วิสัยทัศน์ Samsung ปี 2020 เครื่องใช้ไฟฟ้าทุกชิ้นในบ้านจะต้องพูดกับคุณได้ด้วย AI

0

Kim Hyun-suk ซีอีโอคนใหม่ของหน่วย consumer-electronics ของ Samsung และเป็นหัวเรี่ยวหัวแรงในการผลักดันบริษัทไปสู่งานด้าน AI ให้สัมภาษณ์เกี่ยวกับทิศทางของบริษัทในอนาคต “ลึกๆ แล้วผมสงสัยว่าทำไมทุกคนถึงกำลังให้ความสนใจกับลำโพงกันนัก”

บริษัทจำหน่ายอุปกรณ์และเครื่องใช้ไฟฟ้าสัญชาติเกาหลีใต้แบรนด์นี้มียอดขายกว่า 500 ล้านชิ้นต่อปีกำลังวางเป้าในการผลิตสินค้าของพวกเขาให้ชาญฉลาดยิ่งขึ้น

“ข้างนอกนั่นไม่ได้มีลำโพงขายอยู่แล้วกว่า 500 ล้านเครื่องหรอกเหรอ?” นายคิมกล่าว

Samsung ผู้ผลิตสมาร์ทโฟน ทีวีและเครื่องเซมิคอนดักเตอร์รายใหญ่ที่สุดในโลก กำลังสนใจที่จะหาความจริงดังกล่าว จากการที่เห็นได้ชัดว่า Google และ Amazon ได้ให้ความสำคัญกับลำโพงและการสร้างแกดเจ็ตที่ผู้คนสามารถพูดคุยกับมันได้อย่างสะดวกสบาย ซึ่งเจ้าสิ่งนี้ทำให้บริษัทสัญชาติอเมริกันทั้งสองแห่งได้เปรียบในการนำ AI เข้าไปในบ้านของผู้บริโภค

แต่ Samsung แบรนด์ซึ่งมีลำโพงที่สามารถแอคติเวทด้วยเสียงเป็นของตัวเองกลับยังไม่เปิดตัวเข้าสู่วงการนั้น เพราะพวกเขามีวิสัยทัศน์ที่กว้างกว่านั้น นั่นคือการให้สัญญาว่าพวกเขาจะใส่ AI และการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตเข้ากับผลิตภัณฑ์ทั้งหมดภายในปี 2020

เป้าหมายคือการเปลี่ยนเครื่องใช้ไฟฟ้าแบบสแตนด์อโลนของ Samsung ให้กลายเป็นกองทัพของอุปกรณ์ ที่มีการซิงค์เข้าด้วยกัน ใช้งานง่าย และสามารถสั่งการด้วยเสียงได้ การเดิมพันครั้งนี้หากประสบความสำเร็จจะช่วยเพิ่มความต้องการของผู้บริโภคในการใช้โทรศัพท์มือถือ เครื่องใช้ไฟฟ้า และโทรทัศน์ของ Samsung มากขึ้นแน่นอน และยังถือว่าเป็นการแข่งขันกับความท้าทายที่เพิ่มขึ้นของคู่แข่งจาก Silicon Valley และการแข่งกับผู้ผลิตจีนที่มีต้นทุนต่ำ

จากรายงานของ ABI Research Inc (บริษัท market-forecasting) คาดว่าการงานใช้อุปกรณ์ประเภท “สมาร์ทโฮม” ที่เชื่อมต่อกับอุปกรณ์ไร้สายอย่างน้อยหนึ่งเครื่อง จะเพิ่มขึ้นถึง 280 ล้านเครื่องภายในสิ้นปี 2022 ซึ่งเพิ่มขึ้นมากกว่าห้าเท่า จากจำนวน 52 ล้านเครื่องในปีที่แล้ว

Samsung ต้องการให้ผู้บริโภคใช้งาน virtual assistant ของแบรนด์ที่ชื่อว่า Bixby ซึ่งคล้ายกับ Alexi ของ Amazon หรือ Siri ของ Apple ที่ตอนนี้เริ่มใช้งานแล้วในสมาร์ทโฟนของซัมซุง และบริษัทยินดีที่จะรับข้อเสนอการร่วมเป็นพาร์ทเนอร์กับบริษัทอื่นๆ นายใหญ่ของซัมซุง วัย 57 ปี ยังกล่าวเพิ่มเติมอีกว่า ความพยายามในการนำ AI มาใช้ในครั้งก่อนๆ ของบริษัทไปได้ไม่ไกลนัก เพราะความตั้งใจที่เน้นไปที่ผลิตภัณฑ์แต่ละชิ้นมากกว่าการพยายามรวมแกดเจ็ตของ Samsung ทั้งหมดเข้าด้วยกัน

