HomeInsight“กระทิง เรืองโรจน์ พูนผล” สรุปบัญญัติ 10 ประการ วิธีคิดสร้างธุรกิจยุคใหม่ให้ชนะ  “ล้มได้ ลุกเร็ว เจ็บให้ฉลาดขึ้น” 

“กระทิง เรืองโรจน์ พูนผล” สรุปบัญญัติ 10 ประการ วิธีคิดสร้างธุรกิจยุคใหม่ให้ชนะ  “ล้มได้ ลุกเร็ว เจ็บให้ฉลาดขึ้น” 

แชร์ :

“แบรนด์” และ “ผู้ประกอบการรุ่นใหม่” ที่ประสบความสำเร็จ จนกลายมาเป็น “ไอดอล” ของคนรุ่นใหม่ในยุคนี้ มีวิธีคิดและวิถีการทำงานที่แตกต่างจากคนรุ่นก่อน  พร้อมลงมือทำทุกสิ่งและทิ้งทุกอย่างเพื่อความฝันของตัวเองกล้าลองสิ่งใหม่ ๆ และกล้าที่จะสร้างความต่าง เพราะนั่นคือโอกาสรอด

THINK THAILAND : NEXT LEVEL

Santos Or Jaune

ในเวที AIS PRESENTS WTF Festival 2026 : Wisdom to the Future เรียกผู้ประกอบการรุ่นใหม่ในยุคนี้ว่า Outliers 

คุณกระทิง เรืองโรจน์ พูนผล KBank Executive Innovation Futurist สรุปบัญญัติ 10 ประการ สำหรับ Outliers ในการสร้างธุรกิจยุคใหม่ ด้วยวิธีคิดที่จะพาคนรุ่นใหม่ไปข้างหน้าในโลกที่ “The Average is Over” โลกที่แค่ทำได้ตามมาตรฐานไม่พออีกต่อไป

1. อ่านโลกออก ก่อนที่โลกจะเปลี่ยน

– ในสถานการณ์ปัจจุบันที่รู้สึกว่าเศรษฐกิจแย่ คนทั่วไปจึงเห็นอุปสรรค ส่วน Entrepreneurs เห็นโอกาส แต่ Outliers เห็นโอกาสไม่สิ้นสุด นี่คือความต่างของมุมมอง เพราะที่จริงแล้วท่ามกลางเศรษฐกิจที่มีแต่ข่าวร้าย แต่ในช่วงเวลา 10 ปีจากนี้ หรือในปี 2035 จะเกิดการเร่งเครื่องการสร้างความมั่งคั่ง (wealth) อย่างมหาศาลที่สุดในประวัติศาสตร์

–  โดยจะเกิดอภิมหาเศรษฐี 1 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ (Trillionaire) คนแรก คือ Elon Musk และจะไม่ได้มีคนเดียว

–  ขณะที่มหาเศรษฐี 10x Billionaire (1,000 ล้านเหรียญสหรัฐ) ทั่วโลก ในปี 2026 มีจำนวน 3,000 คน  ปี 2030 จะเพิ่มเป็น 4,000 คน และปี 2035 จะมีจำนวน 30,000 คน

–  กลุ่มเศรษฐี 30 ล้านเหรียญสหรัฐ (1,000 ล้านบาท) ทั่วโลก ปี 2021 มีจำนวน 162,000 คน  ปี 2026 จำนวน 713,000 คน  ปี 2035 จะมีจำนวน 1-2 ล้านคน

–  กลุ่มคนรวย 1 ล้านเหรียญสหรัฐ  ปี 2026 มีจำนวน 87 ล้านคน ปี 2030 จะมี 275 ล้านคน

จำนวนเศรษฐีที่เพิ่มขึ้นทั่วโลกมาจาก Outliers เห็นโอกาสไม่มีที่สิ้นสุด และใช้ประโยชน์จาก  AI  สร้างการเติบโตอย่างก้าวกระโดด

