HomeBrand Move !!ดร.ธรณ์ เตือนสภาพอากาศแปรปรวน ไทยเตรียมรับมือ “ร้อนจัด-ฝนลดลง” เดือน พ.ย.เป็นต้นไป

ดร.ธรณ์ เตือนสภาพอากาศแปรปรวน ไทยเตรียมรับมือ “ร้อนจัด-ฝนลดลง” เดือน พ.ย.เป็นต้นไป

คาดภัยธรรมชาติกระทบผลผลิตทางการเกษตร เสียหายยาวถึงไตรมาส 1

แชร์ :

ผศ.ดร.ธรณ์ ธำรงนาวาสวัสดิ์ นักวิทยาศาสตร์ทางทะเล รองคณบดีฝ่ายกิจการพิเศษ คณะประมง มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์

ใครที่กำลังรออากาศเย็นในช่วงปลายปีอาจต้องเผื่อใจไว้ล่วงหน้า เมื่อสัญญาณของปรากฏการณ์เอลนีโญเริ่มชัดเจนขึ้นเรื่อย ๆ และอาจเปลี่ยนภาพฤดูหนาวของไทยให้กลายเป็นช่วงเวลาที่ร้อนและแห้งแล้งอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน

THINK THAILAND : NEXT LEVEL

Santos Or Jaune

คำเตือนดังกล่าวเกิดขึ้นในงานสัมมนา “ESGNIVERSE 2026 : Real World of Sustainability (POLYCRISIS PULSE)” ซึ่งจัดขึ้นโดย BrandBuffet ร่วมกับ SD Thailand โดยข้อมูลจาก National Oceanic and Atmospheric Administration (NOAA) ที่ได้ประกาศในเดือน มิ.ย. 2026 ระบุว่า ภาวะ El Niño ได้ก่อตัวขึ้นแล้ว และมีโอกาสถึง 63% จะพัฒนาไปสู่ระดับรุนแรงมาก และเมื่อผนวกกับภาวะโลกร้อนที่กำลังเป็นอยู่ อาจทำให้ผลกระทบจาก El Niño ระลอกนี้รุนแรงและยืดเยื้อกว่ารอบปกติ ซึ่งนั่นส่งผลให้ในปี 2027 ที่กำลังจะมาถึง จะเกิดปรากฏการณ์ซูเปอร์เอลนีโญ ที่จะส่งผลโดยตรงต่อประเทศไทยให้มีสภาพอากาศที่ร้อนจัด และกระทบต่อการกักเก็บน้ำ การเพาะปลูกพืชผลทางการเกษตรนั่นเอง

ด้าน ผศ.ดร.ธรณ์ ธำรงนาวาสวัสดิ์ นักวิทยาศาสตร์ทางทะเล รองคณบดีฝ่ายกิจการพิเศษ คณะประมง มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ หนึ่งในวิทยากรคนสำคัญของเวทีดังกล่าวได้ออกมาระบุว่า ประเทศไทยมีแนวโน้มเผชิญสภาพอากาศแปรปรวนตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2569 ต่อเนื่องไปจนถึงปี 2570 จากอิทธิพลของเอลนีโญที่กำลังรุนแรงขึ้น ซึ่งไม่เพียงกระทบต่ออุณหภูมิและปริมาณฝน แต่ยังอาจสร้างความเสียหายต่อภาคเกษตรกรรม และความมั่นคงด้านน้ำของประเทศอีกด้วย

2027 ปีที่โหดที่สุด คาดเกษตรกรรายได้ลดลง 8%

ในแง่เศรษฐกิจ ข้อมูลจากสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ยังระบุไว้เช่นกันว่า จากปรากฏการณ์เอลนีโญที่มีแนวโน้มทวีความรุนแรงเป็นซูเปอร์เอลนีโญในช่วงปลายปี 2026 ส่งผลให้หลายพื้นที่เริ่มประสบปัญหาภัยแล้งจากปริมาณฝนที่ลดลงและฝนทิ้งช่วงยาวนานขึ้น

