HomeInsightWisesight ชี้เทรนด์ Health & Wellness 2026 คนไทยขยับจาก “รักษา” สู่ “ป้องกัน” มองสุขภาพคือการลงทุนระยะยาว

Wisesight ชี้เทรนด์ Health & Wellness 2026 คนไทยขยับจาก “รักษา” สู่ “ป้องกัน” มองสุขภาพคือการลงทุนระยะยาว

แชร์ :

ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา นิยามของคำว่า “สุขภาพ” ได้เปลี่ยนจากการตระหนักถึงเมื่อยามเจ็บป่วย มาเป็นสิ่งที่ผู้บริโภคคำนึงถึงในทุก ๆ วัน ตั้งแต่อาหารที่เลือกรับประทาน ชั่วโมงการนอน การออกกำลังกาย ความเครียดจากงาน ไปจนถึงตัวเลขบน Smart Watch ที่บอกว่าวันนี้ร่างกายพักผ่อนเพียงพอแล้วหรือยัง

THINK THAILAND : NEXT LEVEL

Santos Or Jaune

ความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น ไม่ใช่ตัวเลขที่บ่งบอกถึงจำนวนการเข้าฟิตเนสของผู้บริโภค หรืออาหารสุขภาพที่ขายดีขึ้น แต่กลับเป็นนิยามของ “Health & Wellness” ที่หลากหลายมากกว่าเดิม ทั้งสุขภาพกาย สุขภาพใจ ความสุขในการใช้ชีวิต และการรักษาสมดุลระหว่างสิ่งต่าง ๆ กำลังถูกมองเป็นเรื่องเดียวกัน

ทีม Wisesight Research ได้วิเคราะห์ข้อมูลผ่านเครื่องมือ Zocial Eye จากแพลตฟอร์มหลักที่คนไทยนิยมใช้งานในระหว่างเดือนมกราคม – เมษายน 2569 ซึ่งเป็นบทสนทนาเกี่ยวกับ Health & Wellness ควบคู่ไปกับการใช้ Wisesight Virtual Persona เพื่อศึกษามุมมอง แรงจูงใจ และพฤติกรรมของผู้บริโภคพบว่า ภาพรวมของ Health & Wellness ในปี 2569 คนไทยให้ความสำคัญกับสุขภาพมากขึ้น และในขณะเดียวกันคนไทยก็ต่างเริ่มมองสุขภาพเป็นการลงทุนในระยะยาวที่สามารถทำได้จริงในชีวิตประจำวันและยังคงให้ความสำคัญกับความสุขควบคู่กันไป

จากบทสนทนาของผู้บริโภคบน Social Media ที่เกี่ยวกับ Health & Wellness พบว่า ผู้บริโภคมักกล่าวถึงการดูแลสุขภาพที่เชื่อมโยงกับ Longevity มากกว่า 22,000 ข้อความ โดยเรื่องที่ผู้บริโภคกล่าวถึง ครอบคลุมตั้งแต่การออกกำลังกาย โภชนาการ การนอนหลับ ความเครียด ไปจนถึงการชะลอวัย ซึ่งถือเป็นเป้าหมายหลักของผู้บริโภค

Preventive Health เมื่อผู้บริโภคเปลี่ยนการดูแลสุขภาพ

ในขณะที่ผู้บริโภคบางส่วนมองว่าการมีอายุยืนไม่ใช่เป้าหมายที่ต้องการเพียงอย่างเดียว แต่ต้องการมีชีวิตที่ยืนยาวพร้อมกับความแข็งแรงที่สามารถใช้ชีวิตได้ตามที่ต้องการอย่างมีความสุข ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าความสนใจเกี่ยวกับ Longevity ไม่ได้หยุดอยู่แค่การมีอายุยืน แต่เปลี่ยนเป็นการมีช่วงชีวิต (Healthspan) ที่ยืนยาวพร้อมกับคุณภาพชีวิตที่ดีและมีความสุข

