ไมโครซอฟท์ (Microsoft) เผยแพร่รายงานความโปร่งใสด้านความรับผิดชอบต่อ AI ประจำปี 2026 (Microsoft 2026 Responsible AI Transparency Report) พบ 5 แนวโน้มสำคัญที่ส่งผลให้ “ช่องว่างทางเทคโนโลยี” ขยายตัวรวดเร็วขึ้น ทั้งในด้านความพร้อมทางภาษา การเข้าถึงและความเสี่ยงจากการใช้งาน
สำหรับแนวโน้มสำคัญที่มีการเปิดเผยผ่านรายงานฉบับนี้พบว่ามี 5 ประเด็น ได้แก่
- 1) การกระจายตัวของเทคโนโลยีที่รวดเร็วท่ามกลางช่องว่างด้านภาษาและบริบทท้องถิ่นที่กว้างขึ้น
- 2) การขยายขีดความสามารถของ Generative AI และ Agentic AI ที่มีความเป็นอิสระมากขึ้น
- 3) ความเสี่ยงจากการนำ AI ไปใช้ในทางที่ผิดทั้งมิจฉาชีพออนไลน์และ Deepfake
- 4) การใช้แชตบอตในมิติของการดูแลส่วนบุคคลและสุขภาพ
- 5) ภูมิทัศน์ด้านกฎระเบียบ AI มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว
ปรากฏการณ์ดังกล่าวได้นำไปสู่ “ช่องว่างทางเทคโนโลยี” ที่ขยายตัวมากขึ้น ทั้งในด้านความพร้อมทางภาษา การเข้าถึงและความเสี่ยงจากการใช้งาน
ทั้งนี้ ในมุมของไมโครซอฟท์ชี้ว่า การพัฒนา AI จะต้องมีเป้าหมายเพื่อสร้างประโยชน์ต่อมนุษยชาติและอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของมนุษย์เสมอ พร้อมขยายโอกาสและประโยชน์ของ AI ไปสู่ประเทศ ชุมชน และองค์กรต่าง ๆ อย่างทั่วถึง ผ่านระบบนิเวศที่เปิดกว้างและเอื้อต่อการแข่งขัน โดยเปิดโอกาสให้ทั้งโมเดลแบบเปิด (Open Source) และโมเดลแบบปิด (Closed Models) สามารถพัฒนาและเติบโตควบคู่กันได้ โดยคุณวสุพล ธารกกาญจน์ รองกรรมการผู้จัดการ สายงานเทคโนโลยี บริษัท ไมโครซอฟท์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวถึงความสำคัญในจุดนี้ว่า
“เราเห็นการตื่นตัวและให้ความสำคัญกับการกำกับดูแล AI อย่างมีความรับผิดชอบเพิ่มมากขึ้นในองค์กรธุรกิจไทย หลายหน่วยงานเริ่มลงทุนและวางแนวทางการใช้งาน AI ที่รัดกุม เพื่อให้สามารถนำเทคโนโลยีมาใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ควบคู่ไปกับการบริหารจัดการความเสี่ยงและการสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้ใช้งาน โดยเริ่มจากการมีกลยุทธ์ที่ชัดเจน การสร้างความรู้ความเข้าใจให้กับบุคลากร ตลอดจนการมีระบบติดตามและตรวจสอบการทำงานของ AI หรือ observability ซึ่งเป็นพื้นฐานที่องค์กรจำเป็นต้องมี สามารถมองเห็นภาพรวมของ Agent ต่าง ๆ ที่ใช้ในองค์กร เพื่อให้ใช้งาน AI ได้อย่างมั่นใจ ปลอดภัย และยังคงมีมนุษย์เป็นศูนย์กลางในการกำกับดูแลและตัดสินใจ เราเชื่อว่ารากฐานด้าน Responsible AI ที่แข็งแกร่งจะเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยให้องค์กรไทยสามารถสร้างคุณค่าและประโยชน์จาก AI ได้อย่างยั่งยืน”
เปิดแนวทางการใช้ AI ที่เท่าเทียมกันมากขึ้น
รายงานจากไมโครซอฟท์ได้มีการเผยแนวทางลดช่องว่าง หรือทำให้การใช้งาน AI มีความเท่าเทียมมากขึ้นด้วยวิธีต่าง ๆ ดังนี้
พัฒนา AI ที่เข้าใจภาษาและบริบทของภูมิภาค
