ถอดบทเรียน “เฮียฮ้อ” ไม่ยึดติดความสำเร็จในอดีต ขยายธุรกิจจากค่ายเพลง สู่สุขภาพ-ความงาม

“ในการทำธุรกิจ เราต้องตามเทรนด์ ตามทิศทางโลกว่าเปลี่ยนแปลงไปอย่างไร และไม่ยึดติดกับความสำเร็จเดิมๆ ในอดีต เพราะบางครั้งการอยู่กับที่เดิมๆ อยู่ใน Comfort Zone มีความเสี่ยงกว่าการเดินไปข้างหน้า เพื่อไปยังที่ๆ ใหม่ แม้ที่ใหม่นั้น อาจไม่ใช่สิ่งที่เราคุ้นเคยมาก่อน แต่ถ้าเรามีการวิเคราะห์ธุรกิจ และประเมินความเสี่ยงของธุรกิจใหม่ที่ดี ที่ใหม่นั้น อาจมีความเสี่ยงน้อยกว่าการอยู่ใน Comfort Zone” “เฮียฮ้อ – สุรชัย เชษฐโชติศักดิ์” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท อาร์เอส จำกัด (มหาชน) เล่าวิธีคิดการทำธุรกิจในสไตล์ “อาร์เอส” เพื่อสร้างการเติบโตของธุรกิจ ท่ามกลางคลื่นความเปลี่ยนแปลงในแต่ละยุคสมัย

เปิดอาณาจักร “อาร์เอส” จากยุคเทปคาสเซ็ท สู่ธุรกิจสื่อ และความงาม

หากย้อนกลับไปเส้นทางธุรกิจของ “เฮียฮ้อ” และอาณาจักร “อาร์เอส” อยู่กับความเปลี่ยนแปลงมาตลอดทุกยุคสมัย นับตั้งแต่ร่วมกับพี่ชาย “เฮียจั๊ว – เกรียงไกร เชษฐโชติศักดิ์” ทำธุรกิจตู้เพลงและอัดเพลงจากแผ่นเสียงลงเทป ภายใต้ตรา “ดอกกุหลาบ” ก่อนจะจัดตั้งเป็นบริษัทอย่างเต็มตัวด้วยเงินลงทุน 50,000 บาท ในนาม “Rose Sound” ถือเป็นปฐมบทของอาณาจักร “อาร์เอส”

จากนั้นในปี 2525 ตัดสินใจเปลี่ยนธุรกิจ มาทำ “ค่ายเพลง” ที่เน้นตลาดวัยรุ่น ในชื่อ “บริษัท อาร์.เอส.ซาวด์ จำกัด” ใช้เงินลงทุนเบื้องต้น 2 – 3 ล้านบาท มีศิลปินในสังกัดวงแรก คือ วงอินทนิน และตามมาด้วยคีรีบูน, ฟรุตตี้, ซิกเซ้นต์, บรั่นดี และเรนโบว์

Photo Credit : rsfriends YouTube

ต่อมาจุดเปลี่ยนครั้งใหญ่ของ “อาร์เอส” เริ่มต้นขึ้นอีกครั้ง ในปี 2535 เป็นต้นมา ได้เปลี่ยนชื่อบริษัทฯ เป็น “บริษัท อาร์.เอส. โปรโมชั่น 1992 จำกัด” พร้อมทั้งประกาศจุดยืนจากบริษัทเพลง มาเป็น “บริษัทบันเทิงครบวงจร” และตั้งบริษัทลูก เพื่อรุกธุรกิจบันเทิงในสาขาอื่นๆ นอกเหนือจากธุรกิจเพลง เช่น รายการวิทยุ รายการโทรทัศน์ ละคร ภาพยนตร์