ความสนใจเกี่ยวกับเทรนด์ Longevity เติบโตขึ้นอย่างรวดเร็วบน Social Media โดยมี Engagement จำนวน 888,000 ครั้ง ในช่วงเดือนมกราคม – เมษายน 2568 สู่ 5.8 ล้านครั้ง ในช่วงเวลาเดียวกันของปี 2569 ซึ่งคิดเป็นอัตราการเพิ่มขึ้นเป็น 5.5 เท่า ภายใน 1 ปี

ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนถึง Movement ที่สำคัญของตลาดสุขภาพ นั่นคือผู้บริโภคเริ่มขยับจาก Reactive Health หรือการดูแลตนเองเมื่อเจ็บป่วย ไปสู่ Preventive Health ที่เป็นการลงทุนและดูแลสุขภาพก่อนที่จะเจ็บป่วยจริง ซึ่งถือเป็นแกนสำคัญของ Health & Wellness ยุคใหม่ โดยจากข้อมูลพบว่าคนส่วนใหญ่ 55% มองว่า การนอนหลับและการฟื้นฟูร่างกาย เป็นหัวใจสำคัญของ Health & Wellness ตามมาด้วยโภชนาการ 42% และสุขภาพจิต 40%

แต่ในขณะเดียวกันยิ่งผู้บริโภคจริงจังกับการดูแลสุขภาพมากเท่าไร การดูแลสุขภาพก็จะยิ่งกลายเป็นความกดดันให้กับชีวิตได้เช่นเดียวกัน ดังนั้น Health & Wellness จึงไม่ใช่การดูแลสุขภาพที่ “เคร่งครัด” กว่าเดิม แต่เป็นการใช้ชีวิตที่ “สมดุล” กว่าเดิม

ตลาด Health & Wellness เติบโต แม้อยู่ในยุคที่ผู้บริโภคต้องระวังเรื่องค่าใช้จ่าย

จากข้อมูลล่าสุดของ Global Wellness Institute ระบุว่า Wellness Economy ของประเทศไทยขยายจาก 38,800 ล้านเหรียญสหรัฐในปี 2023 เป็น 42,700 ล้านเหรียญสหรัฐในปี 2024 ซึ่งเพิ่มขึ้น 10.1% ภายใน 1 ปี ส่งผลให้ประเทศไทยเป็นตลาด Health & Wellness ที่ใหญ่เป็นอันดับ 24 ของโลก และเป็นอันดับ 9 ในเอเชียแปซิฟิก

ขณะที่ Wellness Tourism เพียงเซกเมนต์เดียวมีมูลค่าถึง 14,000 ล้านเหรียญสหรัฐ และเติบโต 36.4% ภายในปีเดียว ส่วน Wellness Real Estate เติบโต 22.9% และธุรกิจสปาเติบโต 18% โดยคาดการณ์ว่าในปี 2026 จะเป็นปีที่สมบูรณ์ที่สุดสําหรับวงการ Health & Wellness ของประเทศไทย โดยมีมูลค่าตลาดสูงถึง 52,000 ล้านเหรียญสหรัฐ (เป็นการประมาณการจาก CAGR ~10% ตาม Trajectory ของ GWI ยังไม่มีตัวเลขอย่างเป็นทางการ)

ในปี 2568 การใช้จ่ายด้านสุขภาพผ่านบัตรเครดิต KTC ในหมวดหมู่โรงพยาบาล บริการทางการแพทย์และความงาม รวมถึงฟิตเนส มีมูลค่ารวมกันมากกว่า 27,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 81% เมื่อเทียบกับช่วงก่อนโควิด ขณะที่กลุ่มฟิตเนสเติบโตมากกว่า 20% จากปีก่อน อีกทั้งยังพบว่ากลุ่มผู้บริโภคอายุ 20-30 ปี ที่มีสัดส่วนเพียงราว 5% ของฐานลูกค้า แต่กลับมียอดการใช้จ่ายด้านสุขภาพเติบโตสูงถึง 38% เมื่อเทียบกับปี 2567

