ต่อยอดธุรกิจสุดเซอร์ไพร์ส! MK ต่อไปนี้ไม่ส่งแค่ “สุกี้” จับมือ Senko เบอร์ 2 ของญี่ปุ่น ลุยธุรกิจ Logistic

แม้จะอยู่ในธุรกิจอาหารเป็นหลัก แต่ด้วยจำนวนสาขาที่กระจายไปทั่วประเทศมากกว่า 600 แห่ง ทำให้ เอ็มเค เรสโตรองต์ กรุ๊ป ต้องให้บริการซัพพอร์ตธุรกิจตัวเอง ด้วยการส่งวัตถุดิบไปสู่ร้านอาหารหลากหลายแบรนด์ในเครือ จึงมีความพร้อมทั้งจำนวนรถมากกว่า 150 คัน  การบริหารระบบโลจิสติกส์ที่มีประสิทธิภาพ และการบริหารจัดการครัวกลางสำหรับธุรกิจ Food Chain ที่ต้องทำงานอย่างต่อเนื่องตลอดทั้งปีอยู่แล้ว

ดังนั้น เอ็มเค เรสโตรองต์ กรุ๊ป จึงเป็นหนึ่งในผู้ประกอบการที่มีความเชี่ยวชาญในธุรกิจโลจิสติกส์อยู่แล้ว เพียงแต่เป็นการทำงานกันแบบภายใน และยังไม่ได้ขยายการให้บริการแก่ธุรกิจที่อยู่นอกเครือเท่านั้น

แต่ด้วยศักยภาพที่มี ประกอบกับสภาพแวดล้อมทางธุรกิจในปัจจุบันเทคโนโลยีดิจิทัลเข้ามามีบทบาทมากขึ้น พฤติกรรมผู้บริโภคเองก็เปลี่ยนมาจับจ่ายผ่าน Ecommerce มากขึ้น เป็นโอกาสให้บทบาทของธุรกิจโลจิสติกส์เพิ่มความสำคัญมากขึ้นตามความเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ ประจวบเหมาะกับการได้เจอพาร์ทเนอร์ที่เหมาะสม ในเวลาที่พร้อมและเงื่อนไขทุกอย่างที่ลงตัว ทำให้เอ็มเค เรสโตรองต์ กรุ๊ป ในวันนี้ จะมีอีกหนึ่งขาที่แข็งแรงมาเสริมพอร์ตธุรกิจ ภายใต้หน่วยงานใหม่ที่ชื่อว่า เอ็ม-เซนโค โลจิสติกส์ เพื่อการรุกธุรกิจโลจิสติกส์แบบครบวงจร

ประกาศแต่งพี่เบิ้มโลจิสติกส์ญี่ปุ่น เบื้องหลังความสำเร็จของ MK-อิออน-ดองกิโฮเต้  

สำหรับ เอ็ม-เซนโค โลจิสติกส์ เป็นบริษัทร่วมทุนระหว่าง บริษัท เอ็มเค เรสโตรองต์ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) และบริษัท เซนโค กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ จำกัด ที่ดำเนินธุรกิจให้บริการด้านโลจิสติกส์ในญี่ปุ่นมามากกว่า 100 ปี และเป็นธุรกิจที่มีขนาดใหญ่เป็นอันดับ 2 ในญี่ปุ่น ที่ให้บริการได้แบบ One Stop Service โดยเฉพาะในกลุ่ม B2B จึงนับเป็นความร่วมมือที่นำจุดแข็งแต่ละฝ่ายมาต่อยอดซึ่งกันและกันเพื่อให้สามารถบริการลูกค้าได้อย่างมีประสิทธิภาพและด้วยความเป็นมืออาชีพที่มีความเชี่ยวชาญ

เซนโคยังอยู่เบื้องหลังความสำเร็จในหลากหลายธุรกิจชั้นนำในญี่ปุ่น ด้วยการเข้าไปบริหารจัดการและดูแลงานที่เกี่ยวข้องกับระบบขนส่งสินค้าทั้งหมดแบบ Turn Key เพื่อให้แต่ละธุรกิจสามารถโฟกัสและให้ความสำคัญกับธุรกิจหลักได้อย่างเต็มที่ ซึ่งแต่ละธุรกิจล้วนประสบความสำเร็จและเป็นที่รู้จักของผู้บริโภคได้เป็นอย่างดี ไม่ว่าจะเป็นในกลุ่มธุรกิจค้าปลีกอย่าง ดองกิโฮเต้ อีออนมอล์ แฟมิลี่มาร์ท รวมทั้งในกลุ่มแฟชั่นอย่างแบรนด์เสื้อผ้า GU (จียู) ซึ่งเป็นหนึ่งแบรนด์ในเครือของฟาสค์ รีเทลลิ่ง ที่คนไทยรู้จักแบรนด์ยูนิโคล่กันเป็นอย่างดีนั่นเอง

