ในวันที่ AI มีความสามารถเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง จนดูเหมือนว่า มันจะทำอะไรหลาย ๆ อย่างแทนเราได้เกือบหมด กระนั้น ภายใต้สถานการณ์เช่นนี้ มีผลสำรวจพบว่า กลับยิ่งทำให้ Gen Z เกิดความรู้สึกอยากลงมือทำเองมากขึ้น โดยเฉพาะกิจกรรมอย่างการปักผ้า การถักไหมพรม หรือแม้แต่การซ่อมแซมเสื้อผ้าด้วยตัวเอง
สิ่งที่ยืนยันมาจากรายงาน 2026 Creativity Trend Report ของ Michaels Companies บริษัทผู้ขายสินค้ากลุ่มงานฝีมือยักษ์ใหญ่ในสหรัฐอเมริกาที่พบว่า การค้นหากิจกรรม Analog Hobby อย่างเช่น การถักไหมพรม ถักโครเชต์ ปักผ้า และเย็บผ้า เพิ่มขึ้นถึง 136% ในช่วง 6 เดือนที่ผ่านมา ขณะที่ยอดขายอุปกรณ์เกี่ยวกับเส้นด้ายเพิ่มขึ้น 40% เมื่อเทียบกับปีก่อน และการค้นหา Visible Mending (การซ่อมแซมเสื้อผ้าแบบที่ตั้งใจให้เห็นร่องรอยการซ่อม) เพิ่มขึ้น 144%
ที่น่าสนใจคือพฤติกรรมดังกล่าวไม่ได้จำกัดอยู่แค่การทำงานฝีมือคนเดียวที่บ้าน แต่กำลังพัฒนาไปสู่กิจกรรมทางสังคมด้วย โดยคำค้นหา เช่น Craft Night เพิ่มขึ้น 103% ขณะที่ Girls Night Crafts ก็เพิ่มขึ้น 242% เช่นกัน หรือเท่ากับว่างานฝีมือเหล่านี้กำลังถูกเปลี่ยนจากกิจกรรมยามว่างไปสู่การใช้เวลาร่วมกันในโลกจริง
สอดคล้องกับผลการศึกษาพฤติกรรมผู้ใช้งานของ Pinterest ในปี 2026 ที่พบว่า ผู้ชาย Gen Z ค้นหาเกี่ยวกับ “offline hobbies” เพิ่มขึ้นถึง 551% ตลอดจนการค้นหาเกี่ยวกับ no phone ideas ก็เพิ่ม 581% เลยทีเดียว
เมื่อการซ่อมเสื้อผ้ากลายเป็นทักษะที่ Gen Z อยากเรียนรู้
เมื่อถามว่า แบรนด์ทำอะไรบ้างกับเทรนด์เหล่านี้ หนึ่งในตัวอย่างที่น่าสนใจคือ Levi’s กับโครงการ Wear Longer Project ที่ออกแบบมาเพื่อสอนคนรุ่นใหม่ให้สามารถซ่อม ปรับแต่ง และดูแลเสื้อผ้าได้ด้วยตัวเอง โดยเปิดให้โรงเรียนและชุมชนในสหรัฐอเมริกาเข้าถึงหลักสูตรและกิจกรรม Workshop ที่เกี่ยวข้องกับการซ่อมเสื้อผ้าแบบไม่มีค่าใช้จ่าย
ทั้งนี้ โครงการดังกล่าวเกิดขึ้นหลังจากแบรนด์ได้ทำการสำรวจและพบว่า 35% ของ Gen Z บอกว่าจะเก็บเสื้อผ้าไว้นานขึ้น หากรู้วิธีซ่อมหรือปรับแต่งเสื้อผ้า ขณะที่ 41% ยอมรับว่า ตนเองไม่มีทักษะด้านการซ่อมแซมเสื้อผ้าเลย แม้กระทั่งการเย็บชายกางเกงไปจนถึงการปะรูเพื่อซ่อมจุดที่ขาดวิ่น
ปัจจุบัน โครงการ Wear Longer Project ได้สอนเด็ก ๆ ไปแล้วเกือบ 90,000 คน ที่น่าสนใจยิ่งกว่าคือ Levi’s พบว่า Gen Z เป็นกลุ่มที่มีความรู้เรื่องการซ่อมเสื้อผ้าพื้นฐานน้อยที่สุด แต่กลับเป็นกลุ่มที่สนใจเรียนรู้เรื่องนี้มากที่สุด ซึ่งน่าจะทำให้แบรนด์มองเห็นโอกาสในการเปลี่ยน “ช่องว่างด้านทักษะ” เป็นการสร้างประสบการณ์ใหม่กับผู้บริโภคไปในตัว
ทั้งนี้ ในเดือนตุลาคม ทาง Levi’s บอกว่า จะขยายโครงการดังกล่าวไปยังสหภาพยุโรปด้วย

ขอบคุณภาพจาก Levi’s
อย่างไรก็ดี ในแง่ธุรกิจแฟชั่น การอบรม หรือช่วยให้ลูกค้ามีทักษะ สามารถซ่อมแซมเสื้อผ้าด้วยตัวเองอาจทำให้โอกาสในการขายสินค้าลดลง แต่ในอีกด้านหนึ่ง มันอาจเป็นการสร้างความสัมพันธ์รูปแบบใหม่ระหว่างแบรนด์กับผู้บริโภคก็เป็นได้ โดยเฉพาะในโลกที่ทุกอย่างสามารถผลิตได้อย่างรวดเร็วมากขึ้นเรื่อย ๆ
ทั้งนี้ หากแบรนด์สามารถทำให้ “เวลาที่ใช้ในการสร้าง” เป็นสิ่งที่มีคุณค่ามากขึ้น พวกเขาก็อาจเพิ่มไอเท็มในการขายที่ตอบโจทย์คนรุ่นใหม่อย่างการขาย “ประสบการณ์หรือช่วงเวลา” ที่ผู้บริโภคได้ลงมือทำนั่นเอง






