‘เสี่ยตัน’ ดัน “ลูกสาว” คุมอสังหาฯ เปลี่ยนที่ดินแปลงสุดท้ายบนทองหล่อเป็น ออฟฟิศหรู T-ONE

ถือโอกาสวันเปิดตัวโครงการ ที-วัน (T-ONE) อาคารออฟฟิศสำนักงานเกรด A และ Co-Working Space บนที่ดินทำเล Prime Location ติดสถานีรถไฟฟ้าย่านทองหล่อ ที่ดินผืนสุดท้ายในกรุงเทพฯ (ณ ขณะนี้) ของตระกูลภาสกรนที ภายใต้การบริหารงานโดย บริษัท ตัน อิง แอสเซ็ท จำกัด ที่มีลูกสาวคนโตของคุณตัน ภาสกรนที ดำรงตำแหน่งกรรมการผู้จัดการ พร้อมประกาศยกหน้าที่ในการดูแลพอร์ตธุรกิจ Real Estate ภายในเครือทั้งหมดให้เป็นหน้าที่ของ คุณกิฟท์- วริษา ภาสกรนที ลูกสาวคนโต วัย 32 ปี เพื่อรับไม้ต่อไปดูแลอย่างเป็นทางการ

คุณตัน ภาสกรนที กล่าวว่า ตลอด 8 ปีที่ผ่านมา คุณกิฟท์ช่วยดูแลธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ของครอบครัวที่มีอยู่เป็นอย่างดี เช่น โรงแรมที่ปราณบุรี หรือในเชียงใหม่ ประกอบกับเริ่มโตเป็นผู้ใหญ่มากขึ้น มีความรับผิดชอบในระดับที่สูงขึ้นได้ พร้อมสำหรับการดูแลโครงการใหม่ๆ อย่างเต็มตัว ขณะที่โครงการ ที-วัน มีขนาดกำลังพอดีไม่ใหญ่มากเกินไป พื้นที่ประมาณ 2 หมื่นกว่าตารางเมตร เหมาะสำหรับลูกสาวที่เพิ่งเริ่มต้นเข้ามาบริหารอย่างจริงจัง จึงไม่ถือว่าเป็นภาระที่หนักมากเกินไป

“โครงการนี้ลงทุนประมาณ 3 พันล้านบาท เป็นการซื้อที่ดิน (ต้นทุนเดิมตั้งแต่ตอนซื้อครั้งแรก) 1 พันล้านบาท และอีก 2 พันล้านบาท สำหรับการก่อสร้างและ Facility ต่างๆ ส่วนการตัดสินใจทำอาคารสำนักงานนั้น เนื่องจาก ที่ดินผืนนี้เป็นทำเลที่ดีติดสถานีรถไฟฟ้า ประกอบกับพื้นที่ทองหล่อยังขาดอาคารสำนักงานเกรดA ส่วนการตัดสินใจให้ลูกสาวเข้ามาดูแล เนื่องจากเป็นคนรุ่นใหม่ ที่มีมุมมองและเข้าใจคนรุ่นใหม่ด้วยกันได้ดีกว่า หากบริหารเองวิธีคิดและมุมมองต่างๆ อาจจะไม่สอดคล้องหรือตอบโจทย์กลุ่มเป้าหมาย จึงเลือกที่จะให้ลูกสาวเข้ามาดูแลอย่างจริงจัง โดยที่ผมจะคอยทำหน้าที่ให้คำปรึกษาและแนะนำในบางเรื่อง”

จุดเริ่มต้น-จุดเปลี่ยน ณ ทองหล่อ

คุณตัน เล่าย้อนถึงจุดเริ่มต้นหรือจุดเปลี่ยนต่างๆ ในชีวิตตัวเอง ที่ส่วนใหญ่มักจะมีจุดเริ่มต้นที่ทองหล่อ ไม่ว่าจะเป็นการเริ่มต้นทำธุรกิจครั้งแรก รวมทั้งการขยายธุรกิจใหม่ๆ ที่ตามมาก็มักจะเริ่มตั้งต้นจากทองหล่อ ไม่ว่าจะเป็นธุรกิจสตูดิโอถ่ายภาพ ร้านอาหาร โครงการอารีน่าเท็น ร้านอาหารของลูกสาว หรือธุรกิจของคุณอิงภรรยา ทำให้คุณตันจะรู้สึกผูกพันกับพื้นที่ทองหล่ออย่างมาก ก่อนจะตัดสินใจนำพื้นที่สุดท้ายที่เคยเป็นร้านทำกรอบรูปให้กับสตูดิโอถ่ายภาพแต่งงาน มาพัฒนาเป็นอาคารสำนักงานที่ชื่อที-วัน โครงการอสังหาริมทรัพย์ใจกลางเมืองแห่งแรกของตระกูลภาสกรนที

