ได้เวลา “กสิกรไทย” ยกระดับเป็นธนาคารท้องถิ่นในจีน หลังรอมา 23 ปี ชูกลยุทธ์ Connect+Technology

เวลานี้ในแผนที่โลก ประเทศที่ถือว่าเป็น “Strategic Country” ของอุตสาหกรรมต่างๆ ทั่วโลก คือ “ประเทศจีน” เพราะด้วยศักยภาพรอบด้านของจีน ทั้งจำนวนประชากรกว่า 1,300 – 1,400 ล้านคน บวกกับนโยบายภาครัฐ ที่เดินหน้ายกระดับจากประเทศรับจ้างผลิต ไปสู่การพัฒนานวัตกรรม และแบรนด์สินค้าของตนเอง เพื่อผลักดันแบรนด์ “Made in China” ให้เป็นที่ยอมรับทั่วโลก

- Advertisement -

หนึ่งในอุตสาหกรรมที่เข้ามาลงทุนในจีนมากขึ้น คือ ภาคการเงินการธนาคาร โดยที่ผ่านมามีธนาคารของไทยหลายราย ปักหมุดในตลาดจีน เพื่อรองรับทั้งลูกค้าจีนและไทย หนึ่งในนั้นคือ “ธนาคารกสิกรไทย” ที่เข้ามาลงทุนในตลาดจีนเมื่อกว่า 23 ปีที่แล้ว นับตั้งแต่ก้าวแรกของการขยายเครือข่ายสู่ประเทศจีน ด้วยการเปิด “สำนักงานตัวแทนแห่งแรกที่นครเซินเจิ้น” ในปี 2537 และต่อมาได้ขยายเครือข่ายไปยังเมืองหลักอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นเฉิงตู เซี่ยงไฮ้ ฮ่องกง สาขาย่อยหลงกั่ง และสำนักงานผู้แทนในปักกิ่ง และคุนหมิง รวม 7 แห่ง

กระทั่งเมื่อไม่นานนี้ “ธนาคารกสิกรไทย” ได้รับอมุมัติจากทางการจีนให้เป็น “ธนาคารพาณิชย์ท้องถิ่น” ในจีน มีสำนักงานใหญ่ที่เมืองเซินเจิ้น

การได้รับใบอนุญาตให้ตั้งเป็นธนาคารพาณิชย์ท้องถิ่น จะทำให้ “กสิกรไทย” สามารถให้บริการลูกค้าได้อย่างครบวงจร โดยในสเต็ปแรก เริ่มต้นที่กลุ่มลูกค้าองค์กรขนาดใหญ่ จากนั้นถึงจะขยายการให้บริการครอบคลุมทั้งกลุ่มผู้ประกอบการรายย่อย และลูกค้าบุคคล

เปิดเส้นทางบุกจีน กว่าจะได้เป็น “ธนาคารท้องถิ่น”

“ประเทศจีน” เป็นประเทศยุทธศาสตร์ในการขยายตลาดต่างประเทศของ “ธนาคารกสิกรไทย” โดยหลังจากจีนเปิดประเทศ ต้อนรับการลงทุนจากต่างประเทศ “กสิกรไทย” ได้เข้าไปลงทุนในจีน

– ปี 2537 เริ่มต้นลงทุนในจีน ด้วยการก่อตั้งสำนักงานตัวแทนที่เซินเจิ้น

– ปี 2538 ก่อตั้งสำนักงานผู้แทนในปักกิ่ง เซี่ยงไฮ้ และคุนหมิง

– ปี 2539 ได้ยกระดับสำนักงานผู้แทนสาขาที่เซินเจิ้น ให้เป็นสาขาธนาคารต่างประเทศ

– ในปี 2540 เมื่อประเทศไทยประสบวิกฤติเศรษฐกิจ “ธนาคารกสิกรไทย” เป็นหนึ่งในธนาคารที่ได้รับผลกระทบเช่นกัน ทำให้ต้องปิดสาขาในต่างประเทศหลายแห่ง แต่มีอยู่ประเทศเดียวที่ไม่ว่าสถานการณ์เศรษฐกิจในช่วงเวลานั้นจะเลวร้ายอย่างไร “กสิกรไทย” ยังคงดำเนินกิจการต่อเนื่อง นั่นคือ “ประเทศจีน” ที่ไม่มีนโยบายปิดสาขาแม้แต่แห่งเดียว