2. มองหาตลาดที่ Outliers จะครองเกม 

– มองหาตลาดใหม่ที่ใหญ่กว่าเดิมหลายเท่าตัว อย่าง Wongnai (วงใน) ที่เริ่มจากการเป็นแพลตฟอร์มค้นหาและรีวิวร้านอาหาร จากนั้นขยายสู่ตลาดฟู้ดเดลิเวอรี่  LINE MAN Wongnai บริษัทเทคยูนิคอร์น  เห็นได้ว่าการมองน่านน้ำที่ใหญ่ขึ้นก็จะมีโอกาสมากขึ้น ดังนั้นทุกครั้งที่เจอทางตัน ให้มองหาตลาดที่ใหญ่ขึ้น

– กฎการว่ายทวนน้ำของปลาแซลมอน แม้จะเหนื่อย แต่อยู่ในน้ำที่ดี ดังนั้นต้องดูสภาพตลาดว่าเราอยู่ในตลาดไหน เพื่อไปให้ได้ไกลกว่าเดิม

– เลือกอยู่บนยอดสุดของห่วงโซ่อาหาร หากเป็นตลาดที่ลดลงเรื่อยๆ ก็ต้องอยู่รอดเป็นคนสุดท้ายให้ได้ (Last man standing)

– การมองตลาดเดิม ด้วยมุมมองใหม่ (Re-definition) และมองเซกเมนต์ใหม่ (Re-Segmentation) เพื่อหาโอกาสที่ใหญ่ขึ้น จากตลาดและพฤติกรรมที่เปลี่ยนไปองผู้บริโภค  เช่น Garena ไม่ได้เป็นแค่บริษัทเกม แต่เป็น Tech Company ที่ใหญ่ขึ้น

3. รู้จักสินค้าตัวเองลึกกว่าลูกค้า

–  ยิ่งลูกค้ามีปัญหานั่นมีค่ายิ่งกว่าทอง เพราะใครเข้าไปแก้ปัญหาให้ลูกค้าได้คือผู้ชนะ  ดังนั้นธุรกิจที่อยู่รอด คือธุรกิจที่เฝ้าสังเกต ขุดลึก และเข้าใจ Pain Points ของลูกค้าอย่างแท้จริง เมื่อเข้าใจปัญหาของลูกค้าอย่างลึกซึ้ง จะสามารถส่งมอบความคุ้มค่าที่ตอบโจทย์ชีวิตผู้บริโภคได้ตรงจุด

– เมื่อเจอปัญหาของลูกค้าแล้ว ขั้นตอนต่อไปไม่ใช่แค่แก้ปัญหาได้ แต่ต้องแก้ได้ “ดีที่สุด” ส่งมอบผลลัพธ์หรือประสบการณ์ที่คู่แข่งไล่ตามได้ยาก ไม่ว่าจะเป็นด้านเทคโนโลยี คุณภาพ หรือการบริการ

– ผู้ประกอบการยุคใหม่ ต้องเลิกโฟกัสที่การขายของ แต่ให้โฟกัสที่การเป็น “ผู้เชี่ยวชาญอันดับหนึ่ง” ในการปลดล็อกปัญหาและสร้างความสะดวกสบายให้ลูกค้า เพราะนั่นคือสิ่งที่ลูกค้าพร้อมจะจ่ายเงินให้ในยุคนี้

4.  เข้าใจ “ความรู้สึก” ของลูกค้า ไม่ใช่แค่ Demographic ของลูกค้า

–  ผู้ประกอบการยุคใหม่ ต้องใช้ Data และเข้าใจความรู้สึกของลูกค้า

–  จากโมเดลภูเขาน้ำแข็งของชาเทียร์ (Satir Model) สิ่งที่เราเห็นจากยอดภูเขาคือ พฤติกรรมลูกค้า แต่ใต้ภูเขาน้ำแข็ง คือปัญหาของลูกค้า ที่มีทั้งอารมณ์ ความคิด ความคาดหวัง ความปรารถนาที่แท้จริง ตัวตนของลูกค้า  ดังนั้นสินค้าที่สะท้อนตัวตนและเข้าใจปัญหาของลูกค้าลึกลงไปถึงใต้ภูเจาน้ำแข็ง จะเป็นตัวเลือกแรกของลูกค้า