การสร้างความเท่าเทียมทางดิจิทัลเริ่มต้นจากการทลายกำแพงทางภาษา กล่าวคือ เมื่อ AI เข้าใจภาษาและวัฒนธรรมท้องถิ่นได้อย่างแม่นยำ ไม่ใช่เพียงแค่ภาษาอังกฤษ ก็จะสามารถมอบคุณค่าได้อย่างแท้จริง ซึ่งในมุมของไมโครซอฟท์ได้ร่วมมือกับพันธมิตรชั้นนำ ไม่ว่าจะเป็นการลงนามบันทึกความเข้าใจ (MoU) กับหน่วยงานกำกับดูแลการพัฒนาสื่อสารสนเทศของสิงคโปร์ (IMDA) เพื่อร่วมวิจัยด้านความปลอดภัยของ AI สำหรับกลุ่มภาษาในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รวมถึงเป็นประธานร่วมในคณะทำงาน MLCommons AILuminate เพื่อพัฒนาเกณฑ์ประเมินความปลอดภัยของ AI ในหลายภาษาและบริบททางวัฒนธรรม รวมถึงภูมิภาคเอเชีย เหล่านี้คือรากฐานสำคัญที่จะช่วยยกระดับความแม่นยำและเปิดโอกาสให้ผู้ใช้งานในระดับท้องถิ่นเข้าถึงประโยชน์ของ AI ได้อย่างเท่าเทียม
พัฒนาเทคโนโลยีช่วยรับมือความเสี่ยง
นอกจากนั้น บริษัทเทคโนโลยียังต้องหาทางรับมือภัยมิจฉาชีพประเภทต่าง ๆ เช่น ภาพลวง Deepfake ภัยคุกคามจากการหลอกลวงออนไลน์ (Scams) และภาพหรือเสียงปลอมแปลงจาก AI (Deepfakes) ซึ่งเป็นความท้าทายเร่งด่วนในยุคดิจิทัลด้วยระบบป้องกันแบบหลายชั้น (Multi-layered Defense) เพื่อปกป้องผู้ใช้งาน หรือการตรวจสอบความถูกต้องและที่มาของเนื้อหา (Content Provenance): การใช้ลายน้ำดิจิทัล (Watermarking) ควบคู่กับมาตรฐาน C2PA (Content Credentials) ช่วยให้ข้อมูลเกี่ยวกับที่มาและประวัติการแก้ไขของเนื้อหาสามารถถูกบันทึกและตรวจสอบได้ รวมถึงระบุว่าเนื้อหาอาจถูกสร้างหรือดัดแปลงด้วย AI โดยเป็นส่วนหนึ่งของมาตรการป้องกันแบบหลายชั้น
เสริมภูมิคุ้มกันให้กลุ่มเปราะบาง
อีกด้านหนึ่ง ได้มีการร่วมมือกับองค์กรภาคประชาสังคม เช่น สมาคมผู้เกษียณอายุแห่งสหรัฐฯ (AARP) และเครือข่าย Older Adults Technology Services (OATS) เพื่อจัดทำคู่มือและศูนย์การเรียนรู้เรื่องภัยโกง ช่วยให้ผู้สูงอายุรู้เท่าทันเทคนิคการหลอกลวงจาก AI เพื่อเสริมสร้างความรู้เท่าทันและลดความเสี่ยงจากภัยหลอกลวงที่ใช้ AI
ปกป้องเยาวชน พร้อมยกระดับศักยภาพแรงงาน และการกำกับดูแลขององค์กร
ไมโครซอฟท์ได้มีการกำหนดมาตรการ Sensitive Interactions Policy เพื่อลดพฤติกรรมของ AI ที่อาจทำให้ผู้ใช้งานเข้าใจว่า AI มีลักษณะ ความรู้สึก หรือความสัมพันธ์เสมือนมนุษย์ (Anthropomorphic Behavior) ป้องกันไม่ให้เด็กและเยาวชนเกิดความผูกพันหรือพึ่งพาทางอารมณ์กับ AI พร้อมเสริมระบบควบคุมความปลอดภัยโดยผู้ปกครอง (Family Safety)
เสริมพลังความคิดเชิงวิเคราะห์ (Augmented Cognition)
จากงานวิจัย ไมโครซอฟท์พบว่า การใช้ AI ในการทำงานมีความสัมพันธ์กับการรับรู้ว่ามีการใช้ความคิดเชิงวิเคราะห์ลดลง จึงเกิดแนวทางการออกแบบ AI เพื่อเสริมการคิด การไตร่ตรอง ความคิดสร้างสรรค์ และการตัดสินใจของมนุษย์ แทนการนำ AI มาใช้ทดแทนกระบวนการคิด ควบคู่ไปกับโครงการ Microsoft Elevate ที่มุ่งยกระดับทักษะ AI ให้แก่ผู้คน 20 ล้านคนทั่วโลกภายในปี 2030
จากแนวทางที่กล่าวมา ไมโครซอฟท์ระบุว่า การใช้ AI อย่างปลอดภัย และทำให้คนเกิดความเชื่อถือต้องอาศัยความร่วมมือระหว่างภาครัฐ สถาบันการศึกษา ภาคประชาสังคม และผู้พัฒนานวัตกรรม เพื่อสร้างระบบนิเวศทางเทคโนโลยีที่ปลอดภัย โปร่งใส และสร้างประโยชน์สูงสุดให้แก่ทุกคนในสังคม





