Ugly Truths 5 ความจริงแสนเจ็บปวด “ดิจิตอลมาร์เก็ตติ้ง”

0

ugly truth digital marketing

เชื่อว่าหลายๆคนคงเคยได้ยินคนพูดกันว่า “ถึงยุคของ Digital Marketing แล้ว” “มาทำ Digital Marketing กันเถอะ” ซึ่งจริงอยู่ว่าการทำการตลาดดิจิตอลนั้นเป็นสิ่งที่ได้ผลตอบรับดีมาก โดยเฉพาะในยุคที่ผู้บริโภคใช้อินเตอร์เน็ตกันอย่างแพร่หลาย แต่ทุกการทำการตลาดนั้นก็มักจะมีอุปสรรคเสมอ Kim Douglas , Vice President and Managing Director จาก SapaientNitro Singapore-Hongkong 5  เผยความจริงแสนเจ็บปวด Ugly Truths ในการตลาดดิจิตอล (Digital Marketing)

1) เงินมหาศาลละลายไปกับ Banner 

ค่าเฉลี่ยอัตรา Click Through Rate (Click/Impression) ของโฆษณาประเภท Banner นั้นคงที่อยู่ที่ค่าเฉลี่ย 0.1% มาสามปีแล้ว ซึ่งนั้นหมายความว่ามีจำนวนคนน้อยกว่า 1 คนจากคนที่เห็น 1000 คนที่คลิกบน Banner ของเรา จริงๆแล้วใน 1 เดือน คนเรานั้นจะเห็นโฆษณา Banner อยู่ประมาณ 1,700 ครั้ง แต่เราเองต้องยอมรับว่า แม้แต่ตัวเราเองยังไม่สามารถจดจำแบรนด์นั้นๆ (Brand Recall)ได้ ยิ่งไปกว่านั้นโฆษณา Banner บนมือถือ กว่า 50% ผู้ใช้เผลอกดไปโดนมากกว่าจงใจกดเพราะสนใจโฆษณาตัวนั้นจริงๆ

2) ผู้บริโภคเคลื่อนตามนวัตกรรม บริษัทเคลื่อนตามผู้ถือหุ้น

ผู้บริโภคสมัยนี้ตั้งความหวังไว้สูงเกี่ยวกับแบรนด์ในเรื่องของความสามารถในยุคดิจิตอล พวกเขารับรู้คอนเท้นท์ และปรับตัวกับนวัตกรรมต่างๆได้ว่องไว้  ซึ่งบ่อยครั้ง ทำให้แบรนด์ไล่ตามพวกเขาไม่ทัน  ตัวอย่างเช่น โดยเฉลี่ยเราต้องใช้เวลาถึง 18 สัปดาห์ในการทำแอพพลิเคชั่นใหม่ 1 ตัว  แต่รู้ไหมว่าอายุขัยของแอพฯมักจะอยู่ไม่ถึง 23 และ ใน 1 นาทีมีแอพพลิเคชั่นถูกโหลดมากกว่า 50000 แอพ แต่ 1 เดือนมีแอพพลิเคชั่นเกิดขึ้นมาใหม่ 20,000 แอพ เท่านั้น  ดังนั้นบริษัทจึงต้องพัฒนาและลงทุนด้านนวัตกรรม/เทคโนโลยีให้ก้าวไปไกลมากกว่าเดิม  แต่มาคิดถึงรายงานที่ต้องนำเสนอโปรเจ็คใหม่ให้กับหัวหน้าระดับขั้นต่างๆ(หัวหน้า,ผู้บริหาร,ผู้ถือหุ้น) คงใช้เวลายาวนานมาก  ขณะที่พวก Start Up ใหม่ๆ คงลงมือทำกันหมดแล้ว