คุณบัณฑูร ล่ำซำ ประธานกรรมการ ธนาคารกสิกรไทย เล่าเหตุการณ์หลังผ่านพ้นวิกฤติเศรษฐกิจว่า “พวกเราได้เริ่มต้นแผนรุกตลาดจีนใหม่อีกครั้งอย่างรวดเร็ว นับตั้งแต่ปี 2545 เป็นต้นมา ผมและคณะฯ ต้องเดินทางไปสำรวจประเทศจีนแทบจะเดือนเว้นเดือน เพื่อหาช่องทางการขยายตลาดในประเทศจีนของธนาคารกสิกรไทย

เวลานั้นตลาดการเงินของจีน เต็มไปด้วยคู่แข่งที่แข็งแกร่ง แม้เราจะเป็นธนาคารขนาดใหญ่ในประเทศไทย แต่เมื่อเทียบกับธนาคารขนาดใหญ่ในระดับโลก และในจีนแล้ว ยังถือว่าอ่อนด้อย! แต่พวกเรายังไม่ถอดใจง่ายๆ เราคิดว่าทำอย่างไร “ธนาคารกสิกรไทย” ถึงจะมีฐานที่มั่นคงในตลาดจีน

ในที่สุดธนาคารกสิกรไทย ก็สามารถก้าวสู่เส้นทางการพัฒนาอย่างรวดเร็วในจีน โดยในเดือนธันวาคม 2550 ธนาคารกสิกรไทย สาขาเซินเจิ้น ได้รับใบอนุญาตให้ดำเนินธุรกรรมเงินสกุลหยวน และได้บุกเบิกเส้นทางใหม่ด้วยตนเอง โดยนำเสนอบริการทางการเงินเพื่อ SME จีนเป็นใบเบิกทาง”

– ต่อมาปี 2556 ได้เปิดสาขาเฉิงตู และปี 2557 ตั้งสาขาย่อยหลงกั่ง เซินเจิ้น จากนั้นปี 2558 เกิดจุดเปลี่ยนครั้งใหญ่ เมื่อ “ธนาคารกสิกรไทย” เข้าซื้อกิจการ “บริษัท สตาร์ไบรท์ไฟแนนซ์ จำกัด” จดทะเบียนในเซี่ยงไฮ้

– เดือนกันยายน 2559 คณะกรรมการกำกับดูแลธุรกิจธนาคารจีนอนุมัติให้เปลี่ยนโครงสร้างของ บจก. สตาร์ไบรท์ไฟแนนซ์ เพื่อยกระดับเป็นธนาคารพาณิชย์ท้องถิ่นจดทะเบียนในชื่อ “บริษัท ธนาคารกสิกรไทย (ประเทศจีน) จำกัด” จดทะเบียนในเซินเจิ้น

– ปี 2560 ธนาคารกสิกรไทย ได้รับใบอนุญาตจากคณะกรรมการการกำกับดูแลภาคธนาคารของจีน (CBRC) ให้จัดตั้งธนาคารพาณิชย์ท้องถิ่นจดทะเบียน (LII) เต็มรูปแบบ ในชื่อ “ไคไท่หยินหาง (จงกั๋ว)” หรือ “บริษัท ธนาคารกสิกรไทย (ประเทศจีน) จำกัด” มีสำนักงานใหญ่อยู่ที่เมืองเซินเจิ้น มณฑลกวางตุ้ง และสาขาอีก 6 แห่ง จะมาอยู่ภายใต้การดูแลของสำนักงานใหญ่ทั้งหมด พร้อมด้วยสาขาเซี่ยงไฮ้ที่ตั้งขึ้นใหม่

ทำไมเลือก “เซินเจิ้น” เป็นที่ตั้งสำนักงานใหญ่ ?!