ขณะที่ความร่วมมือกับกลุ่มเอ็มเค ภายใต้บริษัท เอ็ม-เซนโค คุณสมชาย หาญจิตต์เกษม รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท เอ็มเค เรสโตรองต์ กรุ๊ป ให้ข้อมูลว่า หลังใช้ระยะเวลาประมาณ 1 ปี จนบรรลุข้อตกลงการเจรจาและนำมาสู่ความร่วมมือครั้งนี้ สเตปแรกจะทำการลงทุนร่วมกัน 1,500 ล้านบาท ในสัดส่วนเท่ากันที่ 50:50 เพื่อสร้างโรงงานในเฟสแรกรองรับการขยายธุรกิจการขนส่งแบบเย็นหรือ Cold Chain ที่ชูจุดเด่นและแตกต่างด้วยการเป็นผู้ให้บริการอย่างครบวงจรใน 4 ธุรกิจ จากการผนึกจุดแข็งของแต่ละฝ่าย ได้แก่ การให้บริการคลังสินค้า (Warehouse) การขนส่ง (Transport) บริการนำเข้า- ส่งออกสินค้า (Forwarding) และการซื้อขายสินค้า (Trading) เพื่อให้สามารถให้บริการลูกค้าได้แบบ Turn Key ซึ่งยังไม่มีผู้ประกอบการรายใดในตลาดที่สามาถให้บริการได้แบบครบวงจรเช่นนี้มาก่อน

“การลงทุนทั้งโรงงานและระบบต่างๆ เพื่อรองรับการขนส่งแบบ Cold Chain จะใช้งบลงทุนประมาณ 1,300 ล้านบาท ซึ่งจะเป็นในส่วนของการสร้างโรงงานที่อยู่ใกล้เคียงกับพื้นที่ครัวกลางเดิมที่ กม.21 ประมาณ 1 พันล้าน และสำหรับลงทุนในส่วนของการเพิ่มจำนวนรถและระบบห้องเย็นต่างๆ และนำระบบ Automation ต่างๆ มาใช้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการขนส่งทั้งเรื่องของการควบคุมคุณภาพและการบริหารจัดการต้นทุนในภาพรวมให้ดียิ่งขึ้น เพื่อสร้างความแข็งแรงในตลาดเดิมที่เอ็มเคมีความแข็งแรงอยู่แล้วในกลุ่ม Food และธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับอาหาร”

ขณะที่อีก 200 ล้านบาท จะลงทุนเพื่อขยายโอกาสรองรับการขนส่งที่เป็น Dry Chain ในอนาตค เพื่อต่อยอดสู่การเป็นผู้ให้บริการที่ครบวงจรอย่างสมบูรณ์ โดยเฉพาะในกลุ่ม B2B ซึ่งจะเป็น Priority สำคัญในช่วง 3 ปีแรก

เล็งต่อยอดทั้ง B2C พร้อมเติบโตสู่อาเซียน

การผนึกความร่วมมือในครั้งนี้จะเป็นโอกาสสำคัญของกลุ่มเอ็มเคที่จะขยายธุรกิจมาสร้างรายได้จากธุรกิจ Non-Food ได้ในอนาคต จากความเชี่ยวชาญและเครือข่ายที่ทางเซนโคมีอยู่ทั้งในญี่ปุ่นและประเทศอื่นๆ ซึ่งในอนาคตหากธุรกิจเหล่านี้ขยายมาในไทยก็มีโอกาสที่จะใช้บริการกับทางเอ็ม-เซนโค ขณะที่ทางเอ็มเคเองก็มีธุรกิจอาหารทั้งในไทย และในหลายๆ ประเทศ ก็จะเป็นโอกาสในการขยายธุรกิจของเซนโคเข้ามาในไทยและประเทศต่างๆ ในภูมิภาคนี้เช่นเดียวกัน

