HomeCSRเจาะแนวคิด กทม. เมืองอัจฉริยะ ใช้ Data ขับเคลื่อนความยั่งยืน สร้างเครือข่าย “ผู้บริโภคสีเขียว”  

เจาะแนวคิด กทม. เมืองอัจฉริยะ ใช้ Data ขับเคลื่อนความยั่งยืน สร้างเครือข่าย “ผู้บริโภคสีเขียว”  

แชร์ :

แนวคิดเรื่องความยั่งยืน (ESG) เป็นสิ่งที่ทุกส่วนต้องก้าวไปด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็น ภาครัฐ เอกชน และประชาชน   “กรุงเทพมหานคร” เป็นหนึ่งในเมืองอัจฉริยะ ในการใช้ Data และเทคโนโลยีบริหารเมือง คาดการณ์ภัยพิบัติต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นปัญหาฝุ่น, น้ำท่วม ไปจนถึงการพัฒนาพื้นที่สีเขียวให้กับคนกรุงเทพ สร้างเครือข่าย “ผู้บริโภคสีเขียว” เพื่อทำให้เรื่องความยั่งยืนอยู่ในใจของผู้คน และสร้างจักรวาล ESG ไปด้วยกัน

THINK THAILAND : NEXT LEVEL

Santos Or Jaune

ในเวทีสัมมนา “ESGNIVERSE 2026 : Real – World of Sustainability (POLYCRISIS PULSE)” ท่ามกลางสภาวะโลกที่กำลังเผชิญหน้ากับ “Polycrisis” (ภาวะวิกฤติซ้อนวิกฤติ) ทั้งความผันผวนทางเศรษฐกิจ การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศขั้นวิกฤติ ปัญหาขยะอาหาร และความท้าทายในห่วงโซ่อุปทาน จัดงานโดยเว็บไซต์  Brand Buffet  ร่วมมือกับเว็บไซต์ SD Thailand 

คุณพรพรหม วิกิตเศรษฐ์ รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ร่วมให้มุมมองจากภาครัฐ ในหัวข้อ “เมืองอัจฉริยะและการใช้ Data เพื่อขับเคลื่อนความยั่งยืน” สรุปได้ดังนี้

คุณพรพรหม วิกิตเศรษฐ์

แนวคิด “เมืองที่ยั่งยืน” ของ กทม. คืออยากให้สิ่งแวดล้อมดี คุณภาพชีวิตที่ดี และไม่ใช้ทรัพยากรของคนรุ่นถัดไป เมื่อวันนี้ดีอนาคตก็ต้องดีด้วย แต่หากวันนี้ดี ใช้ชีวิตอย่างสะดวก แต่ใช้ทรัพยากรของคนรุ่นต่อไปในอนาคต  ทั้งทรัพยากรป่าไม้ โรงงานปล่อยมลพิษ โลกในอนาคตก็ไม่ยั่งยืน  จึงต้องมองปัจจุบันและอนาคตไปพร้อมกัน

การเผชิญปัญหาในยุค Polycrisis ในมิติของสิ่งแวดล้อมสำคัญทุกด้าน ตั้งแต่ตื่นเช้าออกไปนอกบ้าน ก็เจอสภาพอากาศ ฝุ่น PM 2.5 ปัญหาน้ำเสีย ขยะ

อย่างปัญหาฝุ่น PM 2.5 เป็นเรื่องที่กระทบทุกคน การแก้ไขปัญหาไม่สามารถใช้นโยบายเดียวแก้ได้ทั้งหมด โดยต้องไปดูว่า “ต้นทาง” ของปัญหามาจากไหนและจะบริหารจัดการอย่างไร  ใช้หลักวิทยาศาสตร์วิเคราะห์ว่าแหล่งกำเนิดมาจากไหน จากนั้นจะเข้าไปแก้ปัญหาอย่างไร เช่น มลพิษจากรถยนต์, โรงงาน, จากการเผาชีวมวล (เช่น เศษวัสดุทางการเกษตร ไร่อ้อย ข้าวโพด และไฟป่า) ข้ามเมือง

การพยายามลดปัญหาด้านสิ่งแวดล้อม ต้องทำควบคู่กับการเพิ่มมุมบวกด้วย คือ เมืองที่สิ่งแวดล้อมดี ต้องมีพื้นที่สาธารณะเพียงพอ เป็นสถานที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์คนทุกวัย และมีพื้นที่สีเขียว ไม่ว่าจะเป็นสวนสาธารณะ  ต้นไม้ เพื่อสร้างออกซิเจนให้กับประชาชน

เมื่อออกนอกบ้านแล้วเจออากาศสะอาด น้ำสะอาด ริมคลองสะอาดสามารถใช้สัญญจรได้ วิ่งออกกำลังกายริมคลองได้  ไม่มีขยะตกค้าง มีการคัดแยกขยะ สร้างความสะอาดให้บ้านเมือง ทั้งหมดล้วนเป็นเรื่องสำคัญในการสร้างเมืองยั่งยืน