โดยรายงานสถานการณ์ภัยพิบัติด้านการเกษตรในช่วงระหว่างวันที่ 1 เมษายน ถึง 9 กรกฎาคม 2569 พบว่ามีพื้นที่ได้รับผลกระทบจากภัยแล้งแล้ว 5 จังหวัด ครอบคลุมพื้นที่เกษตร 8,646 ไร่ และเกษตรกร 4,453 ราย และคาดว่าผลกระทบของเอลนีโญจะต่อเนื่องถึงครึ่งปีแรกของ 2027 ทำให้ภาคเกษตรเสียหายถึง 6.2 หมื่นล้านบาท โดยข้าวได้รับผลกระทบมากที่สุด คิดเป็นมูลค่าความเสียหายราว 4.3 หมื่นล้านบาท ส่งผลให้รายได้เกษตรกรในปี 2026 มีแนวโน้มลดลงประมาณ 8%

ผศ.ดร.ธรณ์ กล่าวถึงข้อมูลในจุดนี้เพิ่มเติมว่า แม้สถานการณ์ในปัจจุบันจะมีน้ำท่วมเกิดขึ้นทั่วไป แต่ในความเป็นจริง ปริมาณน้ำฝนกำลังลดลง และเมื่อเข้าสู่ซูเปอร์เอลนีโญเต็มตัวในช่วงเดือนพฤศจิกายน 2026 ช่วงเวลาที่ประเทศไทยจะได้ฝนกลับคืนมาอาจเป็นเดือนกรกฎาคม 2027 หรืออีก 8 เดือน ซึ่งเชื่อว่าจะกระทบกับภาคเกษตรกรรม อุตสาหกรรมการท่องเที่ยว หรือแม้แต่ภาคการศึกษา

ไม่เฉพาะภาคเกษตร ใครทำท่องเที่ยว ก็จะรู้ว่าต้นทุนน้ำสำคัญมาก ช่วงมกราคม – มีนาคม เป็นช่วงพีคของการท่องเที่ยว แต่เปิดมาไม่มีน้ำ จะทำอย่างไร โรงเรียนต่าง ๆ ที่ไม่ได้ออกแบบมาให้รับกับความร้อนแบบนี้ จะทำอย่างไร นี่ต่างหากคือสิ่งที่เราต้องคิดกัน”

การเตือนภัยครั้งสุดท้าย เมื่อโลกร้อนใกล้ 1.5 องศา

ไม่เพียงเท่านั้น ในเวทีสัมมนา  The Last Call: As Global Warming Nears 1.5°C ของ ผศ.ดร.ธรณ์ ยังได้ระบุถึง ความเสียหายต่อเศรษฐกิจระดับโลกเอาไว้ในหลายด้าน โดยได้ยกกรณีน้ำท่วมประเทศเนปาล – จีน ซึ่งเกิดขึ้นในวันเดียวกันกับการจัดงานสัมมนาว่าเป็นตัวอย่างที่เห็นได้ชัดที่สุด

“ก๊าซเรือนกระจกมันสะสมไปเรื่อย ๆ ต่อให้วันนี้เราสามารถหยุดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ทั้งหมดเลย ก๊าซที่สะสมไว้มันก็จะยังก่อให้เกิดผลกระทบลากยาวไปอีกหลายสิบปี ดังนั้นสิ่งที่จะเกิดขึ้นก็คือ จากนี้ไปอีก 80 ปี เราจะเหมือนอยู่ในนรก”

“คนที่โชคร้ายที่สุดคือเด็กที่เพิ่งเกิดจนถึงเด็กที่อายุ 8 ปี เพราะเขายังต้องอยู่ไปอีก 80 ปี ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่โลกจะร้อนมาก”

“สิ่งที่เรากำลังคุยกันไม่ใช่เรื่องเศรษฐกิจ แต่เรามีเยอะที่ลูกมาทำงานกรุงเทพ พ่อแม่ติดอยู่ในบ้านที่หาดใหญ่ แม่ติดเตียง ไม่อยากให้แม่จมน้ำ สถานการณ์เหล่านี้ต่างหากที่เราจะเตรียมตัวรับมือกันอย่างไร ไม่ให้มันกลายเป็นบาดแผลในทุกครั้งที่น้ำท่วม”

