HomeBrand Move !!ถอดรหัส MUJI ในไทย 1 ปีนับจากนี้ แตะเบรก “คาเฟ่” คืนพื้นที่ให้ “สินค้า” ลุยปรับโมเดลหน้าร้าน มัดใจลูกค้าชาวไทย

ถอดรหัส MUJI ในไทย 1 ปีนับจากนี้ แตะเบรก “คาเฟ่” คืนพื้นที่ให้ “สินค้า” ลุยปรับโมเดลหน้าร้าน มัดใจลูกค้าชาวไทย

แชร์ :

กว่า 20 ปีของแบรนด์ร้านค้าปลีกสัญชาติญี่ปุ่น MUJI (มูจิ)  ที่เข้ามาทำตลาดในไทย สร้างการเติบโตต่อเนื่องมากว่าสองทศวรรษ ทั้งเปิดสาขาใหม่ และรีโนเวทสาขาเดิม ตลอดจนการเน้นรูปแบบสาขาขนาดใหญ่ที่มีพื้นที่มากกว่า 1,000 ตารางเมตรขึ้นไป

THINK THAILAND : NEXT LEVEL

Santos Or Jaune

ล่าสุดได้ MUJI ได้ประกาศทิศทางธุรกิจครั้งใหม่ในไทยอีกระลอก ด้วยการย้ำชัดว่าในอีก 1 ปีนับจากนี้ ขอแตะเบรกการขยายโซน “MUJI Cafe / Coffee Corner” และหันมาโฟกัสที่ “ตัวสินค้าหลัก” มุ่งแก้โจทย์การเข้าถึงผู้บริโภคชาวไทยพร้อมสร้างการรับรู้ในตัวแบรนด์ให้มากขึ้น

คุณอิปเป โอตะ กรรมการผู้จัดการ บริษัท มูจิ รีเทล (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยว่า ทิศทางของมูจิในไทยจากนี้จะโฟกัสการขยายและรีโนเวตสาขาในพื้นที่กรุงเทพฯ เพิ่มขนาดร้านให้ใหญ่ขึ้นเป็นอย่างน้อย 1,000 ตร.ม. ล่าสุดได้เปิดตัวโมเดลยุทธศาสตร์นี้ด้วยการปรับโฉมครั้งใหญ่ของ MUJI สาขาเซ็นทรัล ปิ่นเกล้า ที่ขยายพื้นที่จากเดิมถึง 3 เท่า สู่ขนาดกว่า 1,000 ตารางเมตร เพื่อเป็น Lifestyle Hub ตอบโจทย์ผู้บริโภคย่านกรุงเทพฯ ฝั่งตะวันตก พร้อมตั้งเป้าดันยอดขายเติบโตอย่างก้าวกระโดดถึง 80%

 

คุณอิปเป โอตะ

คุณอิปเป โอตะ

 

“ปิ่นเกล้า” ถือเป็นทำเลยุทธศาสตร์สำคัญที่มีการเชื่อมต่อทั้งฝั่งธนบุรี กรุงเทพฯ ชั้นใน ตลิ่งชัน บางกรวย และนนทบุรี อีกทั้งยังรายล้อมไปด้วยโรงเรียน โรงพยาบาล สำนักงาน และชุมชนที่มีกำลังซื้อหลากหลาย ทั้งกลุ่มครอบครัว บุคลากรทางการแพทย์ และคนทำงาน ซึ่งมีพฤติกรรมให้ความสำคัญกับบ้านและความคุ้มค่าในระยะยาว

“การขยายพื้นที่สาขาเซ็นทรัล ปิ่นเกล้า กว่า 1,000 ตารางเมตรในครั้งนี้ เกิดจากการนำดาต้าพฤติกรรมและเสียงสะท้อนของลูกค้า (Customer Feedback) มาเป็นตัวตั้ง ลูกค้าจำนวนไม่น้อยสะท้อนว่าร้านเดิมมีข้อจำกัดเรื่องพื้นที่และสินค้าบางหมวดมีไม่ครบ  เราจึงนำมาพัฒนาภายใต้แนวคิด ‘จากเสียงของคุณ…สู่ร้านใหม่ ใหญ่ขึ้น ครบขึ้น’ จัดวางสินค้าหมวดของใช้ในบ้าน อุปกรณ์จัดเก็บ เสื้อผ้า และอาหาร ให้มองเห็นและเลือกซื้อได้สะดวกสบายยิ่งขึ้น สะท้อนถึงความเชื่อมั่นที่เรามีต่อทำเลปิ่นเกล้าในระยะยาว โดยตั้งเป้ายอดขายรวมสาขานี้เติบโต 80% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า” คุณอิปเปกล่าว

 