Photo Credit : rsfriends YouTube

ในปี 2549 ได้ปรับเปลี่ยนชื่อบริษัทฯ เป็น “บริษัท อาร์เอส จำกัด (มหาชน)” เพื่อให้สอดคล้องกับลักษณะการประกอบธุรกิจ พร้อมเปิดตัวโลโก้ใหม่

จากนั้นในยุค “ทีวีดาวเทียม” บูม อาร์เอสกระโดดเข้าสู่ธุรกิจนี้ด้วยเช่นกัน โดยเปิดสถานีของตนเอง ซึ่งถือเป็นจุดเริ่มต้นของ “ช่อง 8” ที่มาจากการอยู่บนทีวีดาวเทียมก่อน และทันทีที่ กสทช. เปิดประมูล “ทีวีดิจิทัล” เมื่อปี 2556 “อาร์เอส” เข้าร่วมประมูลด้วยเช่นกัน โดยเป็นหนึ่งในผู้ประกอบการที่ได้ช่องทั่วไปความคมชัดปกติ (SD) จึงได้ตัดสินใจย้าย “ช่อง 8” มาออกอากาศบนทีวีดิจิทัล

ความเปลี่ยนแปลงยังคงถาโถมเข้ามาเป็นระลอก ยิ่งในยุคดิจิทัล ได้สร้างความเปลี่ยนแปลงต่อ “อุตสาหกรรมเพลง” มหาศาล นี่จึงทำให้ “กลุ่มธุรกิจเพลง” ของอาร์เอส ต้องปรับตัวครั้งใหญ่ เพื่อให้อยู่รอดได้ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงของยุคสมัย

ทั้งนี้ หนึ่งในหนทางที่ “อาร์เอส” ใช้สร้างการเติบโตให้กับองค์กรได้อย่างแข็งแกร่ง คือ ไม่ยึดติดอยู่แค่ในธุรกิจเดิมที่เคยทำมา หากแต่ได้ขยายออกสู่ธุรกิจใหม่ที่ไม่เคยทำมาก่อน แต่มี Market Size ใหญ่ และมีโอกาสทางการตลาดสูง นั่นคือ “ธุรกิจสุขภาพและความงาม”

ครั้งหนึ่ง “เฮียฮ้อ” เคยเล่าให้ฟังว่า ตลอดชีวิตที่ทำธุรกิจมา มีการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญ 3 – 4 ช่วง ช่วงแรก เริ่มต้นจากธุรกิจแผ่นเสียง เปลี่ยนมาเป็น “ยุคเทปคาสเซ็ท” หลังจากทำธุรกิจเพลงไปได้กว่า 10 ปี อุตสาหกรรมเพลงก็เปลี่ยนเข้าสู่ “ยุคซีดี” แต่นั่นยังไม่ใช่จุดเปลี่ยนครั้งใหญ่ !

ทว่าความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ เกิดขึ้นเมื่อครั้งเปลี่ยนผ่านเข้าสู่ “ยุคดิจิทัล” นับตั้งแต่ MP3 เป็นต้นมาถึงทุกวันนี้ ซึ่งไม่ใช่ส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมเพลงในไทยเท่านั้น หากแต่กระทบไปทั่วโลก ขณะเดียวกันอีกก้าวสำคัญของ “อาร์เอส” คือ การเข้าสู่ “ธุรกิจสื่อ” และ “ธุรกิจสุขภาพและความงาม”

“ไม่มีใครต้านทานการเปลี่ยนแปลงของโลกได้ ดังนั้นทุกครั้งที่มีการเปลี่ยนแปลง สิ่งหนึ่งที่สอนเรา คือ ความพร้อมในการปรับตัว และการยอมรับในสิ่งที่โลกเปลี่ยน ถึงแม้ในบางสถานการณ์ การยอมรับความเปลี่ยนแปลงจะเป็นเรื่องเจ็บปวด และมนุษย์ หรือแม้แต่หลายๆ องค์กร ไม่ชอบการเปลี่ยนแปลง เพราะเราไม่รู้ว่าเปลี่ยนแล้วจะไปเจอกับอะไร แต่ในโลกความเป็นจริง ไม่มีใครต้านทานความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น

