JD.CO.TH กุญแจสู่ New Economy ของกลุ่มเซ็นทรัล เมื่อค้าปลีกก้าวจาก Modern Trade สู่ Cyber Trade

1

หลังประกาศความร่วมมือทางธุรกิจระหว่างกลุ่มเซ็นทรัล ผู้นำธุรกิจค้าปลีกของประเทศไทย กับ JD.com  ธุรกิจ E-Commerce Top 3 ของโลก และผู้นำธุรกิจรีเทลที่มีรายได้มากที่สุดในจีน ภายใต้มูลค่าการลงทุน 1.75 หมื่นล้านบาท โดยประเทศไทยถือเป็นประเทศในเอเชียที่ JD.com เลือกมาลงทุนเป็นแห่งที่ 2 จากที่ก่อนหน้านี้มีการลงทุนอยู่แล้วในประเทศอินโดนีเซีย

วันนี้ทั้งกลุ่มเซ็นทรัล และ JD.com ออกมาให้รายละเอียดและทิศทางการลงทุนจากนี้ที่ชัดเจนมากขึ้นแล้ว พร้อมด้วยเป้าหมายสำคัญในการขึ้นเป็นผู้นำธุรกิจ E-Commerce ของประเทศไทยในอนาคตอันใกล้นี้

โดยสิ่งแรกที่จะเกิดขึ้นหลังจากดีลนี้คือ การมีแพลตฟอร์มใหม่ JD.co.th ภายใต้การบริหารงานของ บริษัท เซ็นทรัลเจดี คอมเมิร์ซ ประเทศไทย หรือ  JD Central ซึ่งเป็นการร่วมทุนในสัดส่วนที่เท่ากันทั้งของกลุ่มเซ็นทรัลและ JD.com คือ 50:50 โดยขณะนี้อยู่ระหว่างการขออนุญาตเพื่อดำเนินธุรกิจในประเทศไทย คาดว่าจะเริ่มดำเนินการได้ประมาณเดือนเมษายน ปี 2561 ก่อนที่ความร่วมมือในมิติอื่นๆ จะตามมา

คุณทศ จิราธิวัฒน์ ประธานกรรมการ และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท กลุ่มเซ็นทรัล จำกัด กล่าวว่า ประเทศจีนได้รับการยอมรับว่ามีการพัฒนาในเรื่องของเทคโนโลยีในปัจจุบันเทียบเท่ากับอเมริกา และมีโอกาสที่จะพัฒนาแซงหน้าอเมริกาได้ในอนาคต ความร่วมมือกับบริษัทยักษ์ใหญ่ที่เป็นผู้นำอีคอมเมิร์ซและรีเทลจากจีนในครั้งนี้ จึงไม่ใช่เพียงก้าวสำคัญของกลุ่มเซ็นทรัลเท่านั้น แต่ยังนำไปสู่การพัฒนา Digital Economy Ecosystem ให้แข็งแรงและมีความสมบูรณ์ยิ่งขี้น

“JD เป็นพันธมิตรสำคัญเพื่อก้าวสู่ New Economy ของธุรกิจค้าปลีก ที่กำลังจะก้าวข้ามจาก Modern Trade ไปสู่ Cyber Trade ภายใต้ความร่วมมือหลักๆ 3 ด้าน ที่ JD เป็นผู้นำของโลก คือ 1. ผลักดัน JD.co.th ให้เป็นผู้นำในธุรกิจอีคอมเมิร์ซในประเทศไทย รวมทั้งระดับภูมิภาคในอนาคต  2. บริการ E-Finance หรือให้บริการด้าน FinTech และระบบชำระเงินต่างๆ  3. E-Logistic ซึ่ง JD ถือเป็นผู้นำในธุรกิจขนส่งในจีน โดยเฉพาะการพัฒนาโดรนมาใช้ในการส่งของ เพื่อช่วยให้เกษตรกรในจีนสามารถส่งสินค้าไปขายด้วยต้นทุนที่ลดลงถึง 75% ซึ่งองค์ความรู้นี้ยังสามารถนำมาใช้ต่อยอดในการ Transform ระบบโลจิสติกส์ของประเทศให้มีประสิทธิภาพที่เพิ่มมากขึ้นภายใต้ต้นทุนที่ลดลง”