แตะเบรก “คาเฟ่” เพื่อคืนพื้นที่ให้ “สินค้าจริง” สร้างการรับรู้

แม้ว่ามุมกาแฟจะเป็นกระแสที่ได้รับความนิยม แต่ในมุมของการบริหารจัดการร้านค้าปลีก พื้นที่สำหรับจัดแสดงสินค้ากลับกลายเป็นข้อจำกัดสำคัญ  แต่ “คุณณฐินี เสงี่ยมพรพาณิชย์” ผู้จัดการฝ่ายการตลาด กล่าวว่า MUJI ประเทศไทย มองเห็น Insight ว่า ปัจจุบันสินค้าของแบรนด์ที่มีจำหน่ายในไทยมีหลากหลายหมวดหมู่มาก แต่ลูกค้าชาวไทยจำนวนไม่น้อยยังไม่เคยเห็นหรือสัมผัสสินค้าจริงทั้งหมด การมีพื้นที่คาเฟ่ในร้านที่มีขนาดจำกัด อาจทำให้ต้องลดทอนพื้นที่จัดแสดงสินค้าหลักไป

ด้วยเหตุนี้ ในช่วง 1 ปีต่อจากนี้ การเปิดสาขาใหม่และการรีโนเวตร้านเดิมจะยึด ขนาดพื้นที่มาตรฐานประมาณ 1,000 ตารางเมตร โดยส่วนใหญ่จะ “ไม่มีมุมคาเฟ่” เพื่อนำพื้นที่ทั้งหมดมาจัดเรียงและโชว์สินค้าให้ลูกค้าได้สัมผัส ทดลอง และเข้าใจฟังก์ชันการใช้งานอย่างแท้จริง ทั้งนี้ แบรนด์จะยังไม่ปิดประตูสำหรับโมเดลคาเฟ่อย่างถาวร 

 

 

โดยโมเดล MUJI Cafe จะถูกเก็บไว้พิจารณาเป็นรายสาขาเฉพาะในร้านขนาดใหญ่ระดับ Mega Store (ขนาด 1,500 ตารางเมตรขึ้นไป)  เนื่องจากมีความพร้อมทั้งด้านพื้นที่และต้นทุนการบริหารจัดการ

 

“เรามองว่าสินค้าของแบรนด์มีจำหน่ายในไทยเป็นจำนวนมาก แต่ที่ผ่านมาลูกค้าชาวไทยยังไม่มีโอกาสได้สัมผัสและทดลองใช้งานจริงทั้งหมด ดังนั้น ร้านขนาดมาตรฐานประมาณ 1,000 ตารางเมตร ที่จะเปิดใหม่หรือรีโนเวตหลังจากนี้ ส่วนใหญ่จะไม่มีมุมคาเฟ่ เพื่อนำพื้นที่ทั้งหมดมาโชว์ไลน์ผลิตภัณฑ์ที่จำเป็นต่อชีวิตประจำวันให้ครบครันที่สุด” 

 

เร่งสร้าง Brand Awareness มัดใจลูกค้า สู่การรับรู้ที่มากขึ้น

คุณณฐินี  ยังบอกอีกว่า ความท้าทายสำคัญคือ การรับรู้แบรนด์ (Brand Awareness) ในหมู่คนไทยยังไม่ได้เต็ม 100% กลยุทธ์การตลาดระยะสั้นจึงมุ่งเน้นการสร้างความคุ้นเคยกับแบรนด์ให้มากขึ้น โดยเฉพาะการขยายหน้าร้านออกสู่ตลาดภูมิภาค จากเดิมที่เกาะกลุ่มแน่นหนาในกรุงเทพฯ และปริมณฑล 

ทั้งนี้แบรนด์เริ่มมองเห็นศักยภาพของต่างจังหวัด โดยมีแผนขยายสาขาไปยังหัวเมืองท่องเที่ยวและเศรษฐกิจสำคัญอย่าง “ภูเก็ต” และจังหวัดใกล้เคียง เพื่อสร้างการเข้าถึงกลุ่มลูกค้าชาวไทยในท้องถิ่น ควบคู่ไปกับการรองรับนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เป็นฐานลูกค้าเดิม

ด้านพฤติกรรมผู้บริโภค MUJI  ปัจจุบันพบว่าลูกค้ากลุ่มหลักในปัจจุบันคือ ช่วงอายุ 35–50 ปี ซึ่งเป็นกลุ่มผู้ใหญ่ที่มีกำลังซื้อและมองหาคุณภาพ ความเรียบง่าย ใช้งานได้ยาวนาน ไม่ใช่กลุ่ม Gen Z หรือ First Jobber ตามกระแสระยะสั้น

โดยแนวทางการสร้าง Brand Awareness ในไทย นับจากนี้จะเน้นกลยุทธ์การขยายหน้าร้านจึงเป็นหัวใจหลักในการสร้างการรับรู้และความสัมพันธ์กับลูกค้า:

  • เซ็นทรัล เวสต์เกต โฉมใหม่ : ต่อยอดความสำเร็จจาก ขนาดพื้นที่เดิม 500 ตร.ม. ขยายขนาดร้านให้ใหญ่ขึ้นตามโมเดลเดียวกับปิ่นเกล้า โดยเตรียมเปิดตัวอย่างเป็นทางการในเดือน ตุลาคม 2569
  • มองหาโอกาสสู่ตลาดต่างจังหวัด: นอกเหนือจากสาขาในกรุงเทพฯ และปริมณฑล MUJI กำลังศึกษาและมองเห็นศักยภาพในการขยายสาขาไปยังหัวเมืองเศรษฐกิจและท่องเที่ยวอย่าง “ภูเก็ต” และจังหวัดใกล้เคียง เพื่อสร้างเครือข่ายร้านค้าให้ครอบคลุมทั้งกลุ่มคนไทยในท้องถิ่นและนักท่องเที่ยวต่างชาติ

 

ชูพลัง “Made in Thailand” หมวดอาหารยอดทะลุ 50% ดันสู่ฮับอาเซียน – ย้ำไร้ Co-brand แต่เปิดรับ OEM

อีกหนึ่งอาวุธลับที่เติบโตอย่างต่อเนื่องคือกลยุทธ์ “Localization” โดยเฉพาะสินค้ากลุ่มอาหารและขนมที่พัฒนาและผลิตในประเทศไทย ซึ่งปัจจุบันกวาดสัดส่วนยอดขายไปถึง 50% ของยอดขายหมวดอาหารทั้งหมด โดย MUJI วางโครงสร้างสินค้าอย่างชัดเจน:

  1. ของใช้ในบ้าน (Household): ยังคงนำเข้าตามมาตรฐานสากลจากส่วนกลาง เพื่อรักษา DNA ความเป็นแบรนด์ระดับโลก
  2. หมวดอาหาร (Food): เดินหน้าจับมือกับผู้ผลิตในไทยพัฒนาสินค้าใหม่ๆ ที่ถูกปากคนไทย พร้อมวางแผนผลักดันสินค้าอาหารฝีมือคนไทยที่มีศักยภาพส่งออกไปวางจำหน่ายในเครือข่ายร้าน MUJI ทั่วภูมิภาคอาเซียน

อย่างไรก็ดี MUJI ยืนยันว่าจะ “ไม่มีนโยบาย Co-branding” ในลักษณะการนำชื่อแบรนด์อื่นมาแปะคู่กัน แต่เปิดรับความร่วมมือกับผู้ผลิตท้องถิ่นในรูปแบบ OEM เบื้องหลังและการพัฒนาวัตถุดิบร่วมกัน เพื่อควบคุมคุณภาพให้ตรงตามมาตรฐานอันเข้มงวดของ MUJI

เดินหน้า Omnichannel ร้านค้าสร้างความผูกพัน ออนไลน์เปิดการมองเห็น

ด้าน คุณอากิระ อิจิม่า ผู้จัดการทั่วไปฝ่ายขายและ อี–คอมเมิร์ซ กล่าวเสริมถึงปรัชญาและความสมดุลของช่องทางการจัดจำหน่ายว่า MUJI ไม่ได้ลงไปแข่งในสงครามราคาหรือกระแสที่มาไวไปไว แต่ยึดมั่นในการส่งมอบแนวคิด “Pleasant Life” เพื่อให้ผู้บริโภคมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นผ่านสินค้าที่เรียบง่ายและใช้งานได้จริง

“ปัจจุบันยอดขายออนไลน์ของ MUJI คิดเป็นสัดส่วนประมาณ 5% ของยอดขายรวม แม้ตัวเลขจะยังไม่สูง แต่เป็นช่องทางสำคัญอย่างยิ่งในการเปิดการมองเห็นและสร้างการเข้าถึงในพื้นที่ที่ยังไม่มีหน้าร้าน ซึ่งเรามีแผนจะพัฒนาทั้งบน E-Commerce และเว็บไซต์ของตัวเองต่อไป

แต่ท้ายที่สุด ‘หน้าร้านออฟไลน์’ ก็ยังคงเป็นหัวใจสำคัญที่ขาดไม่ได้ เพราะเราไม่ได้ต้องการเพียงแค่ขายสินค้า แต่ต้องการให้ลูกค้าได้สัมผัสปรัชญา บรรยากาศ และมองเห็นภาพการนำสินค้าไปใช้งานในชีวิตจริง ทั้งสองช่องทางจึงมีความสำคัญเท่าเทียมกันในการเกื้อหนุนซึ่งกันและกันอย่างสมบูรณ์” คุณอากิระ กล่าวทิ้งท้าย

 

Add LINE Official Account
แชร์ :

You may also like