เหตุผลสำคัญที่ “ธนาคารกสิกรไทย” เลือก “เซินเจิ้น” ซึ่งเป็นเมืองหลักในมณฑลกวางตุ้ง เป็นที่ตั้งสำนักงานใหญ่ในจีน มาจากปัจจัย…

เป็นศูนย์กลางเขตเศรษฐกิจใหม่ (กวางตุ้ง-ฮ่องกง-มาเก๊า) หรือ Greater Bay Area ภายใต้กรอบข้อตกลงว่าด้วยการส่งเสริมการสร้างเขตอ่าวกวางตุ้ง-ฮ่องกง มาเก๊า และความร่วมมือเชิงลึก (The Framework Agreement on Deepening Guangdong-Hong Kong-Macao Cooperation in Development of the Bay Area) โดยคาดว่าภายในปี 2573 จีดีพีของเขต Greater Bay Area จะเท่ากับ 4.62 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ และจะก้าวขึ้นเป็นภูมิภาคอ่าวที่มีขนาดทางเศรษฐกิจใหญ่ที่สุดในโลก

เป็นเมืองที่มีภาคการผลิตขนาดใหญ่ มีมูลค่าเพิ่มด้านอุตสาหกรรม 719,000 ล้านหยวน และทุกวันนี้เป็นที่ตั้งของสำนักงานใหญ่ของบริษัทสัญชาติจีน ที่เติบโตในตลาดโลกมากมาย เข่น Tencent, ZTE, Huawei และขณะนี้บริษัท Apple กำลังอยู่ในขั้นตอนเตรียมตั้งศูนย์กลางด้านการวิจัยและพัฒนาที่เซินเจิ้น รวมทั้งที่นี่ยังเป็นสถานที่ตั้งของ FinTech Startup จำนวนมาก โดยหลายแบรนด์เทคโนโลยีระดับโลกของจีน ก็มีจุดเริ่มต้นที่เซินเจิ้น

นี่จึงทำให้ “เมืองเซินเจิ้น” ถูกขนานนามว่า “Silicon Valley of Asia” เป็นศูนย์รวมของบริษัท Tech Startup และบริษัทธุรกิจยักษ์ใหญ่ด้านเทคโนโลยีจากทั่วโลก อีกทั้งยังเป็นศูนย์กลางด้านนวัตกรรมการเงินในภูมิภาคเอเชีย

มณฑลกวางตุ้ง มีความเชื่อมโยงต่อไทย ทั้งในด้านการค้าและการลงทุน เห็นได้จากในปีที่ผ่านมา กว่าหนึ่งในสามของยอดการค้าไทย-จีน เป็นการค้าระหว่างไทยและมณฑลกวางตุ้ง ส่วนในแง่การลงทุน มณฑลกวางตุ้งมีจำนวนโครงการที่เข้ามาลงทุนในประเทศไทยมากเป็นอันดับแรก

“ผมเชื่อว่าทุกสิ่งที่เกิดขึ้นในวันนี้ เป็นความลงตัว เปรียบดั่งสุภาษิตจีนที่ว่า “tiān shí dì lì rén hé” หรือ “ฟ้าดิน คน และเวลาเป็นใจ” ประกอบกับความตั้งใจแน่วแน่ และการยึดถือลูกค้าเป็นศูนย์กลาง จะทำให้ธนาคารกสิกรไทย (ประเทศจีน) รวมทั้งเครือข่ายธุรกิจจีนของธนาคาร สามารถบรรลุเป้าหมาย และประสบความสำเร็จ” คุณบัณฑูร กล่าวเสริม

“Connectivity + Technology” ต่อจิ๊กซอว์ “ดิจิทัลแบงก์ในภูมิภาค AEC+3”