ดังนั้นจึงสะท้อนให้เห็นว่าผู้บริโภคลงทุนกับสุขภาพเพิ่มมากขึ้นอย่างชัดเจน โดยไม่ได้จำกัดเพียงแค่โรงพยาบาลหรือฟิตเนสอีกต่อไป แต่ครอบคลุมตั้งแต่อุตสาหกรรมอาหาร การดูแลสุขภาพจิต การท่องเที่ยว และบริการต่าง ๆ ล้วนมีพื้นที่ที่เชื่อมโยงและเป็นส่วนหนึ่งของ Wellness Economy ได้

จาก “Push Yourself” กลายเป็น “Permission to Pause”

หาก Longevity คือความต้องการในการดูแลชีวิตในระยะยาว Mental Health ก็เปรียบเสมือนความจริงที่ผู้คนกำลังเผชิญอยู่ในชีวิตประจำวัน เพราะสุขภาพที่ดีไม่ได้ขึ้นอยู่กับร่างกายเพียงอย่างเดียว แต่ยังสัมพันธ์กับงาน รายได้ และความสามารถในการรักษาสมดุลชีวิตในแต่ละวัน

จากข้อมูล Social Listening ของทีม Wisesight Research พบว่า Social Media ยังคงเป็นพื้นที่ที่ผู้บริโภคเข้ามาพูดคุยและระบายปัญหาสุขภาพจิตมากกว่า 70,000 ข้อความ โดย 82% ของบทสนทนา เป็นประเด็นเกี่ยวกับปัญหา “งาน เงิน และสุขภาพ” ซึ่งสอดคล้องกับข้อมูลของสํานักงานพัฒนาระบบข้อมูลข่าวสารสุขภาพ ที่รายงานเกี่ยวกับอัตราการฆ่าตัวตายสำเร็จที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2557 – 2567 โดยคิดเป็น 8.02 ต่อประชากรหนึ่งแสนคน

ในขณะเดียวกันช่องว่างด้านการเข้าถึงบริการสุขภาพยังคงมีอยู่ในประเทศไทย โดยรายงานจากสํานักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ ระบุว่ามีคนไทยราว 13.4 ล้านคนที่เคยประสบปัญหาสุขภาพจิตหรือโรคจิตเวชอย่างน้อยหนึ่งครั้งในชีวิต ซึ่งมากกว่า 10 ล้านคนได้รับการดูแลในระดับที่ควรได้รับ แต่มีแค่ประมาณ 3 ล้านคนที่เข้าถึงการดูแลอย่างเหมาะสม

โดยความเครียดและปัญหาสุขภาพจิตที่เกิดขึ้นเหล่านี้ไม่ได้แยกออกจากกันแต่เกิดจากหลายมิติของชีวิตที่ต้องบริหารพร้อมกัน ทั้งความมั่นคงทางการเงิน สุขภาพ และความหมายของชีวิต ซึ่งสอดคล้องกับกรอบแนวคิด Happiness Trifecta ที่ Deloitte ใช้อธิบายความสุขและความสำเร็จที่ประกอบไปด้วย 3 มิติหลักคือ ความมั่นคงทางการเงิน การมีสุขภาพกายและใจรวมถึงความสัมพันธ์รอบตัวที่ดี และบทบาทในชีวิตและงานที่ทำให้รู้สึกถึงคุณค่าในชีวิต

สถานการณ์ดังกล่าวทำให้ความหมายของ Health & Wellness ไม่ใช่แค่การดูแลสุขภาพเพียงอย่างเดียวเท่านั้น แต่คือการช่วยให้ผู้คนสามารถรับมือกับความกดดันและการเปลี่ยนแปลงในในชีวิตได้ดีขึ้น จึงเกิดเป็นเทรนด์ “การหยุดพัก” ที่ถูกตีความใหม่ จากเดิมการหยุดพักอาจถูกมองว่าเป็นการขาดความพยายามหรือการยอมแพ้ แต่ในปัจจุบันผู้บริโภคเริ่มมองการ “หยุดพัก” เป็นส่วนหนึ่งของสุขภาพ และบางแบรนด์ได้เริ่มหยิบแนวคิดนี้มาใช้ในการสื่อสารกับผู้บริโภคมากขึ้น