วิสัยทัศน์และความจริงจังของ Samsung ในเรื่องนี้เด่นชัดมากขึ้น เมื่อซัมซุงได้เปิดศูนย์วิจัย AI แห่งใหม่ในเคมบริดจ์ อังกฤษ โตรอนโตและมอสโกในเดือนนี้ โดยบริษัทวางแผนที่จะสร้างทีมงานภายในของตัวเองที่ประกอบด้วยวิศวกรและนักวิจัยที่เชี่ยวชาญด้าน AI โดยเฉพาะ อย่างน้อย 1,000 คนภายในปี 2020 โดยมีการเปิดตำแหน่งใหม่ๆ และรับคนเพิ่ม นายคิมกล่าวว่าคาดว่าจะมีการเปิดตัวลำโพงที่มาพร้อม Bixby ในช่วงครึ่งหลังของปีนี้

การผลักดันด้าน AI ครั้งนี้จะช่วยให้ Samsung สามารถรวบรวมข้อมูลผู้บริโภคใหม่ๆ ซึ่งเป็นจุดที่บริษัทไม่ได้โฟกัสมากเท่าการรวมตัวของโปรดัก ในขณะที่ยักษ์ใหญ่ด้านเทคโนโลยีอื่นๆ ได้สร้างฐานข้อมูล AI ขนาดใหญ่ขึ้นในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ซึ่งทำให้สามารถใช้ซอฟต์แวร์ได้อย่างชาญฉลาดและใช้งานง่ายขึ้น เนื่องจากการเข้าถึงข้อมูลที่สำคัญเป็นสิ่งจำเป็น

สงครามเทคโนโลยีของสหรัฐอเมริกาและจีนอาจช่วยผลักดันการผลิต AI ของ Samsung ในทางอ้อม  บริษัทสัญชาติเกาหลีใต้รายนี้มีความแตกต่างจากคู่แข่งของพวกเขาในจีน ตรงที่แบรนด์เป็นส่วนสำคัญในตลาดอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ของผู้บริโภคชาวอเมริกัน นอกจากนี้ยังมีการเข้าถึงตลาดในประเทศจีนและนำเสนอผลิตภัณฑ์หลากหลายประเภทซึ่งแตกต่างจากบริษัทเทคโนโลยีในสหรัฐฯ ทั้งหลาย

อย่างไรก็ตาม การรวมผลิตภัณฑ์ทั้งหมดของ Samsung เข้าด้วยกันก็ไม่ใช่เรื่องง่าย ยังมีผู้ที่ออกมาแสดงความเห็นที่ว่าบริษัทยังนับว่าช้านักเมื่อพูดเรื่อง AI เขากล่าวว่าความแข็งแกร่งของ Samsung ในการผลิตสินค้าอย่างมีเป้าหมายที่ชัดเจนและตรงกำหนดเวลานั้น ไม่ได้ช่วยส่งเสริมในด้านการผลิตซอฟต์แวร์ที่ไม่สามารถคาดเดาได้แต่อย่างใด

Chang Sea-jin ศาสตราจารย์ด้านธุรกิจของ National University of Singapore ผู้เขียนหนังสือเกี่ยวกับ Samsung กล่าวว่า “จุดแข็งของ Samsung คือความรวดเร็วและผลการดำเนินงาน แต่สำหรับงานด้านซอฟต์แวร์นั้น ความเร็วไม่สำคัญ สิ่งที่สำคัญคือซอฟต์แวร์นั้นต้องเป็นสิ่งที่ผู้บริโภคต้องการ”