เป้าหมายใหญ่ของ “ธนาคารกสิกรไทย” ต้องการเป็น “ธนาคารดิจิทัลแห่งภูมิภาค AEC+3” (จีน ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้) เพราะฉะนั้นกลยุทธ์สำคัญที่จะขับเคลื่อน “ธนาคารกสิกรไทย” ให้ไปถึงจุดนั้นได้ มาจาก 2 กลยุทธ์หลัก คือ

1. Connectivity เป็นตัวกลางเชื่อมการค้า-การลงทุนระหว่าง “จีน – ไทย” และ “ไทย – จีน” ซึ่งภาพรวมการค้าไทย-จีน ในช่วง 9 เดือนแรกของปี 2560 มีมูลค่าการค้าระหว่างกันกว่า 59,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ จากทั้งปี 2559 อยู่ที่ 77,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ในจำนวนเม็ดเงินการค้าดังกล่าว กว่า 25% เกิดขึ้นในมณฑลกวางตุ้ง คิดเป็นมูลค่ากว่า 14,050 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (ในช่วง 9 เดือนแรกของปี 2560)

ขณะเดียวกันต่อยอดไปยังกลุ่มประเทศ AEC สอดคล้องกับนโยบาย One Belt, One Road หรือเส้นทางสายไหมของรัฐบาลจีน ที่ต้องการเชื่อมโยงจีน กับทวีปยุโรป เอเชีย เอเมริกาเหนือ และแอฟริกาเข้าไว้ด้วยกัน เพราะฉะนั้นเราต้องการเป็นสะพานเชื่อมต่อของธุรกิจระหว่างนักลงทุนจีนไปไทย และไป AEC รวมทั้งนักลงทุนไทย ไปจีน และ AEC

2. Technology ด้วยความที่จีน เป็นประเทศใหญ่ มีประชากรมหาศาล เพราะฉะนั้นการลงทุนด้วยโมเดลธนาคารแบบในอดีต ที่เน้นขยายสาขาตามโลเกชั่นต่างๆ ของเมือง จึงเป็นไปได้ยาก ทั้งยังเป็นต้นทุนมหาศาล และทำให้การขยายธุรกิจเป็นไปได้ช้า

ดังนั้นในยุคดิจิทัล การผลักดันธุรกิจธนาคารก้าวให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงของโลก พฤติกรรมผู้บริโภค และเทคโนโลยี จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องใช้ “เทคโนโลยี” เป็นตัวนำ ซึ่งการเป็นธนาคารท้องถิ่นในจีน “กสิกรไทย” จะนำเทคโนโลยีเข้ามาเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน และการให้บริการลูกค้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ และทั่วถึง โดยไม่จำเป็นต้องใช้โมเดลขยายสาขาจำนวนมากๆ

“ธนาคารกสิกรไทย จะเป็นตัวเชื่อมการค้าขายการลงทุนระหว่างประเทศ AEC +3 นอกจากนี้การที่เราได้เป็นธนาคารท้องถิ่นในจีน จะช่วยยกระดับความสามารถและความแข็งแกร่งของธนาคารกสิกรไทยในภูมิภาคนี้ เนื่องจากจีนเป็นแหล่งความรู้ และความก้าวหน้าด้านเทคโนโลยี ซึ่งปัจจุบันในหลายเทคโนโลยีก้าวหน้ากว่าในประเทศแถบตะวันตก

ต่อไปคนจะค้าขายรวดเร็วขึ้นบน Cyber Space คนจะไม่เดินเข้าร้านที่เป็นตึก ไม่ว่าจะเป็นธนาคาร หรือห้างสรรพสินค้า และคนจะชำระเงินทันที โดยไม่ต้องใช้เงินสด นี่คือความเปลี่ยนแปลงของโลก ที่เราต้องนำตัวเองเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของธุรกรรมของลูกค้าบนโลกดิจิทัล” คุณบัณฑูร ขยายความเพิ่มเติม

