“เทคโนโลยี” คำนี้สำคัญอย่างไร สำหรับแบรนด์แฟชั่นอย่าง Uniqlo

0

ปัจจุบันนี้ Key Words สำคัญของวงการตลาดและโฆษณา หนีไม่พ้น Technology, Millennials, Disruptive ฯลฯ อะไรทำนองนี้ และบ่อยครั้งที่ BrandBuffet ก็นำเสนอกรณีศึกษาเรื่องราวของแบรนด์ที่เดินหน้าปรับตัวเองเข้ากับยุคสมัย และความเปลี่ยนแปลงของผู้บริโภค ล่าสุดเราได้มีโอกาสไปร่วมงานของ แบรนด์แฟชั่นชั้นนำระดับโลกอย่าง Uniqlo ซึ่งจัดขึ้นที่นิวยอร์ก และเมื่อเห็นชื่องานแล้ว ต้องบอกว่าเซอร์ไพร์สหนักมาก เพราะโปรดักต์“เสื้อผ้า” ทำไมถึงได้จัดนิทรรศการ The Art and Science of LifeWear วิทยศาสตร์และเทคโนโลยีในสินค้าประเภทนี้จะมีอะไรได้มากงั้นหรือ?  นี่คือสิ่งที่เราตั้งคำถามในใจก่อนเดินทางไปถึง และเมื่อได้เข้าร่วมงานจริง กลับเซอร์ไพร์สหนักกว่า เพราะเรื่องราวของ “เทคโนโลยี” ที่ถูกถักทอผ่านเส้นใยได้แทรกซึมผ่านเสื้อผ้าทุกชิ้นของ Uniqlo มากกว่าที่คิด

Torray เบื้องหลังความสำเร็จของ Uniqlo

Uniqlo เป็นแบรนด์เสื้อผ้าที่ถือกำเนิดจากธุรกิจครอบครัวของ ทาดาชิ ยาไน ซึ่งเดิมครอบครัวของเขาตัดชุดสูท และเสื้อผ้าสำหรับผู้ชาย ในจังหวัดที่ชื่อไม่คุ้นสำหรับคนไทยอย่าง “ยะมะงุชิ” ต่อมาเขาขยายสินค้าด้วยแนวคิด Made For All เป็นเสื้อผ้าที่ใส่ได้ทุกคน จนกระทั่งแจ้งเกิดที่ญี่ปุ่นอย่างเต็มตัว ด้วยด้วยผลิตภัณฑ์เสื้อกันหนาวที่เรียกว่า FLEECE (เสื้อกันหนาวผ้าฟลีซขนๆ ที่เราคุ้นเคยกัน) ด้วยคุณสมบัติกันหนาวได้ดี แต่สวมใส่สบายไม่หนาเกะเกะ และมีราคาย่อมเยาว์เข้าถึงได้ในวงกว้าง ในยุค 1990 เป็นต้นมา Uniqlo ก็กลายเป็นสินค้าขึ้นชื่อของญี่ปุ่น ที่ว่ากันว่าในตู้เสื้อผ้าของคนญี่ปุ่นต้องมีผลิตภัณฑ์ของ Uniqlo อย่างน้อย 3 ชิ้นขั้นต่ำ แล้วส่งให้ราวทศวรรษที่ 1990 เป็นต้นมา ซีอีโอของยูนิโคล่ทาดาชิ ยาไน กลายเป็นนักธุรกิจที่ร่ำรวยที่สุดในญี่ปุ่น

นี่เองจึงถือเป็น Key Learning หนึ่งที่สำคัญของแบรนด์ยูนิโคล่ได้เรียนรู้ว่าความแตกต่างในวงการแฟชั่น สามารถสร้างขึ้นด้วย “เทคโนโลยี”

และสำหรับองค์กรแฟชั่นจะสร้างสรรค์เทคโนโลยีขึ้นมาเอง ก็เลือกที่จะจับมือกับพันธมิตรอย่าง “Torray” บริษัทที่ให้คำจำกัดความของตัวเองว่า Innovation by Chemistry บริษัทที่มีความยอดเยี่ยมทางการคิดค้นเคมีเพื่อสร้างสรรค์นวัตกรรมที่ช่วยให้มนุษย์ใช้ชีวิตได้ดีขึ้น ซึ่งเป็นนโยบายในแนวทางเดียวของยูนิโคล่ ทั้งสองแบรนด์จึงร่วมมือกันสร้างสรรค์นวัตกรรมด้านแฟชั่น ซึ่งทั้ง 2 จับมือกันมาเป็นปีที่ 15 แล้ว

Tadashi Yanai (ซ้าย) Chairman, President & CEO of Fast Retailing Co., LTD. และ Akihiro Nikkaku(ขวา) President of Toray Industries, Inc.