อย่างไรก็ตาม จากข้อมูลบน Social Listening พบว่าบัญชีแบรนด์ที่สื่อสารเกี่ยวกับ Mental Wellness ยังมีสัดส่วนเพียง 12% เท่านั้น แสดงให้เห็นว่าเรื่องสุขภาพจิตยังเป็นประเด็นที่มีพื้นที่ให้แบรนด์เข้ามามีบทบาท ทั้งในด้านการสื่อสารและการสร้างความเข้าใจกับผู้บริโภคได้อีกมาก

แบรนด์ AP Thai ได้นำเสนอเกี่ยวกับการดูแลสุขภาพจิตควบคู่กับการเป็นพื้นที่ปลอดภัยสำหรับการหยุดพัก ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งในการสื่อสารของแบรนด์ในรูปแบบ Emotional Marketing แทนการพูดถึงบ้านหรือคอนโดในเชิงกายภาพเพียงอย่างเดียว เช่นเดียวกับแบรนด์ Powerade ที่โปรโมตแคมเปญ “Pause is Power” ซึ่งได้ใช้แนวคิดเดียวกัน โดยนำ Mental Wellness มาสื่อสารคู่กับสุขภาพร่างกาย ที่เน้นสื่อสารว่าการยอมรับขีดจำกัดหรือการเลือกหยุดพักไม่ควรถูกมองเป็นความอ่อนแอ ดังนั้นผู้บริโภคเพียงแค่ต้องการพื้นที่ที่ได้หยุดพัก เพื่อกลับไปใช้ชีวิตต่อ

“กินคลีน” สู่การ “กินดี มีสุข”

หนึ่งใน Movement ที่เห็นได้ชัดในปี 2569 คือเส้นแบ่งระหว่างอาหารเพื่อสุขภาพกับอาหารเพื่อความสุขกำลังลดลง ตลาดอาหารเพื่อสุขภาพเติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่อง 10.58% และคาดการณ์ว่าจะมีมูลค่าสูงถึง 498,000 ล้านบาทในปี 2575 อีกทั้งจากผลสำรวจระบุว่า ผู้บริโภคพร้อมจ่ายแพงขึ้น 15-25% สำหรับอาหารคลีนและอาหารออร์แกนิกที่มีข้อมูลแหล่งที่มาชัดเจน

แต่ในขณะเดียวกันกระแสอาหารไวรัล ขนม เครื่องดื่ม และเมนูที่กินเพื่อ “ฮีลใจ” ยังคงได้รับ Engagement เป็นจำนวนมากบน Social Media ซึ่งสูงถึง 26 ล้านครั้ง ผ่านแฮชแท็กเมนูไวรัล เช่น #TikTokพากิน และ #กินตามTikTok

จากข้อมูล Social Listening พบว่า พฤติกรรมการรับประทานอาหารสามารถแบ่งออกได้เป็น 2 กลุ่มหลัก คือ กลุ่ม Healthy Food ที่กินเพื่อผลลัพธ์ทางสุขภาพ และกลุ่ม Healing Food ที่กินเพื่อความสุขหรือคลายความเครียดในแต่ละวัน แต่เมื่อเจาะลึกลงไปพบว่าผู้บริโภคทั้ง 2 กลุ่มนั้นคือคน ๆ เดียวกันที่เลือกทานอาหารสุขภาพและออกกำลังกายเป็นประจำ แต่ยังคงมี Cheat Meal ที่ช่วยเยียวยาจิตใจ เป็นการสร้างสมดุลที่ทำให้การดูแลสุขภาพยังคงมีความสุขและไม่สร้างความกดดันจนเกินไป