“ในช่วง 1-3 ปีแรก เอ็ม-เซนโก จะเน้นตลาดที่มีความแข็งแรง รวมทั้งมี Access เดิมจากทางเอ็มเคกรุ๊ปที่เคยใช้ในการซัพพอร์ตการขนส่งไปยังสาขาต่างๆ ทั่วประเทศ ซึ่งจะโอนย้ายมาอยู่ภายใต้การดูแลของทางเอ็ม-เซนโคทั้งหมด และทำให้เกิดความต่อเนื่องในการให้บริการได้ทันทีหากมีลูกค้าติดต่อมาขอใช้บริการ หลังจากโรงงานหลังแรกแล้วเสร็จ ซึ่งจะใช้ระยะเวลาในการก่อสร้างประมาณ 14 เดือน โดยในช่วงแรกมากกว่า 50% จะเป็นการขนส่งให้กับธุรกิจในเครือเอ็มเค ก่อนจะค่อยๆ เพิ่มสัดส่วนลูกค้าอื่น โดยเฉพาะในกลุ่มธุรกิจอาหารและธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับอาหาร ขณะที่ในกลุ่มอื่นๆ เริ่มมีลูกค้าเข้ามามากขึ้น โดยเฉพาะในกลุ่ม Non-food ที่ในช่วงปลายปีนี้น่าจะได้เห็นความร่วมมือที่ชัดเจนมากขึ้น โดยธุรกิจที่นอกเหนือจากกลุ่มอาหารที่เอ็ม-เซนโค มีศักยภาพในการให้บริการทั้งในกลุ่มธุรกิจค้าปลีก รวมทั้งการต่อยอดไปสู่การให้บริการในรูปแบบ B2C ในอนาคต”

โดยสเตปในการขยับไปสู่ B2C อาจจะได้เห็นหลังจาก 3 ปีนี้ไปก่อน เนื่องจาก ยังต้องการโฟกัสการให้บริการในจุดที่แข็งแรงเพื่อให้บริการลูกค้าที่เข้ามาได้อย่างมีศักยภาพมากที่สุด ก่อนจะเดินหน้าขยาย Dry Warehouse เพื่อรองรับการบริหารสินค้าอื่นๆ ทั้งเพื่อขยายธุรกิจไปสู่ตลาดในภูมิภาคอาเซียน โดยเฉพาะในตลาดที่เอ็มเคขยายธุรกิจเข้าไปมนกลุ่ม CLMV ส่วนในกลุ่ม B2C ก็สามารถใช้ประโยชน์จาก Access ที่มีอยู่ไปใช้ได้ ทั้งในส่วนของรถขนส่ง หรือการใช้สาขาในเครือที่มีกระจายอยู่ในทั่วประเทศเป็นจุดรับสินค้าได้ เป็นต้น

ในส่วนการเติบโตของเอ็ม-เซนโค คาดการณ์รายได้ในปีหน้าหลังโรงงานเริ่มเปิดให้บริการได้ในราวเดือนสิงหาคม 2562 จะมีรายได้สิ้นปีอยู่ที่ราว 800 ล้านบาท และในปีต่อๆ ไป เมื่อสามารถใช้ศักยภาพโรงงานได้อย่างเต็มที่จะมีรายได้ไม่ต่ำกว่าปีละ 1,800 ล้านบาท  และมีโอกาสในการขึ้นเป็นผู้นำในธุรกิจโลจิสติกส์ของประเทศไทยที่มีมูลค่าหลักแสนล้านบาทได้ จากจุดเด่นในการเป็นผู้ให้บริการได้อย่างครบวงจรตั้งแต่ต้นน้ำไปจนถึงปลายน้ำ มากว่าแค่เรื่องของการขนส่ง และยังรวมทั้งการบริหารจัดการสินค้า ไม่ว่าจะเป็นการจัดหาร Sourcing สินค้า หรือกระบวนการทางศุลกากรต่างๆ สำหรับธุรกิจที่ต้องมีการนำเข้าหรือส่งออก เป็นต้น

