เปิดใจ “นุ่น–วรนุช” บทพิสูจน์ใหม่กับการเป็น “นักธุรกิจ” ปั้นแบรนด์เครื่องสำอาง “WORRA”

resize-%e0%b8%99%e0%b8%b8%e0%b9%88%e0%b8%99-%e0%b8%a7%e0%b8%a3%e0%b8%99%e0%b8%b8%e0%b8%8a-%e0%b8%a0%e0%b8%b4%e0%b8%a3%e0%b8%a1%e0%b8%a2%e0%b9%8c%e0%b8%a0%e0%b8%b1%e0%b8%81%e0%b8%94%e0%b8%b5-2

เมื่อเอ่ยชื่อ “นุ่น – วรนุช” คนไทยทั้งประเทศรู้จักเธอในฐานะนักแสดงมากฝีมือ ที่ฝากผลงานมาแล้วมากมาย แต่ในอีกบทบาทหนึ่ง ที่คนส่วนใหญ่ยังไม่ค่อยรู้ หรือยังไม่โดดเด่นมากนัก คือ “นักธุรกิจ” ซึ่งที่ผ่านมาเธอเป็นหุ้นส่วนทำธุรกิจหลายประเภท ตั้งแต่โรงเรียนนาฏศิลป์นาฏก, ร้านอาหารแสนแซ่บ และแซบบาร์, ธุรกิจรถสุขาเคลื่อนที่ และรถบ้าน

มาวันนี้ “นุ่น – วรนุช” กำลังปลุกปั้นแบรนด์ด้วยเงินลงทุนของตัวเอง 100% จดทะเบียนในนามบริษัท WORRA Worldwide ภายใต้แบรนด์ “WORRA” โดยตั้งใจให้เป็นแบรนด์ด้านความงาม เริ่มต้นชิมลางด้วยผลิตภัณฑ์บำรุงผิวหน้า ก่อนจะดูการตอบรับของผู้บริโภค แล้วจึงขยายโปรดักส์ไลน์ไปสู่กลุ่มผลิตภัณฑ์ความงามอื่นๆ

“นุ่นสนใจธุรกิจเครื่องสำอางและบำรุงผิวประมาณ 7 – 8 ปีแล้ว และอยากมีแบรนด์เป็นของตัวเอง แต่เวลานั้นด้วยความที่ยังไม่มีความรู้มากนัก จึงไม่ใช่จังหวะเหมาะสม จนกระทั่งเมื่อ 2 ปีที่แล้ว ได้จังหวะที่ดี จึงเริ่มพัฒนาอย่างจริงจัง ด้วยงบลงทุน 20 ล้านบาท ซึ่งเราไม่ได้มองเฉพาะตลาดในประเทศเท่านั้น แต่ในอนาคตต้องการนำแบรนด์นี้ขยายออกไปสู่ตลาดต่างประเทศ” นุ่น – วรนุช ภิรมย์ภักดี เปิดใจความรู้สึกการเข้ามาทำตลาดเครื่องสำอางและผลิตภัณฑ์บำรุงผิว

resize-worra

ขณะที่กลุ่มเป้าหมายผลิตภัณฑ์ครีมบำรุงผิวหน้า เจาะกลุ่มผู้หญิงอายุ 18 – 45 ปี วางราคา 2,480 บาท โดยช่วงแรกทำโปรโมชั่น ในราคา 1,480 บาท เพื่อกระตุ้นความสนใจผู้บริโภคกลุ่มเป้าหมายให้เกิดการทดลองใช้ ขณะที่ช่องทางการจัดจำหน่าย สเตปแรกจะขายผ่านช่องทางออนไลน์ ทั้งทาง Line, IG, Facebook รวมทั้งทางโทรศัพท์ โดยคาดว่ากลุ่มลูกค้าที่จะซื้อ มีทั้งกลุ่มแฟนคลับ และผู้บริโภคที่ต้องการลองสินค้าใหม่ๆ

“ขณะนี้กำลังเลือกตัวแทนจำหน่ายรายใหญ่ เพื่อดูแลการจัดจำหน่าย โดยเรายังไม่รับตัวแทนรายย่อย เพราะไม่ต้องการให้เกิดการขายตัดราคากัน ซึ่งเป็นปัญหาที่หลายๆ แบรนด์กำลังเจอในขณะนี้ โดยหลังจากเปิดตัววันนี้ ภายใน 1 – 2 อาทิตย์นี้ จะติดตามการตอบรับจากผู้บริโภค เพื่อดูทิศทางการตลาดว่าจะเพิ่มเติมอะไรต่อไป เพราะด้วยความที่เราไม่ใช่บริษัทใหญ่ จึงต้องดูผลประกอบการเป็นระยะๆ และทำธุรกิจด้วยความระมัดระวัง โดยตั้งเป้าว่าภายใน 1 เดือนนับจากนี้ จะมียอดขายประมาณ 10,000 กระปุก จากนั้นในช่วงสงกรานต์ วางแผนเปิดตัวผลิตภัณฑ์ครีมกันแดด”

อย่างไรก็ตาม ก่อนที่จะมาเป็นแบรนด์ผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางและผลิตภัณฑ์บำรุงผิว “WORRA” เมื่อ 4 ปีที่แล้ว “นุ่น – วรนุช” ใช้แบรนด์นี้ทำตลาดหมวกปานามา และชุดแต่งงาน เพื่อปูทางให้คนรู้จักแบรนด์ “WORRA” และจากนี้ไปแบรนด์นี้ จะโฟกัสอยู่ที่ตลาดผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางและบำรุงผิว

แน่นอนว่าการเข้าสู้ธุรกิจนี้ ย่อมไม่ง่าย ! เพราะธุรกิจความงามในเมืองไทยแข่งขันรุนแรง มีทั้งแบรนด์ไทยด้วยกันเอง และแบรนด์ระดับโลก แต่อาวุธที่ “นุ่น – วรนุช” จะใช้ในการแข่งขันคือ จุดขายความเป็นตัวเธอ ที่มีฐานแฟนคลับ บวกกับ “ภาพลักษณ์แบรนด์” และ “สินค้า” ที่เชื่อมโยงกับความเป็นนุ่น – วรนุช ที่สะท้อนภาพความเป็นผู้หญิงทันสมัย ดูแลตัวเอง หรูหรา(Luxury) แต่เข้าถึงได้ และการมีทีมงานช่วยดูแลด้านการตลาดและการขาย

resize-%e0%b8%99%e0%b8%b8%e0%b9%88%e0%b8%99-%e0%b8%a7%e0%b8%a3%e0%b8%99%e0%b8%b8%e0%b8%8a-%e0%b8%a0%e0%b8%b4%e0%b8%a3%e0%b8%a1%e0%b8%a2%e0%b9%8c%e0%b8%a0%e0%b8%b1%e0%b8%81%e0%b8%94%e0%b8%b5-3

ขณะที่ตลาดต่างประเทศ เล็งไว้ที่จีน จะเริ่มไปทำตลาดที่นั่นประมาณเดือนพฤษภาคมปีนี้, ลาว เริ่มในปีนี้ ขณะที่เมียนมาร์ อยู่ในแผนที่จะขยายตลาดในอนาคต

เหตุผลที่เลือกไปจีน เนื่องจากมีฐานแฟนคลับอยู่แล้ว และทุกวันนี้คนจีนเดินทางมาท่องเที่ยวในไทยจำนวนมาก และนิยมสินค้าไทย ซึ่งการทำตลาดและการขายที่นั่น จะจับมือกับผู้ประกอบการ “Thai Pavilion” มี 7 สาขาในจีน ทำหน้าที่ในการกระจายสินค้าเข้าร้านเครื่องสำอางในจีน ควบคู่กับการใช้โมเดลขายผ่านออนไลน์ ส่วนการเจาะตลาดลาว เนื่องจากผู้บริโภคชาวลาวรู้จักและใช้สินค้าไทย ดาราไทย ดูละครไทยอยู่แล้ว จึงเชื่อว่าแบรนด์จะเป็นที่รับรู้ในกลุ่มผู้บริโภคชาวลาว

“เรามั่นใจว่าคนที่ซื้อสินค้าของ WORRA มีทั้งกลุ่มแฟนคลับ ซึ่งเป็นข้อดีของการเป็นนักแสดง ทำให้มีคนรู้จักอยู่แล้ว พร้อมให้การสนับสนุนเรา และกลุ่มผู้ใช้สินค้าจริง เพราะพฤติกรรมผู้บริโภคสรรหาสิ่งที่ดีที่สุดให้ตัวเองเสมอ จึงอยากลองของใหม่ ขณะที่การสื่อสาร ตอนนี้ต้องเป็นตัวนุ่นเองที่เป็น Influencer เพราะต้องการทำให้ผู้บริโภคมั่นใจในตัวเรา และสินค้า

ความท้าทายในการทำธุรกิจ อยู่ที่การลงทุน เพราะเป็นเงินที่เราเอาไปลงทุน และต้องผ่านกระบวนการคิดทุกสิ่งทุกอย่าง ตั้งแต่คุณภาพสินค้า คอนเซ็ปต์แบรนด์ แพคเกจจิ้งดีไซน์ รูปแบบการสื่อสาร หรือการนำเสนอ และการสร้างแบรนด์ไม่ใช่ง่าย ต้องรอจังหวะเหมาะสม เพราะเราต้องการให้แบรนด์อยู่นาน และต้องจดลิขสิทธิ์เพื่อป้องกันการลอกเลียนแบบ สิ่งเหล่านี้แตกต่างจากการเป็นนักแสดง ที่เป็นการทำงานตามโจทย์ที่ได้รับมอบหมาย”

ขณะที่ธุรกิจที่ทำมาก่อนหน้านี้ ไม่ว่าจะเป็นร้านแสนแซ่บ ปัจจุบันมี 7 สาขา ยังไม่มีแผนเปิดสาขาใหม่ ส่วนร้านแซ่บบาร์ ที่ใช้คอนเซ็ปต์เป็น Sport Bar เจาะกลุ่มคนทำงาน คนที่ชื่นชอบการชมการแข่งขันกีฬา ขณะนี้เตรียมปรับปรุงใหญ่ งบประมาณ 3 – 4 ล้านบาท โดยจะเพิ่มเติมความเป็นครอบครัวเข้าไป และสำหรับธุรกิจรถสุขาเคลื่อนจะเพิ่มจากเดิมมี 4 คัน เป็น 5 คัน

“ในอนาคตนุ่นหวังว่าธุรกิจสกินแคร์ จะสร้างรายได้มาเป็นอันดับ 1 เพราะธุรกิจนี้มีความเป็น Mass ที่สุดในบรรดาธุรกิจอื่น”