“ผมเริ่มต้นทำธุรกิจ และค่อยๆ ซื้อที่ดินบริเวณทองหล่อเก็บไว้หลายแปลง เห็นพัฒนาการการเปลี่ยนแปลงตลอด  10-20 ปี ของย่านนี้มาโดยตลอด โดยเฉพาะการเป็นย่านที่ไม่หยุดนิ่ง มีความสนุกสนาน เป็นจุดเริ่มต้นของเทรนด์ใหม่ๆ มีร้านอาหาร สถานที่แฮงก์เอ้าท์ แหล่งรวมแฟชั่น รวมทั้งมีโรงแรมต่างๆ สนใจขยายเข้ามาในพื้นที่ แต่สิ่งที่ยังขาดในทำเลนี้ คือ สถานที่ทำงานโดยเฉพาะที่เป็นระดับพรีเมียม เพื่อรองรับคนทำงานรุ่นใหม่ ที่ต้องการทำเลที่ดีเดินทางสะดวก และมีสิ่งอำนวยความสะดวกที่ครบครัน”

เหตุผลที่คุณตัน ตัดสินใจพัฒนาที่ดินผืนสุดท้ายในซอยทองหล่อที่มีอยู่ในมือ เพื่อทำ Co-Working Space และ Office Building โดยเลือกที่จะปฏิเสธข้อเสนอของผู้พัฒนาโครงการอสังหารายใหญ่ๆ หลายรายที่ติดต่อมา นอกจากมองเรื่องของ Supply ที่ขาดแคลนแล้ว ยังมีเหตุผลที่ต้องการเก็บที่ดินผืนนี้ไว้เป็นของครอบครัว เพราะหากขายให้คนอื่น หรือเลือกที่จะพัฒนาเป็นโครงการ Residential อื่นๆ เช่น คอนโดฯ ที่ดินก็จะกลายเป็นของคนอื่นไปในที่สุด ประกอบกับความลงตัวของพื้นที่ซึ่งอยู่ติดกับรถไฟฟ้า ทำให้เหมาะกับการทำอาคารสำนักงานมากที่สุด แต่หากต้องการขยายพอร์ตธุรกิจไปสู่การพัฒนาคอนโดฯ ในอนาคตก็สามารถซื้อที่ดินผืนใหม่เพื่อนำมาพัฒนาโครงการในภายหลังได้

แม้จะไม่เหลือแปลงที่ดินในกรุงเทพฯ แล้ว  แต่คุณตันยังมีที่ดินในต่างจังหวัด ที่พร้อมสำหรับการพัฒนาโครงการอสังหาริมทรัพย์ที่มีศักยภาพได้ในอนาคต โดยเฉพาะแปลงที่มีศักยภาพสูงสำหรับการพัฒนาโปรเจ็กต์ต่อไปจะอยู่ที่ศรีราชา พื้นที่ประมาณ 30-40ไร่ ส่วนจะพัฒนาเป็นโครงการประเภทใด หรือเมื่อไหร่นั้นต้องอยู่ที่ความเหมาะสม ขณะเดียวกันยังมีแผนพัฒนาพื้นที่พลาซ่าเล็กๆ ในจังหวัดเชียงใหม่ จากปัจจุบันมีโรงแรมอยู่ทั้งในเชียงใหม่ และวิลล่า มาร็อกที่ปราณบุรี รวมทั้งยังเปิดพื้นที่บางแปลงเป็นตลาดนัด เพื่อทำให้ที่ดินบริเวณนั้นมีความคึกคักยิ่งขึ้น