–  กฎของ Maslow’s Hierarchy of Needs ในยุคนี้ก็ต้องกลับด้าน เพราะความต้องการทางกายภาพ Physiological Needs ต้องอยู่ล่างสุด และบนสุดคือ Self-Actualization เป็นสิ่งที่กว้างใหญ่และไม่มีที่สิ้นสุด

ตัวอย่าง นาฬิกา Patek Philippe Grandmaster Chime ref.6300A-010 วางราคาขาย 31.19 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือเกือบ 1,000 ล้านบาท ซึ่งเป็นนาฬิกาที่มีมูลค่าสูงที่สุดในโลก ผลิตเพียง 1 เรือนในโลก มูลค่าดังกล่าวมาจากความต้องการของมนุษย์ไม่มีที่สิ้นสุด ดังนั้นการทำแบรนด์ในยุคนี้ต้องขาย Purpose, Fulfillment และ Creativity ให้ลูกค้า

5.  คิดเหมือนคือ “ตาย” 

–  ธุรกิจยุคใหม่ต้องคิดแบบ 10x Better หรือ 10x Different ต้องดีกว่าและแตกต่างให้สุดขั้ว  ตัวอย่าง แบรนด์คอลแลบ AP x Swatch เป็นความร่วมมือจากความแตกต่าง ของนาฬิกาหรูระดับสูง AP กับนาฬิกาแฟชั่น Swatch ทำรุ่น Royal Pop ที่ได้รับความสนใจต่อคิวซื้อล้นหลามทุกช็อปทั่วโลก เพราะลูกค้าไม่เชื่อว่าทั้ง 2 แบรนด์ที่แตกต่างนี้จะคอลแลบกันได้

–  Elon Musk จะเป็นคนแรกของโลกที่สร้างความมั่งคั่งได้ 1 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ ทุกครั้งที่ Elon Musk  ออกมาพูดเขาจะบอกสิ่งที่ตั้งเป้าหมายทำใน 10 ปี แต่เขาจะทำให้เสร็จภายใน 6 เดือน เท่านั้น

– ในการประชุม World Economic Forum คนที่สร้างธุรกิจ 3,000 ล้านเหรียญสหรัฐ ในเวลา 18 เดือน ที่ทำได้เพราะมาจากแนวคิด ทำงาน 1 ปี ให้เสร็จใน 12 สัปดาห์  (3 เดือน) สำหรับคนกลุ่มนี้ 1 ปี เท่ากับ 4 ปี ของคนทั่วไป นั่นทำให้พวกเขาสเกลธุรกิจได้อย่างรวดเร็ว

“หลายครั้งเราตั้งคำถามว่าทำไมต้องใช้เวลา 10 ปี ในการทำธุรกิจให้สำเร็จ แต่ Outliers คิดต่าง และสร้างธุรกิจได้เร็วกว่ารุ่นก่อน” 

6. แคร์คนที่ควรแคร์และจงไม่สนคนที่เหลือ 

– อยากให้ทุกคนชอบ คือ สูตรของแบรนด์ที่ไม่มีใครรักจริง Outliers เลือกลูกค้าได้และความกล้าที่จะ “ไม่เป็นของทุกคน” คือ สิ่งที่ทำให้บางคนรักคุณจริงๆ

– แบรนด์และสินค้าที่ดี แยกระหว่างระหว่างคนที่เป็น “แฟน” เพราะคนรักแบรนด์ก็รักแบบสุดๆ แต่คนไม่รักก็มีและอย่าใส่ใจ จงแคร์คนที่ควรแคร์และไม่สนใจคนที่เหลือ