นอกจาก 3 ความแข็งแกร่งของ JD ใน 3 เรื่องนี้แล้ว ผู้ถือหุ้นหลักของ JD ยังน่าสนใจและเพิ่มโอกาสของกลุ่มเซ็นทรัลให้เปิดกว้างมากยิ่งขึ้น เพราะ JD มี 2 ผู้ถือหุ้นหลักคือ กลุ่มเท็นเซ็นต์ของจีน และวอลมาร์ทของสหรัฐอเมริกา การจับมือครั้งนี้จึงเป็นการเพิ่ม Connection ให้ขยายออกไป รวมทั้งเป้าหมายที่จะช่วยกระตุ้นการค้าขายระหว่างไทย –จีน ให้เติบโตมากขึ้น จากที่ผ่านมา JD มีการซื้อสินค้าตรงจากซัพพลายเออร์คนไทยมูลค่ากว่า 1 หมื่นล้านบาท ไม่รวม Third Party ที่ซื้อสินค้ามาวางขายบนแพลตฟอร์ม JD.com  ซึ่งทาง JD ได้เผยแผนการสั่งซื้อสินค้าจากไทยเพิ่มเป็น 1 แสนล้านบาท ภายในอีก 2 ปีข้างหน้าด้วย

มั่นใจรุ่งแน่ เพราะไม่ได้เริ่มจากศูนย์

คุณญนน์ โภคทรัพย์  President of Central Group ได้ชี้แจงการลงทุนจากเม็ดเงิน 1.75 หมื่นล้านบาท ในครั้งนี้ จะแบ่งเป็นการลงทุนในการพัฒนาระบบโครงสร้างพื้นฐานของธุรกิจอีคอมเมิร์ซ และระบบโลจิสติกส์  50%  ส่วนที่เหลือจะใช้เพื่อการลงทุนในกลุ่มธุรกิจด้าน E –Finance และ FinTech ที่จะต้องมีการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานต่างๆ เพื่อรองรับระบบในการชำระเงินแบบอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งคาดว่า การพัฒนาในส่วนนี้จะเริ่มดำเนินงานได้หลังจากเว็บไซต์ JD.co.th ได้เริ่มเปิดให้บริการอย่างเป็นทางการ โดยคาดว่าเว็บไซต์จะเปิดได้ประมาณเดือนเมษายน 2561 และกลุ่มธุรกิจด้านการเงินจะเปิดได้หลังจากนั้นประมาณ 3-4 เดือน

สำหรับการลงทุนในกลุ่มธุรกิจอีคอมเมิร์ซจะเริ่มจากการพัฒนาแพลตฟอร์มและทดสอบระบบ รวมทั้งการลงทุนในเรื่องของคลังสินค้าและระบบโลจิสติกส์  ขณะที่ในธุรกิจการเงินจะเน้นการพัฒนาระบบ Payment Gateway หรือการพัฒนาเรื่อง FinTech ต่างๆ โดยเชื่อว่าธุรกิจอีคอมเมิร์ซของไทยยังมีโอกาสโตได้อีกมาก โดยเฉพาะในกลุ่ม B2C ที่ยังมีขนาดเล็กมาก รวมทั้งจำนวน SME ไทยที่ปัจจุบันเข้าถึง E-Commerce เพียง 2-3 หมื่นรายเท่านั้น จากจำนวน SME ที่มีอยู่เกือบ 3 ล้านราย

