ทำไมผู้หญิงยุค Millennial ถึงหมดไฟง่ายกว่าผู้ชายวัยเดียวกัน?

millennial_woman

มีผลสำรวจบอกเราว่าผู้หญิงวัย Millennial มีอัตราการลาออกจากงานมากกว่าผู้ชายวัยเดียวกัน พอพูดว่าเพศหญิงหลายคนอาจคิดว่าเป็นเพราะภาระหน้าที่ในการเป็นแม่หรือเปล่า ซึ่งจริงๆ แล้วกลับไม่ใช่

ตัวอย่างเช่น นางสาวมิเชล ขอสงวนนามสกุล อดีตเคยเป็นเจ้าของกิจการเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์ที่ล่ำซำในซีแอทเทิล กิจการของเธอใหญ่โตไปหลายเมือง และมีเงินที่จะลงไปเพื่อการกุศลอยู่เนืองๆ หากแต่เมื่อเธออายุ 28 ปี เธอก็เริ่มหมดไฟ เธอเบื่อกับทุกสิ่ง ในและที่สุด หลังจากสามีเธอเข้ามาช่วยดูแลนู่นนี่นั่นแทน เธอก็ทิ้งกิจการแล้วใช้ชีวิตไปกับวันหยุด มิเชลไม่ใช่คนเดียวที่มีปัญหานี้ ผู้หญิงทั่วโลกมีภาวะเดียวกับมิเชลที่เกือบจะเรียกได้ว่ากลายเป็นเรื่องปกติของผู้หญิงวัย 30 หรือใกล้เคียง ที่หมดไฟและหมดกำลังใจในการทำงานชนิดที่เหมือนไส้เทียนเปียกที่แทบจะจุดไม่ติดอีกแล้ว

ปัจจัยสำคัญมาจากการที่ผู้หญิงมักไม่ค่อยจะไต่ระดับในหน้าที่การงานได้เท่าที่ควร ผลสำรวจโดย McKinsey บอกเราว่า 53% ของผู้หญิงในองค์กรเป็นแค่พนักงานระดับต้น มีแค่ 37% ที่ได้ขึ้นไปในขั้นการบริหารระดับกลาง 26% ได้ไปถึง VP และ Senior Manager ปัญหาดึกดำบรรพ์อย่างความไม่เสมอภาคกันทางเพศยังซุกตัวอยู่ในองค์กรและแสดงผลออกมาทางความก้าวหน้าในหน้าที่การงาน ที่ลึกๆ แล้วคนส่วนใหญ่ยังมอบอำนาจให้ผู้ชายเป็นผู้นำ บทบาทหน้าที่เรื่องของการบริหารจึงยังอยู่ผู้ชายซะเป็นส่วนใหญ่ทำให้ผู้หญิงที่เหลืออีก 11% ตัดสินใจลาออกไปเลี้ยงลูกอยู่บ้านดีกว่า นอกจากเรื่องของความก้าวหน้าในหน้าที่การงานยังมีเรื่องของความคาดหวังจากองค์กร ที่คาดหวังในความสามารถของพวกเธอมากเกินไปจนกลายเป็นความกดดัน

Jenny Blake เป็นอีกตัวอย่างที่ให้ข้อมูลกับเราในเรื่องนี้ เธอเคยเป็นสาวอู้ฟู่ที่เต็มไปด้วยจินตนาการกับการแต่งหนังสือของตัวเอง ในขณะที่เข้าทำงานเป็นนักพัฒนาโปรแกรมที่ Google กลางวันทำงานเต็มเวลา กลางคืนและวันหยุดเขียนหนังสือ วันเวลาผ่านไปจนหนังสือกำลังจะเปิดตัว เธอถึงได้รู้ว่าเธอมาถึงจุดที่หมดไฟกับทั้งสองเรื่อง เส้นทางที่เธอเดินมาไม่มั่นคงเลยสักทาง โดยเธอมั่นใจว่าปัจจัยหนึ่งที่ทำให้ Millennial หมดไฟคือความคาดหวังจากองค์กร “เราอยู่ในยุคที่บริษัทคาดหวังให้การทำงานอยู่กับเราตลอดเวลา มีกฎระเบียบมากมายที่คุณต้องทำตาม เช็คเมล์ทั้งวันทั้งคืน งานเข้าได้ทุกเวลา และทำให้มันยิ่งยากที่จะขีดเส้นแบ่งระหว่างชีวิตส่วนตัวกับเรื่องงาน การพักผ่อนที่เหมาะสมและไฟในตัวเป็นสิ่งที่ยากที่จะรักษาไว้ ซึ่งมันต่างจากเด็กๆ ที่เพิ่งเริ่มทำงาน ได้งานมามันก็ยากที่จะปฎิเสธ โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมที่มีการแข่งขันสูงๆ บริษัทใหญ่ๆ ที่มีคนต่อคิวรอเสียบแทนที่เก้าอี้คุณเต็มไปหมดอยู่ข้างนอกนั่น”