แนวคิดดังกล่าวนำไปสู่ “Guilt-free Indulgence” ซึ่งเป็นการเปิดโอกาสใหม่ ๆ ให้กับธุรกิจอาหารในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์ทั้งสุขภาพและความสุขของผู้บริโภคในเวลาเดียวกัน ตัวอย่างเช่น แบรนด์ CP Meiji ที่นำ Greek Style Yogurt ซึ่งเป็นอาหารเพื่อสุขภาพ ที่มีจุดเด่นด้านโปรตีนและโพรไบโอติกส์ มาต่อยอดการสื่อสารในฐานะ “วัตถุดิบสำหรับขนมหวานฮีลใจ” เช่น Greek Yogurt Cheesecake ทำให้ผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพสามารถเข้าไปอยู่ในบริบทของของหวานได้อย่างเป็นธรรมชาติ โดยยังคงคุณประโยชน์ด้านสุขภาพของผลิตภัณฑ์ไว้

ดังนั้นผู้บริโภคไม่ได้ต้องการเลือกระหว่าง “กินเพื่ออร่อย” หรือ “กินเพื่อสุขภาพ” อย่างใดอย่างหนึ่งอีกต่อไป แต่ผู้บริโภคกำลังมองหาสมดุลที่ตอบโจทย์ทั้งสุขภาพกายและสุขภาพใจในการดูแลสุขภาพได้อย่างมีความสุขและยั่งยืน จึงเป็นที่มาของไลฟ์สไตล์ยุคใหม่อย่าง “กินดี มีสุข” แนวคิดที่เปลี่ยนการดูแลสุขภาพให้กลายเป็นความสุขที่ทำได้ทุกวันและเป็นสมดุลที่ยั่งยืนในระยะยาว

อย่างไรก็ตามในปัจจุบัน พบสัดส่วนบัญชีแบรนด์ที่สื่อสารเกี่ยวกับแนวคิดดังกล่าวเพียง 10% เท่านั้นบน Social Media ซึ่งถือเป็นโอกาสสำหรับแบรนด์ต่าง ๆ ที่อยากเข้ามามีบทบาทในชีวิตของผู้บริโภคมากยิ่งขึ้น

เมื่อข้อมูลสุขภาพถูกเปลี่ยนให้เป็น “Social Currency” ที่จับต้องได้จริง

อีกหนึ่งเทรนด์ที่เริ่มมีบทบาทมากขึ้นคือ Health Gadget อย่างเช่น Smart Watch, Fitness Tracker และ Application ซึ่งเทคโนโลยีเหล่านี้กำลังเปลี่ยนการดูแลสุขภาพจากในอดีตที่มักอาศัยความรู้สึกเป็นหลัก ถูกแปลงมาเป็นตัวเลขที่ผู้บริโภคสามารถมองเห็นและติดตามผลได้ในทุก ๆ วัน

จากข้อมูล Grand View Research: Thailand Fitness Tracker Market (2025) พบว่า Smart Watch เป็น Segment ใหญ่ที่สุดของตลาด Fitness Tracker และบทสนทนาเกี่ยวกับ Health Gadget บน Social Media ในช่วงเดือนมกราคม – เมษายน 2569 ได้รับความสนใจมากขึ้น โดยมี Engagement เฉลี่ยประมาณ 633,000 ครั้งต่อเดือน และมีแนวโน้มที่จะเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

ในขณะที่การใช้งานหลักของผู้บริโภคบน Social Media มุ่งเน้นไปที่การติดตามการออกกำลังกายและการวิ่ง 38% รองลงมาเป็น การติดตามการนอนหลับ 20% และการติดตามความเครียด 11%

อ้างอิงจากข้อมูลการสำรวจความคิดเห็นผู้บริโภคด้านสุขภาพและ Wellness ในกลุ่มอายุ 30 – 45 ปี จำนวน 100 คน โดยให้ระบุความรู้สึกที่เกิดขึ้นบ่อยที่สุดหลังตรวจเช็กข้อมูลสุขภาพของตนเอง ได้แก่ ความสบายใจ ความกังวล ความอยากรู้ และแรงจูงใจ โดยใช้เครื่องมือ Wisesight Virtual Persona พบว่า สามารถแบ่งพฤติกรรมสุขภาพของผู้ใช้งานออกเป็น 3 กลุ่มหลักดังนี้