“เรามีความมั่นใจว่าความร่วมมือในครั้งนี้จะเป็นประโยชน์ทั้งต่อการพัฒนาเศรษฐกิจโดยรวม และต่อธุรกิจอีคอมเมิร์ซของไทย รวมทั้งเชื่อว่าจะส่งผลบวกในเรื่องของรายได้และผลประกอบการของบริษัทอีกด้วย เนื่องจากดีลนี้ไม่ได้เริ่มจากศูนย์ เพราะเซ็นทรัลเองเป็นผู้นำธุรกิจรีเทลในไทย มีศูนย์กระจายสินค้าและฐานลูกค้าที่กระจายอยู่ทั่วประเทศ ขณะที่ JD ก็เป็นบริษัทรีเทลอันดับหนึ่งในจีน การที่เบอร์หนึ่งจากทั้งสองประเทศร่วมมือกันในครั้งนี้  1+1  จึงไม่ได้ผลลัพธ์แค่ 2 แน่นอน แต่คือ 1+1 =11 ซึ่งจะเพิ่มขึ้นหลายเท่าตัว โดยคาดว่ารายได้จากช่องทางออนไลน์ในอีก 5 ปีข้างหน้าของกลุ่มเซ็นทรัลจะเพิ่มเป็น 15% จากปัจจุบันมีสัดส่วนประมาณ 1% จากรายได้รวมทั้งเครือกว่า 3.2 แสนลา้นบาท” ความร่วมมือของ 2 ผู้นำ จาก 2 ประเทศ ยังช่วยทำให้ Digital Economy Ecosystem ของกลุ่มเซ็นทรัลแข็งแรงและสมบูรณ์มากขึ้นในทุกๆ ด้าน ตามยุทธศาสตร์ Digital Centrality โดยเฉพาะใน 5 ด้านหลักๆ ดังนี้

E-Commerce : รวบรวมร้านค้าหลากหลาย ทั้งแฟลกชิพสโตร์ของกลุ่มเซ็นทรัล และสินค้าคุณภาพทั้งของไทยและต่างประเทศ รวมทั้งสินค้า SME

E-Logistic : พลิกโฉมการขนส่งแบบเดิมๆ ด้วยเทคโนโลยีที่ทำให้ส่งได้รวดเร็วและแม่นยำมากขึ้น เช่น การใช้โดรน Auto car พร้อมระบบในการจัดการ Supply Chain และ Automation Warehouse

E-Finance :  พัฒนาบริการ FinTech  เพื่อความสะดวกของลูกค้าและซัพพลายเออร์ มุ่งสร้าง E-Wallet และบริการทางการเงินออนไลน์ต่างๆ ที่ใช้งานได้ง่าย เตรียมพร้อมสู่ Cashless Society ในอนาคต

E-Data & Technology / E-Marketing :  พัฒนาเทคโนโลยีมาใช้ในการทำตลาดและส่งเสริมการขาย จากการวิเคราะห์ข้อมูล Big Data เช่น AI, คลาวด์ และแชตบอท  เพื่อต่อยอดในการปรับปรุงและพัฒนาเว็บไซต์และบริการฟินเทคให้ตอบโจทย์ลูกค้าได้ดียิ่งขึ้น

E-Experience :  ทุกมิติของการพัฒนาทั้งในเรื่องของคุณภาพสินค้า ข้อเสนอทางการตลาด คุณภาพในการจัดส่ง เว็บไซต์ที่มีสินค้าครบถ้วน ใช้งานง่ายเหมาะกับลูกค้าทุกเพศทุกวัย (User- Friendly)  ล้วนนำมาซึ่งประสบการณ์ที่ดีแก่ลูกค้า และทำให้ลูกค้าเลือกที่จะมาใช้บริการใน JD.co.th อย่างสม่ำเสมอ