เป็นความเชื่อส่วนตัวผมด้วยว่า ทุกครั้งเมื่อมีสัญญาณว่าจะเกิดการเปลี่ยนแปลง มันสอนเราว่า เราต้องเชื่อก่อนว่าสิ่งที่กำลังจะมา มันมาแน่ๆ และคุณต้องเปลี่ยน ก่อนที่จะถูกบังคับให้เปลี่ยน นี่คือ สิ่งที่ทำให้ “อาร์เอส” ก้าวข้ามช่วงเปลี่ยนผ่านในแต่ละยุคมาได้ แม้บางช่วงจะลำบากในการเปลี่ยนผ่าน แต่พอเราผ่านช่วงนั้นมาได้ เราจะสามารถอยู่ได้อย่างแข็งแกร่งในยุคต่อๆ ไป

เพราะฉะนั้นสิ่งที่ “อาร์เอส” ต้องมี คือ ความพร้อมในการแข่งขัน และการมองหา “น่านน้ำใหม่” น่านน้ำไหนที่มีทรัพยากรมาก มีปลาเยอะ “อาร์เอส” จะไปที่นั่น ผมไม่เคยเชื่อเรื่อง Blue Ocean เพราะ Blue Ocean มีไม่นาน สักพักทุกคนจะวิ่งมา และกลายเป็น Red Ocean ดังนั้นสิ่งสำคัญ คือ เราต้องเป็นผู้ชนะใน Red Ocean”

เปลี่ยนผ่านเข้าสู่อาร์เอส ยุคธุรกิจไร้กรอบ

“ปีนี้ เป็นปีที่มีความสำคัญ และมีความหมายมากสำหรับ RS เพราะถือเป็นจุดเปลี่ยนของการทำธุรกิจมากว่า 35 ปี และแผนธุรกิจของอาร์เอสในปีนี้ มีความน่าท้าทาย เพราะถือเป็นการเริ่มต้น “ยุคใหม่” ของธุรกิจอาร์เอส ภายใต้ Business Model ใหม่

สำหรับปี 2018 เป็นอีกปีที่มีความท้าทายในการทำธุรกิจของอาร์เอส เราคิดว่าหลังจากอาร์เอส Transform ธุรกิจสำเร็จ วันนี้เรามี Business model ที่ตอบโจทย์การทำธุรกิจที่มีความแข็งแกร่งอย่างยั่งยืน และพร้อมรับมือกับการเปลี่ยนแปลงของโลก ที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว” เฮียฮ้อ เผยถึงการปรับ Business Model องค์กรครั้งใหญ่

Business Model ใหม่ของ “อาร์เอส” ที่ว่านี้ คือ การขับเคลื่อนองค์กรภายใต้แนวคิด “ทำธุรกิจใหม่ไร้กรอบ” (Beyond the Limit) เพื่อเปิดโอกาสกับธุรกิจใหม่ๆ ที่น่าสนใจ และมีโอกาสทางการตลาดสูง ขณะที่เป้าหมายรายได้ปีนี้ คาดว่าจะอยู่ที่ 3,550 ล้านบาท และในปี 2018 คาดว่าจะทำได้ไม่ต่ำกว่า 5,300 ล้านบาท แบ่งเป็น

– ธุรกิจสื่อ รายได้ 2,450 ล้านบาท (46%)
– ธุรกิจสุขภาพและความงาม รายได้ 2,500 ล้านบาท (47%)
– ธุรกิจเพลง รายได้ 250 ล้านบาท (5%)
– ธุรกิจรับจ้างและผลิตกิจกรรม รายได้ 100 ล้านบาท (2%)

ยุทธศาสตร์สำคัญที่จะผลักดันให้รายได้ในปี 2018 เป็นไปได้