ที-วัน ออฟฟิศระดับพรีเมียมย่านทองหล่อ 

โครงการที-วัน นับเป็นอาคารสำนักงานและพื้นที่ Co Working Space เกรดเอแห่งเดียวในทำเลทองหล่อ-สุขุมวิท ตัวอาคารสูง 34 ชั้น พื้นที่ 43,700 ตร.ม.เป็นส่วนอาคารสำนักงาน 22,500 ตร.ม. และพื้นที่ Retail 21,200 ตร.ม. รูปทรงสถาปัตยกรรมโดดเด่นใช้ลูกเล่นทวิสต์ ตัวโครงสร้างอาคารเมื่อผิวกระจกสีฟ้าและทองสะท้อนกับแสงแดดให้ความรู้สึกเหมือนคริสตัลบอล เมื่อมองเข้าอาคารทั้ง 4 ด้านจะเห็นรูปทรงตึกแตกต่างกันไป สะท้อนบุคลิกผู้เช่ากลุ่มเป้าหมายที่เป็นผู้ประกอบการธุรกิจคลื่นลูกใหม่ นักธุรกิจรุ่นใหม่  ที่ให้ความสำคัญทั้งการทำงานและการใช้ชีวิตที่เต็มไปด้วยความสร้างสรรค์  ไม่ชอบการใช้ชีวิตในกรอบ จึงออกแบบพื้นที่ให้เต็มไปด้วยแนวคิด Creative Space เพื่อกระตุ้นไอเดียใหม่ๆ  ให้เกิดขึ้นตลอดเวลา

สำหรับการเริ่มต้นโครงการต้องถือว่าเริ่มสตาร์ทได้ค่อนข้างน่าพอใจ เพราะแม้จะยังสร้างไม่เสร็จถึงครึ่งทางดี ก็มียอดจองมาแล้วถึง 40% โดยได้มอบราคาพิเศษให้กับกลุ่ม Early Bird ที่เข้ามาจองก่อนในราคา 950 บาทต่อตารางเมตร ซึ่งถือว่าถูกมากเมื่อเทียบกับเรตราคาค่าเช่าออฟฟิศในระดับพรีเมี่ยมที่จะอยู่ในระดับประมาณ 1,200 บาทต่อตารางเมตร และภายหลังเปิดตัวอย่างเป็นทางการจะมีการปรับราคามาอยู่ที่ 1,000 -1,200 บาท โดยคาดว่าอัตรายอดจองจะขยับมาอยู่ที่ 70-80% และสามารถปล่อยพื้นที่เช่าทั้ง 100%ได้ภายในสิ้นปีหน้า

ขณะที่ คุณกิฟท์ วริษา กล่าวว่า การรับไม้ต่อจากคุณพ่อที่แม้จะต้องเผชิญกับความท้าทายค่อนข้างมาก แต่มีความมั่นใจในศักยภาพของทำเล รวมทั้งจำนวน Supply ในพื้นที่ที่มีน้อยกว่าความต้องการจึงเชื่อได้ว่าจะมีผู้เช่าเต็มพื้นที่ ประกอบกับการได้ทีมงานที่เป็นมืออาชีพมาช่วยบริหารจัดการพื้นที่ปล่อยเช่าอย่างบริษัท โจนส์ แลง ลาซาลล์ (ประเทศไทย) จำกัด จึงเชื่อว่าจะสามารถบริหารจัดการพื้นที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ และสามารถคืนทุนได้ภายใน 10 ปี

“เราให้ความสำคัญกับการออกแบบพื้นที่เพื่อให้ใช้งานอย่างมีประสิทธิภาพได้สูงถึง 98% รวมทั้งการก่อสร้างที่คำนึงถึงทั้งเรื่องของฟังก์ชั่นและดีไซน์ โดยนำเทคโนโลยีการก่อสร้างจากเยอรมนีมาใช้ ทำให้ประหยัดต้นทุน แต่มีความปลอดภัยสูง วัสดุมีน้ำหนักเบา ยืดหยุ่น เก็บเสียง และทนแผ่นดินไหวได้ดียิ่งขึ้น รวมทั้งการนำเทคโนโลยีต่างๆ เข้ามาใช้ในระบบอำนวยความสะดวกและปลอดภัยในตัวอาคาร เช่น การสร้างทางเชื่อมต่อจากรถไฟฟ้าเข้ามาในตัวอาคาร การใช้ระบบ Carpark Automation เพื่อตอบโจทย์กลุ่มคนทำธุรกิจรุ่นใหม่”