– เรียนรู้ที่จะแปลงลูกค้าให้เป็น “สาวก”  การเป็นผู้ทรงอิทธิพล (Influencer) ไม่ได้หมายถึงการมี Follower  1 ล้านคน แต่เป็นคนที่สามารถมีอิทธิพลกับคนที่สำคัญและเป็นกลุ่มเป้าหมาย การเข้าถึงคนได้ 1,000 หรือ 10,000 คน ดีว่าการมีผู้ติดตามล้านคน แต่ก็เป็นแค่ผู้ติดตาม เพราะหากเมื่อไหร่เราล้มผู้ติดตามก็ตามด่า จึงไม่มีประโยชน์  แต่ Influencer วัดจากคุณภาพที่มีอิทธพิลคนได้มากน้อยแค่ไหน

–  “อย่าใส่ใจคนที่ไม่ชอบเรา (Haters) เพราะทำอะไรพวกเขาก็ไม่ถูกใจอยู่แล้ว  แต่ต้องแคร์ Fan หากผิดหวังกับเรา ต้องง้อและทำทุกอย่างเพื่อดึงกลับมา เพราะพวกเขาจะเป็นกระบอกเสียงบอกความดีของแบรนด์

แต่สิ่งที่น่ากลัวที่สุด หาก Fan ผิดหวังกับแบรนด์และจากไปอย่างเงียบๆ โดยไม่บอกเล่าเรื่องราวให้ตามง้อ

–  การฟังเสียงผู้บริโภค คนทั่วไปเห็นเป็น Noise  ส่วน Entrepreneurs เห็น Signal (สัญญาณ) แต่ Outlier เห็น Weak Signal สัญญาณอ่อนที่คนทั่วไปมองไม่เห็น และเฝ้าติดตาม

7. แบรนด์ที่ยั่งยืนสร้าง Community ไม่ใช่แค่ Transaction 

–  ผู้ประกอบการยุคใหม่ Outliers ไม่ได้แค่ขายของ แต่สร้างคอมมูนิตี้ของคนที่เชื่อในสิ่งเดียวกัน เมื่อลูกค้ากลายเป็นแฟนและสาวก ลูกค้าจะเติบโตตามแบรนด์ไปด้วยกัน

– แบรนด์ ALO และ Lululemon เสื้อผ้าชุดออกกำลังกาย ได้สร้าง “เวลเนลคลับ” เป็นคอมมูนิตี้คนรักการออกกำลังกาย เพราะคอมมูนิตี้คือรากลึกที่ยั่งยืนของแบรนด์

– อย่าโฟกัสแค่การขายสินค้า แต่ให้สร้างคอมมูนิตี้ซึ่งเป็นสิ่งที่สร้างความได้เปรียบทางการแข่งขันและสร้างธุรกิจที่ยังยืนในยุคนี้

8. ล้มให้เป็น เจ็บให้ฉลาดขึ้น

– ผู้ประกอบการยุคใหม่ Outliers “ล้ม” ได้ แต่เป็นคนที่ลุกได้เร็ว เพราะเป็นคนที่รู้ว่าตัวเองล้มเพราะอะไร การล้มที่แพงที่สุดคือ การล้มแบบไม่เรียนรู้ และโลกธุรกิจไม่ให้โอกาสคนที่ล้มซ้ำที่เดิมหลายรอบ

การทำธุรกิจล้มได้ และเจ็บปวดได้ แต่การล้มให้ฉลาด เมื่อลุกขึ้นมาก็จะเป็นคนที่ฉลาดขึ้น และก็จะไม่มีคำว่าล้มอีก  เพราะ “ความพ่ายแพ้แค่อยู่ในใจ”

–  Outliers เริ่มต้นทำงานทุกอย่างเป็น chief everything officer เป็นสัญชาตญาณความเป็นผู้นำ จากนั้นขยายธุรกิจให้เติบโตด้วย Data Analytic  มีทีมบริหารที่ดี  บริหารหุ้นส่วน บริหารอารมณ์ร่วมขององค์กร เป็นคนที่บอกเล่าเรื่องราวของแบรนด์และธุรกิจได้ดี

