คอสต้าชนสตาร์บัคส์ ร้านกาแฟเมืองจีนเดือด

costa coffee chinese

กระแสดื่มกาแฟยังคงความแรงอย่างต่อเนื่องทั้งในไทยและต่างประเทศ ล่าสุดแบรนด์สัญชาติอังกฤษ คือ เชนร้านกาแฟคอสต้า (Costa) และร้านเบเกอร์รี่เพรท อะ แมนเกอร์ (Pret A Manger) ได้ประกาศแผนลงทุนด้วยการมุ่งขยายสาขาทั้งในประเทศและต่างประเทศ โดยเฉพาะจีนที่ถือเป็นตลาดท้าทายและแข่งขันสูงสำหรับธุรกิจกาแฟ หลังจากประสบความสำเร็จในการทำตลาดในประเทศบ้านเกิด

สำนักข่าว “ฟอร์บส” รายงานว่า เชนร้านกาแฟคอสต้าได้ประกาศแผน 5 ปี ที่จะขยายสาขาในประเทศอังกฤษเพิ่มเป็น 2,500 สาขา จากที่มีอยู่ 1,931 สาขา ภายในปี 2020 รวมถึงร่วมกับพันธมิตร 2 รายขยายสาขาในประเทศจีนอีกกว่า 3 เท่า จากปัจจุบัน 344 สาขาเป็นอย่างน้อย 900 สาขา หลังจากเปิดไปแล้ว 42 สาขาในช่วง 3 เดือนที่ผ่านมา

โดยแผนขยายสาขานี้เปิดเผยหลังจากประกาศผลประกอบการของคอสต้า ซึ่งมียอดขายเพิ่มขึ้น 17.9% แตะ 951.9 ล้านปอนด์ และยอดขายร้านเดิมในประเทศอังกฤษเพิ่มขึ้น 6% ซึ่งทางคอสต้าอ้างว่าการเติบโตนี้เป็นผลมาจากกลยุทธ์จัดโปรโมชั่นตามช่วงเวลาของวัน หรือ “time of day offers” ที่มีการเพิ่มเมนูอาหารเข้ามา ซึ่งนอกจากจะกระตุ้นให้ลูกค้ามียอดใช้จ่ายต่อใบเสร็จสูงขึ้นแล้ว ยังช่วงดึงดูดลูกค้ากลุ่มใหม่ๆ เข้ามาอีกด้วย

“แอนดี้ แฮริสัน” ซีอีโอ บริษัทไวท์เบียด เจ้าของแบรนด์คอสต้า กล่าวว่า ปัจจุบันคอสต้ากำลังแข็งขันกับเชนร้านกาแฟชื่อดังอย่างสตาร์บัคส์ในตลาดต่างประเทศที่กำลังเติบโตอย่างรวดเร็วเช่น จีน รัสเซีย ยุโรปกลาง ตะวันออกกลาง และอินเดีย โดยกุญแจสำคัญของตลาดจีนจะอยู่ที่ความร่วมมือกับพันธมิตรทั้ง 2 รายที่มีอยู่

ในขณะเดียวกับเชนร้านอาหารเพื่อนร่วมชาติเพรท อะ แมนเกอร์ ที่มีสาขาในประเทศอังกฤษ ฝรั่งเศส สหรัฐอเมริกา ฮ่องกง และจีน เองได้ประกาศแผนขยายสาขาทั้งในประเทศและต่างประเทศเช่นกัน

หลังจากมียอดขายในประเทศอังกฤษเพิ่มขึ้น 16% เป็น 594 ล้านปอนด์ และยอดขายร้านเดียวกันเพิ่มขึ้น 9.7% ซึ่งเป็นผลมาจากเมนูอาหารมื้อดึกที่แบรนด์ทดลองใช้ในสาขาบริเวณใจกลางกรุงลอนดอน และกำลังจะขยายไปยังสาขาในส่วนพื้นที่อื่นต่อไป

costa coffee chinese2

“คลิฟ ชรี” ซีอีโอของเพรท อะ แมนเกอร์ กล่าวว่า จุดแข็งของบริษัทอยู่ที่การถือครองทำเลในกรุงลอนดอน และแนวทางของร้านที่ตอบโจทย์ความต้องการสถานที่ผ่อนคลายในช่วงเย็นหลังเลิกงานของชาวลอนดอน

ทั้งนี้ในปีที่ผ่านมาคอสต้าและเพรท อะ แมนเกอร์ ต่างทำยอดขายกาแฟได้อย่างน่าประทับใจที่ 464 ล้านแก้ว และ 52 ล้านแก้วต่อปีตามลำดับ สอดคล้องกับการคาดการณ์ของสำนักวิจัยแองเจลาร์ สเตรทิจี ซึ่งระบุว่า บรรดาแบรนด์ร้านกาแฟในอังกฤษจะยังสามารถเติบโตได้ประมาณปีละ 5% ไปจนถึงปี 2020

ด้านสตาร์บัคส์เองได้ตอบโต้แบรนด์ร้านกาแฟในประเทศอังกฤษด้วยการเริ่มกลยุทธ์เพิ่มเมนูอาหารและเครื่องดื่มสำหรับช่วงเย็นหลัง16.00 น. โดยเฉพาะหรือ “Evenings Programme” มาตั้งแต่ต้นปีนี้เช่นเดียวกัน

รวมถึงมีแผนที่จะขยายสาขาที่ร่วมโครงการจากเดิมที่มีเพียงสาขาเดียว

กระแสการทำกลยุทธ์ที่เน้นรองรับลูกค้าช่วงเย็นหลังเลิกงานของทั้งร้านกาแฟ และร้านเบเกอร์รี่นี้ได้ทำให้เกิดคำเรียกขานแนวธุรกิจใหม่นี้ว่า “new age pubs”

Partner :  ประชาชาติธุรกิจ