3) นักการตลาดพูดว่าเขาต้องการเทคโนโลยีแต่พวกเขาใช้มันเป็นเพียงแค่ช่องทาง

เม็ดเงินกว่า 1 ล้านล้านเหรียญสหรัฐฯถูกใช้ไปกับการทำการตลาดเมื่อปี 2014  ซึ่งนำมาใช้สำหรับการโฆษณาประมาณ 50% เทคโนโลยี 1% เท่านั้น แต่เราบอกอยู่เสมอว่าเทคโนโลยีคือ อนาคตของพวกเรา  ในความเป็นจริงเอเจนซี่ส่วนใหญ่ใช้ดิจิตอลเป็นเพียงแค่อีกหนึ่งมีเดียเท่านั้น  และซื้องานครีเอทีฟแล้วมาปล่อยในช่องทางดิจิตอล  ยิ่งไปกว่านั้นยังคิดว่าสามารถนำเอางานต่ออะไรต่อมิอะไรใส่เข้าใส่เว็บไซต์

4) ความสัมพันธ์ที่ไม่ลงรอยกันของ CMO และ CIO

เมื่อสามปีที่แล้ว Gartner คาดคะเนไว้ว่าว่า CMO จะมีการใช้จ่ายในด้านเทคโนโลยีมากกว่า CIO ภายในปี 2017 โดนผลวิจัยจาก Avanade ระบุไว้ว่ามากกว่า 1 ใน 3 ของค่าใช้จ่ายในด้านเทคโนโลยีทั้งหมดของบริษัทเกิดจากบุคลากรที่ไม่ได้ขึ้นตรงกับ CIO ถึงแม้ว่าข้อมูลนี้จะยังไม่ได้ถูกยืนยัน แต่ Gartner ก็ได้สรุปไว้ว่าบริษัทเทคโนโลยีไม่ได้อยู่ภายใต้การควบคุมของ CIO อีกแล้ว
จริงๆแล้วบทบาทของ CIO ได้เปลี่ยนไปตั้งแต่ที่ CMO ได้เข้ามาทำหน้าที่ควบคุมค่าใช้จ่ายในด้านเทคโนโลยี ซึ่งก็อาจเกิดการขัดแย้งระหว่างทั้งสองฝ่ายบ้าง เนื่องจาก CIO จะมองว่าการตลาดเป็นเครื่องมือที่มีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลาโดยไม่สนใจว่าจะต้องมีการดำเนินการอะไรบ้าง ในขณะที่ CMO ก็มองว่า CIO ทำงานอย่างเชื่องช้าและไม่ชอบความเสี่ยง


5) นักการตลาดนั้นกลัวความเสี่ยง

เราทุกคนนั้นกลัวที่จะถูกไล่ออกแน่นอน ซึ่งความกลัวนี่แหละทำให้เราไม่กล้าที่จะทำอะไรใหม่ๆ  TechCrunch ระบุว่า สื่อโทรทัศน์นั้นจะยังเป็นสื่อที่ใหญ่ที่สุดในปี 2015 โดยบริษัทต่างทุ่มเงินให้กับมันอยู่ที่ประมาณ 42% จากโฆษณาประเภทอื่นๆ  กลับกันโฆษณาทางดิจิตอลนั้นอยู่ที่ประมาณ 15% โดย 1 ในเหตุผลอาจจะเป็นเพราะว่านักการตลาดยังยึดติดกับการโฆษณาแบบเดิมๆในสมัยก่อนอยู่และไม่กล้าเสี่ยงกับสิ่งใหม่ๆ แต่มันถึงเวลาแล้วไม่ใช่หรอที่เราควรจะหันมาลองทำอะไรใหม่ๆบ้าง

สุดท้ายแล้วก็ต้องไม่ลืมว่าสิ่งที่สำคัญในการทำการตลาดคือเราต้องรู้ว่ากลุ่มลูกค้าของเรานั้นอยู่ที่ไหน โดยบางสินค้า กลุ่มลูกค้าอาจเป็นพวกที่ใช้อินเตอร์เน็ตเป็นหลักซึ่งนั้นก็หมายความว่าเราควรจะให้ความสำคัญกับช่องทางดิจิตอลด้วย

Source

[xyz-ihs snippet=”LINE”]