ตามที่ผู้บริหารของบริษัทกล่าว กลยุทธ์ AI ถือเป็นหัวใจสำคัญของอนาคตของ Samsung ซึ่งในปีที่ผ่านมาบริษัทได้ตั้งทีม AI Council ซึ่งเป็นกลุ่มผู้บริหารระดับสูงกว่า 20 คนที่จะเข้าประชุมร่วมกันทุกเดือน ซึ่งสำหรับ Samsung แล้ว การรวมตัวในลักษณะนี้ไม่ใช่เรื่องง่าย เนื่องจากบริษัทแยกออกเป็นสามหน่วย คือหน่วยที่ดูแลด้านโทรศัพท์มือถือ หน่วยด้านอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์เพื่อผู้บริโภค และส่วนงานชิ้นส่วนและการประกอบ ซึ่งแต่ละหน่วยมี CEO ของตัวเอง

นายคิมผู้ทำงานในแผนกการวิจัยและพัฒนาโทรทัศน์ของ Samsung กล่าวว่า กลยุทธ์ด้าน AI ของบริษัทจะยังคงได้รับการดำเนินการอย่างต่อเนื่องในการผลิตและการออกใช้งาน แม้ว่าบริษัทอินเทอร์เน็ตที่มีแผนด้าน AI ที่ลึกล้ำกว่า จะใช้ Big Data ในการปรับปรุงการค้นหาบนเว็บไซต์หรือการค้าออนไลน์ก็ช่างเขา เพราะ Samsung ไม่ได้มีแผนที่จะกำหนดเป้าหมายในธุรกิจเหล่านั้น

“เราเป็นบริษัทอุปกรณ์” นายคิมกล่าว “กฎของเกมมันแตกต่างกัน มันเลยไม่ถูกนักที่จะเอาเรื่องการเริ่มต้นช้าหรือเร็วมาเป็นประเด็น”

AI ซึ่งเข้าสู่เกือบทุกอุตสาหกรรมในทุกวันนี้ยังคงอยู่ในระยะเริ่มต้น ซึ่งหมายความว่ายังมีพื้นที่ที่กลยุทธ์ของ Samsung จะเติบโตอีกมากในการทำงาน และไม่ต้องแข่งขันกับ Facebook หรือ Google มากนัก Luca De Ambroggi นักวิจัยอาวุโสด้าน AI จาก IHS Markit กล่าว

ในอนาคตเครื่องใช้ไฟฟ้าและอุปกรณ์ต่างๆ ของ Samsung จะถูกเอาไปรวมไว้ด้วยกันกับแอปพลิเคชัน “SmartThings” ที่ทำขึ้นมาในปี 2014 ซึ่งถือเป็นวิธีดั้งเดิมที่ Samsung ใช้ในการจัดกลุ่มอุปกรณ์ที่เชื่อมต่อกับอินเทอร์เน็ตได้เข้าไว้ด้วยกัน

“Bixby 2.0” ฉลาดกว่าเดิม เพื่อใช้งานในบ้าน  

ความแตกต่างในตอนนี้คือการมี Bixby ซึ่งเปิดตัวเมื่อปีที่แล้วบนสมาร์ทโฟน Galaxy S8 ของ Samsung และบริษัทคาดการณ์ว่าจะมี “Bixby 2.0” ในปลายปีนี้ด้วยการเปิดตัว Galaxy Note 9 ซึ่งเป็นโทรศัพท์มือถือระดับพรีเมี่ยมของบริษัท ผู้บริหารของ Samsung กล่าว

Bixby ที่ได้รับการอัพเกรดแล้วจะสามารถจดจำและตอบสนองต่อเสียงพูดของคนได้ถึง 10 คน ซึ่งเพิ่มขึ้นจากที่มันทำได้ในตอนนี้ จะมีการร่วมมือกันของt hird-party มากขึ้น รวมไปถึงอีก 500 พันธมิตรในสหรัฐฯ ซึ่งนายคิมหวังว่าวันหนึ่งอาจเติบโตจนมีจำนวนนับหมื่นทั่วโลก แต่นักวิเคราะห์อุตสาหกรรมกล่าวว่า ผู้บริโภคจะมองหาการประหยัดเวลาจากการใช้งาน Bixby มากกว่าที่จะต้องการความสามารถที่เพิ่มขึ้น

Ronan De Renesse ผู้นำด้านเทคโนโลยีเพื่อผู้บริโภคที่ Ovum กล่าวว่า “Samsung ยังไม่ถือเข้าว่าเข้าสู่สนามการต่อสู้ในสงคราม AI อย่างแท้จริง แต่พวกเขาต้องการเข้าไปจริงๆ รึป่าว นั่นก็เป็นอีกเรื่องนึง”

Source

แปลและเรียบเรียงโดย Prim NM