นอกจากนี้ยังมีอีกหนึ่งงานวิจัยเกี่ยวกับสังคมวิทยาที่ยืนยันเกี่ยวกับการหมดไฟในผู้หญิงที่มาไวและมีมากกว่าผู้ชาย โดย ศาสตราจารย์ Scott Reinardy กล่าวว่า ”จากการสำรวจแบ่งตามเพศในทฤษฎีสังคมวิทยา ซึ่งเป็นทฤษฎีที่บอกเราว่าสังคมมักตั้งความคาดหวังต่อเราโดยยึดจากเพศตั้งแต่เรายังเด็ก ซึ่งสำหรับผู้หญิงนั้นถูกตั้งความคาดหวังจากสังคมให้เป็นผู้นำด้านความสมบูรณ์พูนสุขของครอบครัว คาดหวังให้เป็นแม่ยอดเยี่ยมและเป็นเมียที่ดีเด่น ในขณะที่ผู้ชายถูกตั้งความหวังในเรื่องของการหาเลี้ยงครอบครัว หาเงินสร้างฐานะและความมั่นคงมากกว่า นั่นส่งผลให้ผู้หญิงมักดูงานยุ่งกว่าผู้ชาย เพราะจัดการไม่ทัน และแม้แต่ตัวผู้หญิงเองก็มักจะคิดว่าตัวเองงานเยอะจนต้องทำไม่ทันแน่ๆ เลย”

จบเรื่องทฤษฎี กลับมาที่ความเป็นจริง Millennial จำนวนมากหมดไฟตอน 30 เพราะพวกเขาไม่รู้ว่าทำงานต่อไปแล้วจะโตไปแค่ไหน มองเห็นอนาคตรในหน้าที่การงานไม่ชัดเจน และไม่มีความสุขกับงานที่ทำ Melanie Shreffler ซีเนียร์อิดิเตอร์ไดเรคเตอร์ของ  Cassandra Report ให้สัมภาษณ์ใน Forbes ว่า “คุณมองไม่เห็นตอนจบหรอก เพราะทางมันคดเคี้ยว และหักมุมได้เสมอ สมัยนี้มันยากากที่จะมองเห็นชีวิตตัวเองในอีก 20 ปีข้างหน้า แค่สามสี่ปียังยากเลย พวกเขาไม่รู้ด้วยซ้ำว่าทุกวันนี้ดิ้นรนเพื่ออะไร นั่นทำให้มันยากมากที่จะวางแผนชีวิตต่อ”

มิเชลแนะนำว่าไม่จะยังไงเราก็ควรเรียนรู้เก็บเกี่ยวประสบการณ์จากสิ่งที่กำลังทำ เพราะประสบการณ์จะนำเราไปสู่บทต่อไปของชีวิต ไม่ว่าจะดีหรือร้าย และทั้งมิเชลและเบลคบอกเราว่าสิ่งที่พวกเธอทำหลังจากการหมดไฟคือการพักผ่อนยาวๆ และแน่วแน่ในการวางแผนชีวิตขั้นต่อไป “ถ้ามันไม่สนุก และไม่ใช่สิ่งที่คุณรัก คุณก็จะหมดไฟ ตอนนี้ฉันกลับมาทำงานอีกครั้ง และทำตลอดเวลาเพราะฉันชอบงานที่ทำอยู่ และทำมันได้ดีกว่าที่ผ่านๆ มา”

Source
แปลและเรียบเรียงโดย Prim NM

Credit Photo : NUMBER 24 – Authorized Shutterstock Partner in Thailand