ตารางแสดงร้อยละของผู้ตอบในแต่ละกลุ่ม จำแนกตามความรู้สึกหลังเช็กข้อมูลสุขภาพ

ไม่ว่าผู้บริโภคจะมีพฤติกรรมแบบใด แต่ละกลุ่มล้วนต้องการความสบายใจเป็นพื้นฐานในการใช้งาน Health Gadget แต่สิ่งที่แตกต่างกันคือเหตุผลของความสบายใจของแต่ละกลุ่ม

  • สายดูแลสุขภาพ : “สบายใจ” เมื่อเห็นความก้าวหน้าผ่านตัวเลขที่เป็นทั้งหลักฐานและแรงจูงใจ ซึ่งบ่งบอกว่าสุขภาพกำลังไปในทิศทางที่ดีขึ้น
  • สายใช้งานเป็นประจำ : “สบายใจ” เมื่อเห็นความต่อเนื่องผ่านตัวเลขที่กำลังบอกว่าสุขภาพยังอยู่ในเป้าหมายที่วางไว้
  • สายใช้งานตามสถานการณ์ : “สบายใจ” เมื่อได้รับการยืนยันข้อมูลสุขภาพ เนื่องจากไม่ได้ติดตามข้อมูลสุขภาพตลอดเวลา แต่หยิบมาใช้งานเมื่อเกิดความสงสัยหรือรู้สึกกังวล

ดังนั้น Health Gadget จึงไม่ได้มีไว้แค่ติดตามผลสุขภาพเพียงอย่างเดียวเท่านั้น แต่ยังต้องสร้างความสบายใจให้แก่ผู้ใช้งาน ทำให้สุขภาพที่เคยเป็นเรื่องนามธรรมกลายเป็นสิ่งที่มองเห็น ติดตาม และจับต้องได้มากขึ้น อีกทั้งยังต้องช่วยให้ผู้บริโภคเข้าใจตนเองมากยิ่งขึ้นอีกด้วย

ยกตัวอย่างเช่น เทรนด์การแชร์ข้อมูลจากแอปพลิเคชัน Strava บน Social Media ไม่ว่าจะเป็นระยะทาง Pace หรือสถิติการออกกำลังกาย ข้อมูลเหล่านี้กำลังกลายเป็น Social Currency ที่ใช้สะท้อนทั้งความมีวินัย ความพยายาม และไลฟ์สไตล์ของผู้ใช้งาน

เมื่อผลสุขภาพสร้างความมั่นใจและความพอใจให้กับตัวเอง การแชร์ข้อมูลดังกล่าวจึงกลายเป็นอีกหนึ่งรูปแบบของการแสดงความภูมิใจในความก้าวหน้าของตนเอง ดังนั้นโอกาสของแบรนด์คือการต่อยอดและทำให้ “ความพยายามในการดูแลตัวเองได้รับการมองเห็นและมีรางวัลตอบแทน” ไม่ว่าจะผ่าน Challenge, Community, Loyalty Program หรือสิทธิประโยชน์ที่เชื่อมกับพฤติกรรมสุขภาพ เช่น แคมเปญวิ่งแลกสิ่งของหรือบริการ เป็นต้น

อย่างไรก็ตามยังคงมีสัดส่วนบัญชีแบรนด์ที่เข้ามาให้ความสำคัญกับประเด็นนี้เพียงแค่ 12% บน Social Media เพียงเท่านั้น ซึ่งถือเป็นพื้นที่สำหรับแบรนด์ในการเข้ามามีบทบาทกับผู้บริโภค ทั้งในรูปแบบการให้กำลังใจ การเข้าใจ และรางวัลที่จับต้องได้

สื่อสารอย่างไร เมื่อ Generation ต่าง ๆ ให้ความหมายไม่เหมือนกัน

จากข้อมูลผลสำรวจด้าน Health & Wellness จำนวน 300 คน โดยให้ระบุความสำคัญและความสนใจในมิติต่าง ๆ 5 อันดับแรก ผ่าน Wisesight Virtual Persona พบว่า Gen X, Gen Y และ Gen Z ให้ความสำคัญกับสุขภาพในมิติที่แตกต่างกัน โดยไม่มี Generation ใดที่ “รักสุขภาพ” กว่าอีกกลุ่มอย่างชัดเจน แต่แตกต่างกันในด้านเหตุผลและบริบทของชีวิตที่อยู่เบื้องหลังการดูแลตัวเอง