– ทำงานด้วย Founder Mode เมื่อทำได้ทุกอย่าง ก็จะไม่กลัวการแข่งขันและแบรนด์ใหญ่ เพราะมีจิตวิญญาณของนักสู้ เพราะเป็น “ผู้ก่อตั้ง”  ที่สู้ด้วยการเดิมพันทุกอย่างที่มี จึงไม่มีวันแพ้

– ทัศนคติ ของ Outliers แม้จะประสบความสำเร็จแค่ไหนหรือล้มกี่ครั้ง ก็จะเป็นคนที่เตรียมพร้อมที่จะก้าวไปข้างหน้า ไม่ใช่การหยุดนิ่งอยู่กับที่

The 5X Model ซีอีโอที่สร้างการเติบโต

– มีความชัดเจนด้านยุทธศาสตร์ว่าจะทำอะไร

– สร้างวัฒนธรรมองค์กรที่สร้างพลัง

– วางแนวทางปฏิบัติ ลงรายละเอียด

–  โฟกัสชัดเจน

– มีความสามารถเติบโตไปได้พร้อมธุรกิจ

ความสำเร็จไม่ได้เกิดจากการเปลี่ยนชีวิตในวันเดียว แต่เกิดจากการชนะใจตัวเองเล็กๆ  ในทุกๆวัน ซ้ำไปเรื่อยๆ  คนเราไม่ต้องเก่งขึ้น 1% ทุกวัน เพราะเป็นเรื่องไม่จริง แค่เก่งขึ้นสัปดาห์ละ 1% ก็พอ เพราะเป็นสิ่งที่เป็นไปได้ 

 

9. เร็วอย่างเดียวไม่พอ ต้องมีป้อมปราการด้วย

–  Outliers ไม่ได้แค่วิ่งให้เร็วกว่าคนอื่น แต่ค่อยๆ ก่อร่างสร้างอาณาจักรด้วยอิฐทีละก้อน เพราะธุรกิจที่ไม่มีป้อมปราการไม่ได้ล้มเพราะทำไม่ดี แต่ล้มเพราะปกป้องสิ่งที่สร้างมาไม่ได้

– จากข้อมูลผู้ที่สร้างธุรกิจกว่า 10,000 คนทั่วโลก คนที่เร็วอย่างเดียวเหมือนหนูถีบจักร ไม่ได้ทำให้รวยกว่าคนอื่น เพราะหากเร็วแล้วหลังบ้านรั่ว ไม่มีป้อมปราการที่ดีก็ล้มได้ เพราะปกป้องสิ่งที่สร้างมาไม่ได้   เช่น สร้างตลาดใหม่ขึ้นมา แต่ปกป้องไม่ได้ คู่แข่งก็เข้ามาแย่งตลาดได้ ก็ต้องวิ่งไปตลอด

– ป้อมปราการ คือ การสร้างแบรนด์ คอมมูนิตี้ สร้างแฟนและสาวก  

10. Outliers ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดไม่ได้วิ่งคนเดียว

– ความสำเร็จที่ยั่งยืนไม่ได้วัดที่คุณไปได้ไกลแค่ไหน แต่วัดที่คุณพาใครไปด้วยได้บ้าง (สร้างสังคมและทีมงานที่ดี) เมืองไทยจะมีธุรกิจระดับโลกได้ก็ต่อเมื่อ Outliers รุ่นนี้เปิดทางให้รุ่นต่อไปเรื่อยๆ  ด้วยการส่งต่อความรู้และการสร้างแรงบันดาลใจ

– ประเทศไทยมีมหาเศรษฐีระดับโลกคือ กระทิงแดง Red Bull ซึ่งเกิดขึ้นนานแล้ว ถึงเวลาที่ต้องสร้างและเขย่าตลาดโลกด้วยคนใหม่

อ่านเพิ่มเติม


แชร์ :

You may also like