Specialty Coffee มาแรง “เนสท์เล่” ทุ่มหมื่นล้าน ถือหุ้นใหญ่ร้านกาแฟสุดฮิป “Blue Bottle Coffee”

นับวันร้านกาแฟสไตล์ “Specialty Coffee” หรือ “Slow Bar” จะขยายตัวอย่างรวดเร็ว ซึ่งในคำจำกัดความอย่างกว้างๆ ของร้านกาแฟรูปแบบนี้ คือ ร้านที่สรรหา-นำเสนอวัตถุดิบเมล็ดกาแฟคุณภาพดีจากแหล่งต่างๆ พร้อมทั้งใช้วิธีการชงแบบคลาสสิก เช่น Coffee Press, Siphon, Chemex เพื่อให้ลูกค้าได้สัมผัสกับประสบการณ์การดื่มกาแฟแบบลุ่มลึก ตั้งแต่เมล็ดกาแฟ ไปจนถึงกลิ่นและรสสัมผัสของกาแฟ หรือบางร้านมีนวัตกรรมการชงแบบใหม่ ซึ่งหาไม่ได้จากเชนร้านกาแฟที่ส่วนใหญ่ใช้เครื่องชง และเน้นความเร็วในการให้บริการ

ในอดีต “Specialty Coffee” เป็น Niche Market ที่กลุ่มลูกค้าหลักๆ เป็นคอกาแฟตัวจริงที่ชื่นชอบเครื่องดื่มกาแฟ และชอบที่จะได้ทดลองกาแฟจากหลากหลายแหล่งที่มา แต่ปัจจุบันแนวโน้มของ “Special Coffee” เริ่มขยายกว้างขึ้น และปรากฏให้เห็นตามเมืองใหญ่ของหลายประเทศ ไม่ว่าจะในสหรัฐฯ, ออสเตรเลีย, ญี่ปุ่น รวมถึงในไทย ทั้งในกรุงเทพฯ ตามย่านทองหล่อ-เอกมัย และเชียงใหม่ เกิดร้าน Specialty Coffee หรือ Slow Bar ขึ้นมากมาย

ถึงแม้ปัจจุบัน Specialty Coffee ยังไม่ได้มีขนาดตลาดใหญ่เมื่อเทียบกับเชนร้านกาแฟทั่วไป แต่การเติบโตอย่างรวดเร็วของเทรนด์นี้ ทำให้ยักษ์ใหญ่ในธุรกิจกาแฟหลายราย ต่างจับตามอง และไม่พลาดที่จะกระโดดเข้ามาในสนามนี้เช่นกัน

ดังเช่นล่าสุด “เนสท์เล่” (Nestlé) หนึ่งในยักษ์ใหญ่ธุรกิจอาหาร-เครื่องดื่มระดับโลก และเป็นเจ้าของแบรนด์กาแฟสำเร็จรูป “เนสกาแฟ” (Nescafé) และเครื่องชง-กาแฟแคปซูล “เนสเพรสโซ” (Nespresso) เข้าถือหุ้นใหญ่ 68% ในเชนร้านกาแฟและกาแฟคั่วบดภายใต้แบรนด์ “Blue Bottle Coffee” ด้วยมูลค่า 500 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 17,000 ล้านบาท โดยที่ผู้บริหาร Blue Bottle Coffee ยังสามารถดำเนินกิจการได้อย่างอิสระเหมือนที่ผ่านมา

“Blue Bottle Coffee” ก่อตั้งขึ้นในปี 2000 โดย “James Freeman” นักดนตรีฟรีแลนซ์ และหลงใหลในกาแฟ ขณะเดียวกันเขาต้องการสร้างเครื่องดื่มกาแฟคุณภาพสูง ที่ให้ทั้งความสดของเมล็ดกาแฟคั่วเสร็จใหม่ๆ และรสชาติกาแฟอย่างแท้จริง จึงเป็นที่มาของการเปิดร้าน “Blue Bottle Coffee” ซึ่งได้รับการขนานนามว่าเป็นคลื่นลูกที่สามของธุรกิจกาแฟ

ในช่วง 15 ปีที่ผ่านมา “Blue Bottle Coffee” ได้รับการระดมทุน 120 ล้านเหรียญจากนักลงทุนมากมาย เช่น Morgan Stanley, Fidelity Management and Research, True Ventures รวมถึงคนดังอย่าง Bono, Jared Leto, และ Tony Hawk กระทั่งทุกวันนี้กลายเป็นเชนร้านกาแฟ ที่มีสาขา ทั้งในซานฟานซิสโก เบย์ แอเรีย หรือที่เรียกกันว่าซิลิคอนวัลเลย์ แหล่งรวมบริษัทยักษ์ใหญ่ด้านเทคโนโลยีของโลก, นิวยอร์ก, ลอสแองเจอลิส, วอชิงตัน ดี.ซี. และตลาดนอกสหรัฐฯ อย่างโตเกียว และภายในสิ้นปีนี้ตั้งเป้าว่าจะมีสาขารวม 55 สาขา เพิ่มขึ้นจากปีที่แล้วที่มี 29 สาขา

การผนึกกำลังครั้งนี้ เป็น Win-Win ให้กับทั้งสองฝ่าย ไม่ว่าจะเป็น “เนสท์เล่” ที่การถือหุ้นใน Blue Bottle Coffee เป็นทางลัดทำให้เนสท์เล่เข้าตลาดกาแฟในสหรัฐอเมริกาได้ โดยเฉพาะธุรกิจร้านกาแฟ และได้ Know How ของธุรกิจนี้มาต่อยอด ขณะที่ “Blue Bottle Coffee” ได้การสนับสนุนด้านเงินลงทุนในการขยายธุรกิจให้เติบโตมากขึ้น

“เป้าหมายของผม ในฐานะ CEO ของ Blue Bottle Coffee ต้องสร้างธุรกิจนี้ให้มีความยั่งยืน และเติบโตต่อไปในอนาคต ซึ่งเรารู้สึกดีใจมากที่ได้จับมือกับเนสท์เล่ เพื่อผลักดันสู่เป้าหมายในระยะยาวที่นำพา Blue Bottle Coffee เป็นผู้นำในธุรกิจกาแฟรูปแบบ Specialty Coffee ระดับโลก” Bryan Meehan, CEO, Blue Bottle Coffee กล่าว

 

Source 

Photo Credit : Facebook Blue Bottle Coffee