หมายเหตุ : (80-100% = สำคัญมากที่สุด , 50-79% = สำคัญมาก , 25-49% = ปานกลาง , 10-24% = สำคัญน้อย , 0-9% = สำคัญน้อยมาก)

  • Gen X เน้นการดูแลสุขภาพในเชิงการป้องกัน การออกกำลังกาย และอาหารเสริม
    ซึ่งคนกลุ่มนี้ให้ความสำคัญกับการรักษาความแข็งแรงและลดความเสี่ยงด้านสุขภาพ เพื่อให้กลายเป็นปัญหาในวันข้างหน้า
  • Gen Y ให้ความสนใจที่ครอบคลุมในหลากหลายมิติ ตั้งแต่สุขภาพจิต การออกกำลังกาย โภชนาการ ไปจนถึงเทคโนโลยีสุขภาพ ขณะเดียวกันยังต้องรับมือกับแรงกดดันจากงาน การเงิน และภาระครอบครัว ซึ่งเป็นกลุ่มที่เน้นสมดุลในหลากหลายมิติไปพร้อมกัน
  • Gen Z มองสุขภาพเป็นส่วนหนึ่งของ Lifestyle และการแสดงออกถึงตัวตน ทำให้สุขภาพไม่ได้ถูกแยกออกจากชีวิตประจำวัน แต่เชื่อมโยงกับโภชนาการ ความงาม และ Digital Experience ที่ใช้อยู่ในชีวิตประจำวัน

ทั้ง 3 Generation ให้ความสนใจและความสำคัญกับ Health & Wellness อย่างเท่า ๆ กัน เพียงแต่วิธีคิดและบริบทของชีวิตที่แตกต่างกัน โดย Gen X เน้นการป้องกัน ในขณะที่ Gen Y เน้นสร้างสมดุล และ Gen Z เน้นผสานสุขภาพเข้ากับไลฟ์สไตล์

สรุปได้ว่า Health & Wellness ในปี 2569 ไม่ได้หมายถึงการมีสุขภาพดีเพียงด้านใดด้านหนึ่งเพียงอย่างเดียว แต่กำลังขยับไปสู่การดูแลชีวิตอย่างรอบด้าน ทั้งสุขภาพกาย สุขภาพใจ ความสุข และการเข้าใจตัวเองมากขึ้น พฤติกรรมของผู้บริโภคเริ่มเปลี่ยนจากการรอรักษาเมื่อเจ็บป่วยไปสู่การดูแลเชิงป้องกัน อีกทั้งยังให้ความสำคัญกับการพักและฟื้นฟู การมองหาอาหารที่ตอบโจทย์ทั้งสุขภาพและความสุข รวมถึงการใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วยติดตามและทำความเข้าใจร่างกายของตนเองมากขึ้น ขณะเดียวกัน แม้แต่ละ Generation จะมีโจทย์สุขภาพที่แตกต่างกัน แต่สิ่งที่ทุก Generation มีร่วมกันคือความต้องการมีคุณภาพชีวิตที่ดีในแบบที่สอดคล้องกับบริบทชีวิตของตนเอง ดังนั้น Longevity ที่ยั่งยืนจึงไม่ได้เกิดจากการเคร่งครัดที่สุด แต่เกิดจากการรักษา Balance ที่พอดีระหว่างการดูแลสุขภาพอย่างมีวินัยกับการใช้ชีวิตอย่างมีความสุข ซึ่งไม่ใช่การทำทุกอย่างให้สมบูรณ์แบบ แต่ต้องเป็นสิ่งที่ทำได้จริงและต่อเนื่อง เพื่อให้ร่างงกายและจิตใจสามารถใช้ชีวิตต่อไปได้อย่างมีความหมาย

Source

Source

Source

Source

Source

Source 

Source

Source

Add LINE Official Account
แชร์ :

You may also like