“หลายคนถามถึงการมีป่า บางคนบอกว่ามีป่าก็น้ำท่วม ไม่มีป่าก็น้ำท่วม แต่การมีป่า ทำให้เราสามารถเพิ่มเวลาในการหนี ไม่มีป่า น้ำมาหาเราใน 1 ชม. ถ้ามีป่า ป่าชะลอไว้ น้ำมาหาเราช้าลง เรายังมีเวลาวิ่งไปพาแม่ออกมาจากเตียงที่บ้านได้”

พยูน – หญ้าทะเล ที่กำลังลดลง

นอกจากป่าบนบกที่ลดลง ทรัพยากรสำคัญอย่าง “หญ้าทะเล” ซึ่งถูกจัดอยู่ในกลุ่มระบบนิเวศ “Blue Carbon” หรือแหล่งกักเก็บคาร์บอนสีน้ำเงินที่มีประสิทธิภาพสูงที่สุดประเภทหนึ่งก็กำลังลดลงเช่นกัน โดยข้อมูลจาก UNEP ระบุว่า หญ้าทะเลทั่วโลกกำลังสูญเสียพื้นที่เฉลี่ยราว 7% ต่อปี หรือเทียบเท่ากับการหายไปของทุ่งหญ้าทะเลขนาดสนามฟุตบอลหนึ่งแห่งทุก ๆ 30 นาที และกำลังส่งผลโดยตรงต่อ “พยูน” ด้วยนั่นเอง

“ปัจจุบัน หญ้าทะเลหายหมดเลย ส่วนพยูนเหรอ มีคนบอกว่า พยูนกลับมาทะเลสมบูรณ์ขึ้น ตัวเลขจริง ๆ วันนี้คือ พยูนกำลังลดลง จากที่เคยมี 280 ตัวในปี 2023 แต่ในปี 2061 (พ.ศ. 2604) พยูนจะเข้าสู่ภาวะสูญพันธ์เชิงคาดการณ์ (มีน้อยกว่า 1 ตัว) เพราะมันไม่มีหญ้าทะเลกินครับ” ผศ.ดร.ธรณ์ ให้ทัศนะแบบตรงไปตรงมาบนเวที ESGNIVERSE

“ผมมองว่า มนุษย์ถึงเวลาที่ต้องดิ้นรนแล้ว”

จากป่าสู่เครื่องดูดคาร์บอน เทคโนโลยีที่โลกกำลังเดิมพัน

นอกจากการฟื้นฟูธรรมชาติแล้ว ผศ.ดร.ธรณ์ ยังชี้ให้เห็นว่า หลายประเทศทั่วโลกกำลังลงทุนในเทคโนโลยีดักจับและกักเก็บคาร์บอน (Carbon Capture and Storage: CCS) รวมถึงเทคโนโลยี Direct Air Capture (DAC) ที่สามารถดึงก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ออกจากชั้นบรรยากาศได้โดยตรง

แม้ปัจจุบันเทคโนโลยีเหล่านี้ยังมีต้นทุนสูงและไม่สามารถทดแทนการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ทั้งหมด แต่ถูกมองว่าเป็นหนึ่งในเครื่องมือสำคัญที่จะช่วยโลกจำกัดอุณหภูมิโลกไม่ให้เพิ่มสูงเกินกว่าระดับวิกฤตในอนาคต ซึ่งกว่าภาพเหล่านั้นจะเกิดขึ้นจริง ในมุมของ ผศ.ดร.ธรณ์อาจหมายถึงการรอให้โลกเข้าสู่ปี ค.ศ. 2100 กันเลยทีเดียว (เป็นช่วงเวลาที่โลกได้ปรับใช้เทคโนโลยีใหม่ที่สะอาด และดีต่อธรรมชาติมากขึ้น)

Source

Source


แชร์ :

You may also like