คุณวงศ์พัฒน์ พันธุ์เจริญ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ ธนาคารกสิกรไทย และกรรมการผู้จัดการ ธนาคารกสิกรไทย (จีน) เสริมว่า ปัจจุบันธนาคารกสิกรไทย ไม่ได้มองเพียงตลาดไทย แต่ต้องการตอบโจทย์ครอบคลุมทั้ง AEC ซึ่งมีประชากรรวมกัน 800 ล้านคน บวกกับจีน มีประชากร 1,300 – 1,400 ล้านคน รวมกันแล้วเกือบครึ่งหนึ่งของประชากรโลก อย่างไรก็ตามด้วยความที่จีนเป็นประเทศใหญ่มาก เพราะฉะนั้นเป็นไปไม่ได้ที่จะตั้งสาขาทั่วจีน เป็นต้นทุนมหาศาล ดังนั้น “เทคโนโลยี” จึงเป็นสิ่งที่เราขาดไม่ได้ และคนจีนใช้อินเทอร์เน็ต เพื่อตอบโจทย์การทำธุรกรรมทางการเงินต่างๆ

ขณะนี้คนจีนสามารถเข้าถึงอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง 95% ของประชากรจีนทั้งประเทศ และคนจีนใช้ WeChat ไม่ต่ำกว่า 900 ล้านคน ขณะที่ประชากรไทยทั้งประเทศมี 67 ล้านคน แสดงให้เห็นว่าคนจีนใช้ Mobile Payment ในการทำธุรกรรมการเงินต่างๆ เป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวัน

“Key Factor อีกประการหนึ่ง คือ หลังจากเศรษฐกิจเริ่มฟื้น ประเทศจีนเติบโตตลอด และมีคนส่วนหนึ่งที่เป็น Middle Income ซึ่งมีอำนาจในการใช้จ่ายมากขึ้น จะเพิ่มขึ้นจาก 300 -400 ล้านคน เป็น 700 ล้านคนตามที่รัฐบาลจีนกำหนดเป้าหมายไว้ เพราะฉะนั้นคนชั้นกลางที่เพิ่มขึ้น ตามมาด้วยมี Purchasing Power ทำให้เกิดการจับจ่ายมากขึ้น และการใช้จ่ายของคนกลุ่มนี้ในจีน ใช้จ่ายผ่านสมาร์ทโฟนเท่านั้น”

เล็งขยายจากลูกค้าองค์กร สู่ลูกค้าบุคคล เจาะนักท่องเที่ยวไทย-จีน

ปัจจุบันธนาคารกสิกรไทยในจีน ให้บริการเฉพาะลูกค้าองค์กรก่อน โดยโฟกัสเฉพาะอุตสาหกรรม เช่น อุตสาหกรรมพลังงาน อุตสาหกรรมแปรรูป ยาง Infrastructure

หลังจากนั้นในสเต็ปต่อไปเตรียมขยายไปยังกลุ่มลูกค้าผู้ประกอบการ SME และลูกค้าบุคคล โดยต้องทำการขอ Retail License เพิ่มเติม ซึ่งคาดว่าภายใน 2 ปีนับจากนี้ จะสามารถให้บริการลูกค้ารายย่อยได้ เมื่อถึงเวลานั้น ธนาคารกสิกรไทยในจีน จะครอบคลุมการให้บริการตั้งแต่ Wholesale ถึง Retail

ในส่วนธุรกิจ Retail หรือกลุ่มลูกค้าบุคคล ด้วยความที่เมื่ออยู่ในตลาดจีน “ธนาคารกสิกรไทย” ไม่ได้เป็นธนาคารขนาดใหญ่ เมื่อเทียบกับธนาคารท้องถิ่นของจีน ที่สามารถเจาะทุกกลุ่มในวงกว้าง