นำ Best Practice จากจีนมาเป็นต้นแบบ

คุณริชาร์ด หลิว  ประธานกรรมการบริหารและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร JD.com กล่าวถึงการเลือกเป็นพันธมิตรกับทางกลุ่มเซ็นทรัลว่า เนื่องจากต้องการเรียนรู้ประสบการณ์ในฐานะธุรกิจค้าปลีกที่มีประสบการณ์ยาวนานมากว่า 70 ปีของเซ็นทรัล รวมทั้งมีหลักปรัชญาในการทำธุรกิจตรงกัน ทั้งการให้ความสำคัญสูงสุดกับความพึงพอใจของลูกค้า การให้ความสำคัญกับคุณภาพของสินค้าและบริการที่อยู่บนแพลตฟอร์มของตัวเอง รวมถึงการให้ความสำคัญกับการทำประโยชน์เพื่อสังคมในฐานะธุรกิจขนาดใหญ่โดยเฉพาะการช่วยเหลือกลุ่มเอสเอ็มอี และประชาชนทั่วประเทศ

“การที่ JD ขยายธุรกิจเข้ามาในประเทศไทย เพื่อสร้างประโยชน์ในการร่วมพัฒนาธุรกิจอีคอมเมิร์ซและโลจิสติกส์กับพันธมิตร ซึ่งปัจจุบันลูกค้าในจีน 57% ที่สั่งซื้อสินค้าจาก JD ได้รับสินค้าภายใน 5-7 ชั่วโมง ตามพื้นที่หัวเมือง และสามารถส่งสินค้าไปยังหัวเมืองรองและตามชนบทได้ภายใน 1 วันเท่านั้น โดยเชื่อว่าในความร่วมมือครั้งนี้จะเป็นโอกาสในการนำสินค้าที่มีคุณภาพทั้งจากไทยและจีนส่งมอบให้กับประชาชนทั้งสองประเทศ และยังมีส่วนในการผลักดันการค้าระหว่างสองประเทศให้เติบโตได้มากขึ้นด้วย”

ด้านคุณวินเซ็นต์ หยาง ผู้บริหารจาก JD.com และในฐานะประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เซ็นทรัลเจดี คอมเมิร์ซ ประเทศไทย กล่าวว่า การพัฒนาต่างๆ ของ JD.com จะเป็นต้นแบบในการนำมาใช้ในการพัฒนาธุรกิจอีคอมเมิร์ซของไทย ไม่ว่าจะเป็น Real-Time Delivery ซึ่งล่าสุด JD สามารถทำการส่งไอโฟน 8 ให้กับลูกค้าได้ภายใน 4 นาที 31 วินาที การใช้โดรนและโรบอทในการส่งสินค้า ที่จะช่วยลดต้นทุนจากการส่งแบบวิธีดั้งเดิมลงอีก 70% การพัฒนาระบบ Automated Warehouse & Store, Smart Home Technology, การรองรับระบบ VR Technology และการช้อปปิ้งได้จากทั่วโลก เช่น สามารถส่งกุ้งมังกรจากออสเตรเลียมาประเทศจีนได้ภายใน 48 ชั่วโมง

“ตลอด 13 ปีของ JD.com ธุรกิจเติบโตจากวันแรกจนถึงปัจจุบันหลายหมื่นเท่าตัว และยังมีการเติบโตเฉลี่ย 150% ทุกปี โดยเป็นบริษัทด้านเทคโนโลยีที่มีรายได้สูงสุดในประเทศจีน รวมทั้งเป็นธุรกิจค้าปลีกที่มีรายได้สูงสุดของจีนทั้งในกลุ่มออนไลน์และออฟไลน์  มีจำนวนร้านค้าบนแพลตฟอร์มากกว่า 1.3 แสนร้าน และจำนวนพนักงานทั่วโลกมากกว่า 1.5 แสนคน ขณะที่อนาคตอีคอมเมิร์ซของไทยยังมีโอกาสในการเติบโตได้อีกมาก โดยกลยุทธ์ที่ JD จะนำมาใช้ในประเทศไทย คือ การให้ความสำคัญกับลูกค้า การบริหารแบบ Localization และมองถึงการสร้างประโยชน์ร่วมกันแบบ Win Win เพื่อเติมเต็มสิ่งที่สำคัญต่อธุรกิจ คือ C.E.O ซึ่งหมายถึง Customer, Experience และ Officer นั่นเอง”