จากห้วงอวกาศ สู่พื้นดิน Torray ลุยได้หมด 

ความร่วมมือของทั้ง 2 บริษัท อยู่ในระดับที่เรียกได้ว่ารวมเป็นเนื้อเดียวกัน ทาง Torray เข้าร่วมประชุมกับ Uniqlo ตั้งแต่ขั้นตอนการดีไซน์ โดยอาศัยความถนัดของตัวเอง ที่ผ่านมาผลงานของ Torray และบริษัทลูกของ Torray ซึ่งมีแต่เรื่องที่ล้วนแล้วแต่ไกลตัวเรื่องแฟชั่น ไม่ว่าจะเป็น วัสดุที่ใช้บนเครื่องบินโบอิ้ง วัสดุที่ใช้ในยานยนต์ที่สำรวจอวกาศ แบตเตอรี่ในรถโตโยต้า จักรยานที่วิ่งเร็วที่สุดในโลก

คันนี้แหละที่ไปร่วมสำรวจดวงจันทร์มาแล้ว
จักรยาน(ที่หน้าตาไม่เหมือนจักรยาน) แต่การออกแบบและวัสดุนี่แหละ ที่ทำให้มันเร็วที่สุดในโลก

แล้วทั้งหมดนี้เกี่ยวข้องกับเสื้อผ้าอย่างไร

ภายในงานนิทรรศการ The Art and Science of LifeWear นี่แหละที่ตอบคำถามว่า “เทคโนโลยี” ได้ถูกนำมาใช้ในเสื้อผ้า ไม่ว่าจะเป็น Dry-Ex ซึ่งเส้นใยความยืดหยุ่นสูง, AIRism ที่แสดงให้เห็นว่าลื่นกว่าเสื้อผ้าชนิดอื่นอย่างเห็นได้ชัด

เจ้าหน้าที่ท่านนี้เป็นคนไทย มาจากบริษัทลูกของ Torray ที่ตั้งอยู่ในประเทศไทย อธิบายเรื่องการระบายความชื้นจาก AIRism ที่ดีกว่าผ้าชนิดอื่น

Ultra Light Down งานชิ้นโบว์แดงของความสัมพันธ์

ผลงานของความร่วมมือของทั้งสองบริษัทที่เด่นชัดที่สุดก็คงจะเป็นเสื้อ Ultra Light Down ที่วันนี้คนไทยรู้จักดีแล้วว่าเป็นเสื้อกันหนาวที่ฤดูท่องเที่ยวแบบนี้จะขายดีเป็นพิเศษ ด้วยคุณสมบัติที่เบา พกพาง่าย เข้ากับไลฟ์สไตล์ท่องเที่ยวของคนมิลเลนเนี่ยลที่ต้องการสัมผัสประสบการณ์ใหม่ๆ อยู่เสมอ

โชว์ความเบา เทียบกับสินค้าอื่นที่ไม่ใช่ Ultra Light Down

Ultra Light Down ที่แฟนๆ ยูนิดโคล่รู้ดีกว่า ความดีงามอยู่ที่มันประหยัดพื้นที่ในกระเป๋าเดินทาง

นี่คือผลิตภัณฑ์ที่แสดงถึงความชัดเจนในพลังของ “เทคโนโลยี” ซึ่งมีคุณค่าแฝงอยู่ภายใน ผู้บริโภคต้องมาหยิบจับ ทดลองใส่ด้วยตัวเองเท่านั้นถึงจะรู้ว่ามันแตกต่าง จนกลายเป็นสินค้าที่ทุกวันนี้กลายเป็นหนึ่งใน Signature ของยูนิโคล่ไปแล้ว ต้องยอมรับอย่างตรงไปตรงมาว่าสินค้ากลุ่ม Ultra Light Down มีดีไซน์ที่ไม่ได้หวือหวามากนัก (นอกจากคอลเลกชั่นของนักออกแบบดัง) ทำให้นำเสนอผ่านรูป หรือว่า Lookbook แบบเดียวกับสินค้าแฟชั่นแบรนด์อื่นได้ในระดับหนึ่งเท่านั้น แต่ถ้าได้มาสัมผัสแล้วจะพบว่าความเบา แต่ให้ความอบอุ่นได้เป็นหัวใจสำคัญ ซึ่งเบื้องหลังก็คือวิทยาศาสตร์ที่บรรดาลให้เสื้อผ้าที่ดูเรียบๆ กลายเป็นไอเท็มที่ขาดไม่ได้ของนักเดินทางไปเลย

 

