HomeDigitalเปิดกลโกงแก๊งคอลเซ็นเตอร์เจาะ Gen Z เปลี่ยนจากหลอกให้กดลิงก์ เป็น “คดีอาญา”

เปิดกลโกงแก๊งคอลเซ็นเตอร์เจาะ Gen Z เปลี่ยนจากหลอกให้กดลิงก์ เป็น “คดีอาญา”

แชร์ :

แม้คนรุ่นใหม่จะมีความคุ้นเคยกับเทคโนโลยีดิจิทัล และรู้เท่าทันกลโกงออนไลน์หลายรูปแบบ แต่ทักษะดังกล่าวอาจไม่เพียงพอที่จะรับมือกับมิจฉาชีพที่พร้อมจะปรับวิธีการหลอกลวงให้เข้ากับประสบการณ์ และความกังวลของเหยื่อแต่ละกลุ่มได้อย่างรวดเร็ว โดยล่าสุดมีตัวเลขของกลุ่ม Gen Z ที่กำลังเผชิญกลโกงผ่านการแอบอ้างเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจ และใช้ความกลัวต่อข้อกล่าวหาทางกฎหมายเป็นเครื่องมือกดดันให้โอนเงินเกิดขึ้นอย่างมาก

THINK THAILAND : NEXT LEVEL

Santos Or Jaune

โดยข้อมูลของกองบังคับการตรวจสอบและวิเคราะห์อาชญากรรมทางเทคโนโลยี (High-Tech Crime Division) เผยข้อมูลเชิงลึกที่อ้างอิงจากสถิติการแจ้งความออนไลน์ว่า ในปีนี้มีคดีแจ้งความออนไลน์มากกว่า 267,000 คดี โดยกลุ่มคนอายุ 18-25 ปี คิดเป็นประมาณ 20% ของผู้เสียหายทั้งหมด แต่คนกลุ่มนี้กลับเป็นผู้เสียหายในคดีที่เกี่ยวข้องกับการแอบอ้างเป็นตำรวจเพื่อข่มขู่ทางโทรศัพท์ โดยมีสัดส่วนสูงถึง 1 ใน 3 และผู้เสียหายในคดีลักษณะนี้ 63% ครึ่งหนึ่งเป็นนักศึกษา

ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่า คนรุ่นใหม่ไม่ได้เป็นกลุ่มที่มิจฉาชีพเข้าถึงได้ยากอย่างที่หลายคนเข้าใจ ตรงกันข้าม คนร้ายกำลังพัฒนาวิธีการหลอกลวงให้สอดคล้องกับพฤติกรรมและความกังวลเฉพาะของเหยื่อแต่ละวัยได้อย่างแนบเนียน

เปลี่ยนจากหลอกให้กดลิงก์ เป็น “คดีอาญา”

ทั้งนี้ กลโกงที่มิจฉาชีพใช้กับคนรุ่นใหม่แตกต่างจากรูปแบบที่มักใช้กับผู้สูงอายุ (ซึ่งอาจเริ่มต้นจากการอ้างว่ามีพัสดุผิดกฎหมาย ก่อนชักชวนให้ติดตั้งแอปพลิเคชันหรือดำเนินการบางอย่างเพื่อเข้าควบคุมบัญชีการเงิน) โดยมิจฉาชีพมักเลือกใช้เรื่องราวที่ซับซ้อนขึ้น เช่น การกล่าวอ้างว่ามีบุคคลอื่นนำข้อมูลบัตรประชาชนของเหยื่อไปใช้เปิดหมายเลขโทรศัพท์ และมีการใช้หมายเลขดังกล่าวเป็นบัญชีม้า หรือใช้เข้าสู่เว็บไซต์พนันออนไลน์ ก่อนส่งต่อสายไปยังบุคคลที่อ้างตัวเป็นตำรวจในต่างจังหวัด

ขั้นตอนต่อมามักสร้างความน่าเชื่อถือผ่านการสอบปากคำทางวิดีโอคอล พร้อมกล่าวหาว่าเหยื่ออาจมีส่วนเกี่ยวข้องกับอาชญากรรม และใช้ข้ออ้างเรื่องการตรวจสอบความบริสุทธิ์เพื่อโน้มน้าวให้โอนเงินไปยังบัญชีที่คนร้ายกำหนด

จุดสำคัญของกลโกงนี้คือ การสร้างสถานการณ์ให้เหยื่อรู้สึกว่าตนเองกำลังเผชิญปัญหาทางกฎหมายที่ร้ายแรง และจำเป็นต้องรีบดำเนินการเพื่อพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของตัวเอง ยิ่งเหยื่อที่ไม่เคยมีประสบการณ์ติดต่อกับตำรวจในคดีอาญามาก่อน ก็ยิ่งมีโอกาสสับสนและทำตามคำสั่งของผู้ที่อ้างตัวเป็นเจ้าหน้าที่ได้โดยง่าย