MK ยังมองหาโอกาสเติบโตต่อเนื่อง

ขณะที่การมองหาโอกาสในการเติบโตใหม่ๆ ของเอ็มเค ยังคงให้ความสำคัญแต่จะเน้นการดีลที่เหมาะสม ทั้งในเรื่องของพาร์ทเนอร์ ลักษณะธุรกิจ รวมทั้งราคาที่สมเหตุสมผล ไม่ว่าจะเป็นการนำเข้าแบรนด์ใหม่ๆ มาทำตลาดจากธุรกิจที่น่าสนใจจากหลากหลายแห่ง หรือในธุรกิจใหม่ๆ ที่สอดคล้องกับพฤติกรรมผู้บริโภคหรือเทรนด์ธุรกิจต่างๆ ที่เกิดขึ้น

ขณะที่ธุรกิจร้านอาหารของเอ็มเคยังเติบโตได้ดี ทั้งในกลุ่มสุกี้และอาหารญี่ปุ่น เนื่องจากตอบโจทย์เทรนด์ในการดูแลสุขภาพและเลือกอาหารที่มีประโยชน์ โดยยังมีช่องว่างและโอกาสให้ขยายสาขาเพิ่มได้ต่อเนื่อง แม้แต่เอ็มเคที่ปัจจุบันมีให้บริการแล้วมากกว่า 400 สาขา ก็ยังสามารถขยายได้อีกไม่ต่ำกว่าร้อยแห่ง  ขณะที่ยาโยอิยังมีสาขาเพียง 171 แห่ง จึงสามารถขยายได้อีกมาก และจะเป็นแบรนด์ที่เอ็มเน้นขยายสาขาใหม่เพิ่มเติมให้มากขึ้นในปีนี้

Credit: Facebook MK Restaurant

“ที่ผ่านมา สาขาของยาโยอิยังมีไม่มาก แม้จะมีศักยภาพในการขยายตัวได้ในระดับสูง เนื่องจากปัญหาในการหาโลเกชั่นที่เหมาะสม เพราะเราไม่ได้เน้นเพิ่มให้มีสาขาในปริมาณมากเท่านั้น แต่จะเน้นในทำเลที่มีศักยภาพเป็นหลักด้วย โดยปีนี้ทั้งกรุ๊ปจะเน้นขยายสาขาใหม่เพิ่มขึ้นเกือบเท่าตัวเกือบ 50 สาขา โดยเป็นยาโยอิมากกว่า 30 สาขา ภายใต้งบสำหรับใช้ลงทุนประมาณ 600  ล้านบาท จากปีที่ผ่านมาใช้ราว 300  ล้านบาท รวมทั้งการพัฒนาเทคโนโลยีต่างๆ มาใช้เพื่อให้ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ผู้บริโภคมากขึ้น เช่น การพัฒนาแอพพลิเคชั่นเพื่อให้ลูกค้าสะดวกมากยิ่งขึ้น ทั้งการให้บริการสั่งอาหารออนไลน์ หรือรองรับการจองคิวล่วงหน้า เป็นต้น”

ขณะที่ในปีที่ผ่านรายได้จากทั้งกรุ๊ปของ เอ็มเค เรสโตรองต์ อยู่ที่ 16,000 ล้านบาท เติบโตที่ 5% ขณะที่ยังสามารถรักษากำไรไว้ได้ประมาณ 10% โดยคาดการณ์ผลประกอบการในปีนี้จะยังสามารถทำรายได้เติบโตต่อเนื่องประมาณ 7%  ซึ่งในไตรมาสแรกที่ผ่านมาก็เติบโตได้แล้ว 3-4% ทั้งจากภาพรวมกำลังซื้อที่ดี รวมทั้งการทำกิจกรรมทางการตลาดอย่างต่อเนื่อง ผ่านโปรโมชั่นต่างๆ รวมทั้งมีสินค้าใหม่ๆ เข้ามาอย่างต่อเนื่องเพื่อเพิ่มทางเลือกให้กับลูกค้าได้มากขึ้น

นับว่าเป็นการก้าวเข้าสู่การขยายพอร์ตของ MK ที่ไม่น่าเชื่อว่าจะเกิดขึ้น ด้วยวิสัยทัศน์ที่ต้องการลดความเสี่ยงจากธุรกิจอาหารเพียงอย่างเดียว โดยอาศัยเครือข่ายรถส่งวัตถุดิบของตัวเอง แล้วจับมือกับผู้เชี่ยวชาญตัวจริง ลุยธุรกิจที่กำลังเป็นเทรนด์สำคัญของการค้าขายในโลกปัจจุบัน นับจากนี้ MK ไม่ได้มีแค่ธุรกิจ “อาหาร” ​อีกต่อไปแล้ว