ด้วยเหตุนี้เอง กลยุทธ์การสร้างฐานลูกค้ารายย่อยในจีนของธนาคารกสิกรไทย จึงต้อง “โฟกัส” กลุ่มเป้าหมายทางการตลาดให้ชัดเจน โดยเล็งไปที่กลุ่ม Expat และนักท่องเที่ยวจีนที่เดินทางไปไทย ซึ่งคาดการณ์ว่าในปีนี้ มีนักท่องเที่ยวจีนเดินทางไปไทยไม่ต่ำกว่า 10 ล้านคน และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ รวมไปถึงคนไทย มาเที่ยวจีนด้วยเช่นกัน

โดยบริการแรก คือ Payment Service ซึ่งเวลานี้กสิกรไทย จับมือกับพันธมิตรธุรกิจในจีนอย่าง Alipay และ WeChat Pay แล้ว เพื่อให้บริการธุรกรรมทางการเงินในไทย และในอนาคตจะขยายความร่วมมือไปยังพันธมิตรธุรกิจรายอื่นๆ มากขึ้น

“คนจีนกลุ่ม Middle Income เติบโตขึ้นมาก และไลฟ์สไตล์การเดินทางมาท่องเที่ยวไทยของผู้บริโภคกลุ่มนี้ แตกต่างจากในอดีตที่มากันเป็นกรุ๊ปทัวร์ แต่ปัจจุบันคนกลุ่มนี้ เดินทางมาเที่ยวเอง และเป็นกลุ่มผู้บริโภคที่มีกำลังซื้อ ถ้าเขาเห็นร้านค้าไหนในไทยมีจุดรับ QR Code เขารู้สึกคุ้นเคย และสบายใจในการใช้จ่าย

ถ้าเรามีฐานลูกค้า Retail ในจีนที่เข้มแข็ง จะทำให้เราสามารถสร้างฐานธุรกิจกสิกรไทยในจีนให้เข้มแข็งขึ้นในกลุ่มลูกค้า Middle Income จากปัจจุบันเรามีฐานลูกค้ารายใหญ่ และต่อไปเมื่อเราขยายเข้าสู่ลูกค้าธุรกิจขนาดกลาง (SME) และลูกค้ารายย่อย จะทำให้ธนาคารกสิกรไทยในจีน มีบริการครบวงจร และทำให้เราสามารถทำธุรกรรมอัตราแลกเปลี่ยนได้เช่นกัน” คุณวงศ์พัฒน์ ขยายความเพิ่มเติม

การยกระดับเป็นธนาคารท้องถิ่นในจีน สำหรับ “ธนาคารกสิกรไทย” ถือว่าเข้ามาถูกจังหวะและเวลา เพราะอยู่ในช่วงเวลาที่มังกรจีน กำลังพุ่งทะยานขึ้นฟ้า และในยุคดิจิทัล ได้ทลายพรมแดนระหว่างประเทศ อีกทั้งยังทำให้ไม่ต้องใช้เงินลงทุนมหาศาลไปกับการขยายสาขาให้ครอบคลุมทั่วประเทศเฉกเช่นโมเดลธุรกิจธนาคารแบบเดิมๆ หากแต่สามารถนำเงินทุนมาพัฒนาเทคโนโลยี เพื่อยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขัน และเชื่อมต่อลูกค้าระหว่างประเทศเข้าด้วยกัน

นอกจากนี้ถ้าเทคโนโลยีใดที่พัฒนาขึ้นในจีน หรือแม้แต่การจับมือกับพาร์ทเนอร์ในจีน เมื่อกสิกรไทยนำไปใช้กับตลาดจีน แล้วได้ผลออกมาดี ก็มีความเป็นไปเทคโนโลยีนั้นจะเป็น Best Practice ที่ “กสิกรไทย” นำมาปรับใช้กับการทำดิจิทัล แบงก์กิ้งในไทยได้ 

เพื่อในที่สุดแล้ว จะผลักดันให้ “ธนาคารกสิกรไทย” ก้าวข้ามจากการเป็นธนาคารไทย ไปสู่การเป็น “Regional Digital Bank” แห่งภูมิภาค AEC และจีน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้อย่างเต็มรูปแบบ