ในแง่ของการอำนวยความสะดวกผู้คนภายในตึก ได้มีการจัดสรรพื้นที่ Retail ไว้ที่ชั้น 1,2 ,30 และชั้น34 ซึ่งถือเป็น Rooftop ที่มีทำเลและวิวดีที่สุดของตึก เพื่อจัดเป็นพื้นที่ Public ที่ให้ทุกคนภายในตึกสามารถเป็นเจ้าของ และสามารถเข้ามาใช้บริการได้เช่นเดียวกัน รวมทั้งมีพื้นที่ Co-Working Space ประมาณ 3,200 ตร.ม. เพื่อรองรับกลุ่มคนทำงานฟรีแลนซ์หรือกลุ่มสตาร์ทอัพที่มีจำนวนเพิ่มมากขึ้นในปัจจุบัน

ดีมานด์ออฟฟิศทองหล่อยังเติบโต


สิ่งสำคัญที่ผู้เช่าพื้นที่ออฟฟิศสำนักงานต้องการมี 4 ปัจจัยหลัก ประกอบด้วย 1. โลเคชั่น ต้องเดินทางสะดวก อยู่ใกล้รถไฟฟ้าหรือรถไฟใต้ดิน 2. มีที่จอดรถเพียงพอ 3 Retail Support  มีจำนวนร้านค้าเพื่อรองรับและให้บริการผู้เช่าอย่างเพียงพอ และ 4. ระดับราคาค่าเช่า มีความสมเหตุสมผล และคุ้มค่าต่อการใช้งาน

ขณะที่ผลสำรวจปี 2017-2018  พฤติกรรมผู้เช่าปัจจุบันไม่ได้มองเฉพาะอาคารที่ตอบสนองในแง่ของการใช้พื้นที่อย่างมีประสิทธิภาพ แต่ภาพลักษณ์ของทำเลส่งผลต่อการตัดสินใจ โดยเฉพาะผู้ประกอบการ Gen Y ยุคใหม่ที่กล้าแตกต่างจะให้ความสำคัญกับรูปลักษณ์ของอาคารทั้งภายนอกและภายในที่ทันสมัย สะท้อนถึงภาพลักษณ์ธุรกิจของตัวผู้เช่า การเข้าถึงของ BTS คืออีกปัจจัยที่สำคัญไม่แพ้กัน รวมทั้งสิ่งอำนวยความสะดวกที่มีอยู่ในตัวตึก เช่น Co-Working space ที่ไม่จำเป็นต้องนั่งทำงานอยู่แค่ในพื้นที่เช่าของตัวเอง ร้านอาหารในอาคาร หรือย่านที่ทางผู้เช่าสามารถที่จะไปสังสรรค์หลังเลิกงานได้ทันที

เห็นได้ว่าทองหล่อนับเป็นทำเลที่มีศักยภาพทั้งภาพของธุรกิจและไลฟ์สไตล์  อาคารสำนักงานในย่านนี้จะประกอบไปด้วยบริษัททั้งระดับประเทศและระดับโลกจนแทบไม่มีซัพพลายเหลือ โดยปริมาณพื้นที่อาคารสำนักงานจากแยกทองหล่อถึงอโศกจะมีอยู่ประมาณ 2 แสน ตร.ม. แต่ส่วนใหญ่จะเหลือพื้นที่ห้องขนาดเล็กๆ ไม่กี่ร้อยตารางเมตร ไม่ค่อยเหลือพื้นที่ขนาดใหญ่ๆ ที่ติดกัน ทำให้พื้นที่สำนักงานบริเวณทองหล่อเป็นที่ต้องการสูงมาก ซึ่งโครงการที-วัน จะสามารถเข้ามาตอบโจทย์ทุกความต้องการต่างๆ เหล่านี้ได้อย่างครบถ้วน จึงน่าจะเป็นอาคารสำนักงานที่เป็นที่ต้องการของกลุ่มธุรกิจรุ่นใหม่อย่างแน่นอน