง?

การเล่นของพวกเรา มันดีพอสำหรับแฟนๆ The Kop ที่เดินทางไกล จากลิเวอร์พูลมาถึงที่อิสตันบูลแล้วหรือยัง? พวกเขาออกเดินทางมาไกล ไกลมากๆ เพื่อมาเชียร์ มาร้องเพลงเพื่อพวกเรา

“ช่วงเวลาครึ่งหลังนี้ ผมอยากจะขอให้พวกเราทุกคน เมื่อกลับลงสนามไป ขอเล่นให้เต็มที่ เล่นให้สมกับที่พวกเค้าออกเดินทางไกลเพื่อมาเชียร์เรา…

วันนี้เราไม่ได้แค่เล่นให้ตัวเราเอง แต่เราต้องเล่นเพื่อพวกเขา

และเมื่อจบเกมไม่ว่าผลจะออกมาเป็นอย่างไร เราจะไม่ทำให้แฟนๆ ของเราผิดหวัง”

เรื่องราวของบทสนทนาข้างต้นนี้ ถูกเล่าต่อมาจากเพื่อนร่วมทีมของเจอร์ราดที่อยู่ในห้องแต่งตัววันนั้น 

และกลายเป็นเรื่องเล่าอันทรงพลังเรื่องนี้ ที่ถูกบอกต่อเล่าต่อๆ กันมา เพราะนี่คือประวัติศาตร์บทสำคัญ

เพราะสิ่งที่เจอร์ราร์ดทำ ในค่ำคืนนั้น มันเป็นมากกว่า การเป็นหัวหน้าทีมฟุตบอล แต่มันเป็นเรื่องราวของภาวะการเป็นผู้นำทีม หรือ Leadership

ในยามที่เกิดวิกฤติ ผู้นำจะต้องออกมากระตุ้น ออกมารับบทหนัก ออกมารับผิดชอบ ในการนำพานาวาเคลื่อนฝ่าคลื่นลมมรสุม

ผู้นำจะทำหน้าที่รวมพลัง ให้แนวทาง ให้กำลังใจในการฝ่าฟันอุปสรรค ด้วยความจริงใจ

ซึ่งไม่ใช่แค่การพูด แต่มันรวมถึงบทบาทและความทุ่มเท ที่จะส่งพลังความมุ่งมั่นต่อไปให้คนอื่นๆ ได้เห็น ได้รู้สึก ได้สัมผัส และได้เดินตาม

ความเป็นผู้นำมีความสำคัญ โดยเฉพาะในภาวะวิกฤติ ผู้นำที่ดีจะช่วยสร้างแรงบันดาลใจ ให้กับผู้คนในองค์กร

ผู้นำที่ดีจะทำให้ทุกคนมองเห็นเป้าหมายเดียวกัน อย่างชัดเจน

ร่วมด้วยช่วยกัน ร่วมแรงกายแรงใจ และตรงเข้าฝ่าฟันอุปสรรคไปด้วยกัน

เจมี คาร์ราเกอร์ หนึ่งในเพื่อนรักของเจอร์ราร์ด และเป็นผู้เล่นในนัดประวัติศาสตร์คืนนั้น ให้สัมภาษณ์ไว้ว่า “ผลงานในครึ่งหลังของเจอร์ราร์ด เขาคือแรงบันดาลใจของทีมอย่างเเท้จริง เขาแบกทีมของพวกเราไปสู่ถ้วยรางวัล ทั้งๆ ที่ต้องเล่นในตำแหน่งที่ต่างกันถึง 3 ตำแหน่งในคืนวันนั้น”

และสิบปีต่อมา จากบทสัมภาษณ์ใน The Sun ปี 2015

สตีเว่น เจอร์ราร์ด ได้เปิดใจว่า

“เกม แชมเปี้ยนส์ ลีก ที่อิสตันบูล ปี 2005 ถือเป็นเกมที่ดีที่สุดของผม เป็นการคว้าแชมป์สมัยที่ 5 ของ ลิเวอร์พูล และได้เก็บถ้วยแชมป์ไว้ตลอดไป มันเหมือนความฝันที่ได้มีส่วนร่วมในรายการนี้

การพลิกเกมส์คว้าแชมป์ในตอนท้ายในเกม ที่น่าจะเป็นหนึ่งในเกมชิงชนะเลิศที่ดีที่สุดของ ยูฟ่าแชมเปี้ยนส์ ลีก ถือเป็นความมหัศจรรย์จริง ๆ

สิ่งที่ดีสำหรับผมก็คือได้เป็นส่วนสำคัญของเกม การเป็นกัปตันทีมทำให้ผมต้องแสดงออกบางอย่าง ซึ่งเมื่อมองย้อนกลับไปมันเป็นความรู้สึกที่พิเศษจริงๆ”

หลังจบเกมนั้น มีการเปิดเผยสถิติหลายๆ อย่าง พบว่าหงส์แดงสู้มิลานไม่ได้เลยสักอย่าง

ทั้งเปอร์เซ็นต์การครองบอลก็น้อยกว่า มิลานครองบอลถึง 55% ส่วนลิเวอร์พูลครองบอลแค่ 45% โอกาสในการทำประตูรวมก็น้อยกว่า มิลานยิงมากถึง 22 ครั้ง ลิเวอร์พูลยิงได้เพียงแค่ 15 ครั้ง การได้เตะมุมก็ได้น้อยกว่า มิลานได้เตะมุม 10 ครั้ง ลิเวอร์พูลได้เตะมุมเพียง 4 ครั้ง

ในทางตรงกันข้าม ลิเวอร์พูลทำฟาวล์มากกว่า เพราะทำฟาวล์ถึง 23 ครั้ง ขณะที่มิลานทำฟาวล์ 16 ครั้ง แถมทีมหงส์แดงยังได้ใบเหลืองไปมากกว่า เพราะได้ใบเหลืองไปถึง 2 ใบ

จากปาฎิหารย์แห่งอิสตันบูล

ลองมองวกกลับมายังองค์กรของเรา ทีมงานของเรา

ถ้าองค์กรของเรากำลังตกอยู่ในสภาวะวิกฤต ทั้งภายในหรือภายนอก ทีมงานตกอยู่ในสภาวะเดียวกันไม่ต่างจากทีมหงษ์แดง ในครึ่งแรกของเกมในค่ำคืนนั้น เราปรารถนาที่จะได้เห็นอะไร

เพราะจากเรื่องเล่าข้างต้น

มีเพียงหนึ่งเดียวที่ลิเวอร์พูลทำได้ดีกว่ามิลานในค่ำคืนนั้น

นั่นคือปาฎิหารย์ที่เกิดขึ้น จากการที่กัปตันทีม ทำหน้าที่มากกว่าการเป็นกัปตันที่สวมใส่ปลอกแขน แสดงสถานะ

แต่กัปตันทีมที่ชื่อ สตีเฟน เจอราร์ด

ได้พยายามทำหน้าที่ในการเป็นผู้นำที่ดี สร้างขวัญกำลังใจ และบอกใบ้แนวทาง

บนสิ่งสำคัญที่สุดนั่นคือ แม้ผลการแข่งขันจะเป็นอย่างไร แต่คุณต้องชนะใจแฟน 

และแสดงให้เห็นถึงการไม่ยอมพ่ายแพ้ ถ้าเรายังไม่ได้ลองจนถึงที่สุด

ขอทำหน้าที่ส่งต่อเรื่องราวข้างต้นนี้

มอบแด่ผู้นำทุกๆ คน