คดีมีสัดส่วนไม่มาก แต่สร้างความเสียหายสูง

ข้อมูลของกองบังคับการตรวจสอบและวิเคราะห์อาชญากรรมทางเทคโนโลยี ยังระบุว่า แม้คดีที่มิจฉาชีพแอบอ้างว่าเป็นตำรวจจะมีเพียง 8% ของคดีทั้งหมดในกลุ่มผู้เสียหายวัย 18-25 ปี แต่กลับมีมูลค่าความเสียหายสูงถึง 52% ของความเสียหายรวมในกลุ่มนี้ โดยมีความเสียหายเฉลี่ยประมาณ 32,000 บาทต่อสายที่ถูกหลอก

สำหรับนักศึกษาที่อาจยังไม่มีรายได้ประจำ เงินจำนวนดังกล่าวอาจเป็นเงินเก็บที่สะสมมาเป็นเวลานาน การสูญเสียจึงไม่ได้กระทบเพียงสภาพคล่องทางการเงิน แต่ยังอาจส่งผลต่อค่าใช้จ่ายด้านการศึกษาและการดำรงชีวิตด้วย โดยปัจจัยที่คนยุคดิจิทัลตกเป็นเหยื่อมิจฉาชีพครั้งนี้มาจากประสบการณ์ในชีวิตจริงของคนรุ่นใหม่ที่ยังมีน้อย (คนรุ่นใหม่จำนวนมากคุ้นเคยกับคำเตือนเรื่องการไม่กดลิงก์แปลกปลอม ไม่ดาวน์โหลดแอปพลิเคชันจากแหล่งที่ไม่น่าเชื่อถือ และไม่เปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลโดยไม่จำเป็น)

เมื่อถูกกล่าวหาว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับบัญชีม้า หรือการพนันออนไลน์ ซึ่งเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับชื่อเสียง อนาคต และความเสี่ยงที่จะมีประวัติอาชญากรรม จึงทำให้เหยื่อหวาดกลัว อีกทั้งยังไม่มีเวลาตรวจสอบข้อเท็จจริง

ด้านมิจฉาชีพที่พร้อมสวมบทบาทเป็นเจ้าหน้าที่ที่มีอำนาจในการดำเนินคดี การใช้วิดีโอคอล และการส่งต่อสายระหว่างบุคคลที่อ้างว่าเป็นเจ้าหน้าที่หลายฝ่าย ยังช่วยทำให้เรื่องราวดูมีขั้นตอนและน่าเชื่อถือมากขึ้นในสายตาของผู้ถูกหลอก ซึ่งเป็นรูปแบบหนึ่งของ Social Engineering หรือการใช้จิตวิทยาและการชักจูงเพื่อให้เป้าหมายเปิดเผยข้อมูลหรือทำบางสิ่งตามที่ผู้โจมตีต้องการ โดยไม่จำเป็นต้องอาศัยการเจาะระบบคอมพิวเตอร์โดยตรง

ดังนั้น การตกเป็นเหยื่อจึงไม่ใช่เรื่องที่อธิบายได้ด้วยความไม่รู้เท่าทันเทคโนโลยีเพียงอย่างเดียว แต่ยังเกี่ยวข้องกับการรับมือกับความกลัว ความเร่งด่วน และสถานการณ์ที่ถูกออกแบบมาเพื่อให้ตัดสินใจผิดพลาดด้วย ซึ่งวิธีรับมือที่สำคัญที่สุดคือ การไม่ปฏิบัติตามคำสั่งโอนเงินของผู้ที่ติดต่อมาอ้างตัวเป็นตำรวจหรือเจ้าหน้าที่รัฐ ไม่ว่าจะใช้วิธีข่มขู่หรือสร้างเรื่องราวให้น่าเชื่อถือเพียงใด และหากได้รับโทรศัพท์แจ้งว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับคดีอาญา ควรวางสายและตรวจสอบข้อมูลผ่านช่องทางทางการที่ค้นหาได้ด้วยตนเอง ไม่ใช้หมายเลขโทรศัพท์ หรือลิงก์ที่คู่สนทนาส่งมาให้ และไม่เปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลหรือข้อมูลทางการเงินระหว่างการติดต่อที่ยังไม่สามารถยืนยันตัวตนได้

กรณีนี้ยังเป็นเครื่องเตือนใจว่า การสร้างภูมิคุ้มกันทางดิจิทัลไม่ควรจำกัดอยู่แค่การรู้จักป้องกันลิงก์อันตรายหรือแอปดูดเงิน แต่ต้องครอบคลุมถึงการรู้เท่าทันการแอบอ้างอำนาจรัฐ การตรวจสอบตัวตนของผู้ติดต่อ และการไม่ตัดสินใจเรื่องเงินภายใต้แรงกดดันด้วย

หมายเหตุ 

สำหรับผู้ที่สงสัยว่ากำลังถูกหลอกลวง สามารถติดต่อสายด่วน AOC 1441 เพื่อขอความช่วยเหลือเกี่ยวกับอาชญากรรมออนไลน์ และหากโอนเงินไปแล้ว ควรรีบติดต่อธนาคารเพื่อแจ้งเหตุและดำเนินการตามขั้นตอนที่เกี่ยวข้องโดยเร็ว

 

Add LINE Official Account
แชร์ :

You may also like