และ “เสื้อผ้า” ของวันพรุ่งนี้ จะเป็นอย่างไร

เห็นเบื้องหลังของเสื้อผ้าที่วางจำหน่ายอยู่ทุกวันนี้ไปแล้ว คำถามที่ผุดขึ้นมาในใจก็คือ แล้ว “อนาคต” ในวันที่ทรัพยากรของโลกลดลง ผู้คนเผชิญหน้ากับปัญหาสารพัดอย่าง ไม่ว่าจะเป็นสิ่งแวดล้อม โรคภัย รวมทั้งผู้บริโภคมีความต้องการ เรียกร้องจากแบรนด์สูงขึ้นละ Uniqlo และ Torray จะตอบสนองได้อย่างไร นี่คือคำตอบที่ บอกได้เลยว่าเด็ดจริง

กับโปรเจ็กต์ทดลอง และหลายอย่างค่อยๆ เป็นจริงแล้ว

เสื้อที่ติดแผงโซล่าร์เซลล์ที่อยู่ที่ตัวเสื้อ ช่วยเก็บพลังงานเอาไว้ เพื่อให้ความอบอุ่นหรือว่าไปไกลถึงขนาดต่อสายชาร์จแบตฯ โทรศัพท์ได้

ความรู้ทางวิทยาศาสตร์ที่ถูกฝั่งลงไปในวัสดุ ทำให้สีสันของผ้าหลากหลาย เหมือนตอนที่เกิดไวรัลในโซเชี่ยลมีเดีย “เสื้อตัวนี้สีอะไร” แต่นี่คือ “ความจงใจ” ให้เกิดปรากฏการณ์นั้น เพื่อทำให้การออกแบบเสื้อผ้า สนุก และสามารถทำลายข้อจำกัดได้มากกว่าที่เคย

เชื่อมโยงระหว่างเสื้อผ้ากับเทคโนโลยีทางการแพทย์ ทำให้แค่สวมใสเข้าไปก็บอกอุณหภูมิ อัตราการเต้นของหัวใจ และเรื่องราวของสุขภาพอื่นๆ เบื้องต้น เพื่อป้องกันอันตรายที่อาจเกิดขึ้น เหมาะกับการพัฒนาศักยภาพของนักกีฬาขณะฝึกซ้อม คนที่ต้องเดินทางไกล และคนรักสุขภาพทั้งหลาย ซึ่งเป็นสอดคล้องกับเทรนด์ของผู้บริโภค

ปิดท้ายด้วยโปรเจ็กท์ที่ใกล้กับความจริงมากที่สุด กับการคิดค้นเส้นใยที่มีความนุ่ม ยืดหยุ่นเป็นพิเศษ เพื่อช่วยให้ผู้ป่วยที่มีอาการแพ้ หรือเป็นโรคทำให้เคลื่อนไหวลำบาก ใส่เสื้อผ้าได้ง่ายขึ้น ซึ่งตอนนี้กำลังเริ่มทดลองที่โรงพยาบาลในญี่ปุ่นแล้ว รวมทั้งพัฒนาต่อยอดไปเป็นเสื้อผ้าสำหรับผู้สูงอายุ กับนักกีฬาบางประเภทได้อีกด้วย

 

ทั้งหมดนี้คือความสัมพันธ์ของ “แฟชั่น” กับ “เทคโนโลยี” ที่ไม่น่าเชื่อว่าแบรนด์เสื้อผ้าอย่าง Uniqlo ซึ่งเป็นแบรนด์ที่ปัจจุบันนี้คนไทยใกล้ชิดมากขึ้นเรื่อยๆ ด้วยระดับราคาหลักร้อย-พัน จับต้องได้สบาย ดีไซน์เรียบ แต่ก็ Mix& Match ได้ง่าย จะให้ความสำคัญขนาดนี้ และตามสไตล์แบรนด์ญี่ปุ่นที่ไม่ได้คิดถึงแค่วันนี้เท่านั้น แต่วางแผนระยะยาวในอนาคตไว้เรียบร้อยแล้ว … ท่ามกลางสมรภูมิการแข่งขันของ Fast Fashion ที่แบรนด์สัญชาติอเมริกา และยุโรปต่างก็เข้ามาขอมีส่วนแบ่งในกระเป๋าตังค์คนทั่วโลก โดยอาศัย “ดีไซน์” และ ความรวดเร็วของการเปลี่ยนคอลเลกชั่น เป็นตัวชูโรง ยูนิโคล่ขอสร้างความผูกพันและคุณค่าด้วยเทคโนโลยีที่แฝงอยู่ภายใน ถึงแม้จะเป็นงานยาก แต่สำหรับธุรกิจระยะยาวแล้ว แบบนี้ “ยั่งยืน” กว่าเห็นๆ