Facebook : กรุงเทพมหานคร

เพิ่มพื้นที่สีเขียว-ดูแลทุกกลุ่มเท่าเทียม

หนึ่งในมาตรการดูแลทุกกลุ่มอย่างเท่าเทียม คือ การสร้างพื้นที่สีเขียว เป็นพื้นที่สาธารณะที่ทุกคนสามารถใช้ได้  ดังนั้นหากมีพื้นที่สาธารณะมากเท่าไหร่ก็เป็นประโยชน์กับทุกกลุ่ม เป็นพื้นที่ที่ประชาชนจะได้มาออกกำลังกาย มีอากาศที่ดี มีคุณภาพชีวิตที่ดี

ที่ผ่านมา กทม. เป็นเมืองใหญ่มีพื้นที่สีเขียวไม่น้อยหน้าใคร  ไม่ว่าจะเป็น สวนลุมพินี สวนเบญจกิติ สวนรถไฟ  พื้นที่สวนขนาดใหญ่ใจกลางเมือง หากเป็นคนในเมืองก็เข้าถึงได้สะดวก แต่หากอยู่ชาญเมืองการเข้าถึงต้องใช้เวลา กทม.จึงพยายามกระจายสวนสีเขียวไปทุกพื้นที่ ด้วยคอนเซ็ปต์สวน 15 นาที (ไม่ว่าอยู่ที่ไหนเดินทางมาสวนใช้เวลา 15 นาทีหรือระยะทาง 800 เมตร) ไม่ว่าจะเป็น สวนหย่อม สวนหน้าหมู่บ้าน สวนขนาดใหญ่ ตลอด 4 ปีที่ผ่านมาเพิ่มพื้นที่สวนไปแล้วกว่า 400 สวน แม้ยังไม่ครบจำนวนสำหรับคนทุกกลุ่ม แต่อัตราการเข้าถึงสวนของคนที่อยู่ในกรุงเทพ มีเปอร์เซ็นต์เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ถือเป็นนโยยายของ กทม.ที่ดูแลคนอย่างเท่าเทียม

นอกจากนี้ยังใช้นโยบายสิ่งแวดล้อม มาช่วยดูแลกลุ่มเปราะบางต่างๆ  เช่น โครงการ BKK Food Bank ที่เห็นว่าตามร้านสะดวกซื้อ ซูเปอร์มาร์เก็ต ร้านอาหาร จะมีสินค้าและอาหารที่ขายไม่หมด แต่ยังรับประทานได้ปกติ แต่ร้านค้าอาจกำหนดมาตรฐานการขายไว้ว่าไม่สามารถขายได้แล้วหากใกล้วันหมดอายุ  เช่น  เบเกอรี่ ผักสด  กทม. จึงไปรับสินค้าเหล่านี้ตามร้านค้า เพื่อนำไปส่งให้ชุมชน กลุ่มเปราะบาง  ซึ่งได้ประโยชน์ 2 ทาง ทั้งการลดขยะอาหาร (Food Waste) และช่วยลดค่าใช้จ่ายของกลุ่มเปราะบางในการซื้ออาหาร  เป็นโครงการที่ช่วยเหลือสังคมกลุ่มเปราะบางและดูแลสิ่งแวดล้อมลดขยะไปพร้อมกัน

ปัญหาเรื่องขยะ ฝุ่น น้ำเสีย เป็นปัญหาสิ่งแวดล้อม ที่หลังจากนี้จะหนักขึ้นเรื่อยๆ จากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ จากปัญหาที่ไม่เคยเจอมาก่อน เช่น Rain Bomb ฝนตกหนักและตกอยู่กับที่ จากฝนตกหนักระดับ 30-50 มิลลิเมตร ก็จะเจอระดับ 60-100 มิลลิเมตร ซึ่งเป็นเรื่องอันตราย เพราะระบบระบายน้ำของ กทม. ไม่สามารถรองรับการระบายน้ำขนาดนั้นได้ทัน  เมื่อระดับน้ำทะเลหนุนสูง มาเจอกับปัจจัยอื่นๆ ที่เกี่ยวกับน้ำ ทั้งฝนตกหนัก น้ำเหนือ น้ำเจ้าพระยา ก็จะเจอปัญหาน้ำท่วม

สิ่งที่ กทม. เน้นในขณะนี้คือ ปัญหาที่เกิดจากปรากฏการณ์ความร้อน Urban Heat  เห็นได้ชัดเจนจากอุณหภูมิที่สูงขึ้นเรื่อยๆ  และมีความชื้นด้วย  สามารถเกิดฮีทสโตรกในกลุ่มเปราะบางได้ เป็นภัยที่มองไม่เห็น เพราะคนรู้สึกว่าอากาศร้อนอยู่แล้ว จึงเป็นปัญหาที่จะเกิดขึ้นในอนาคตโดยเฉพาะหน้าร้อน การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เมื่อรู้ปัญหาที่จะเกิดขึ้นแล้ว กทม. ก็จะเตรียมมาตรการต่างๆ เพื่อรับมือกับเรื่องเหล่านี้

Facebook : กรุงเทพมหานคร

ใช้ Data และเทคโนโลยีบริหารเมือง

หนึ่งในยโบบายสำคัญของ คุณชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร  ได้ให้โจทย์การใช้ Data มาทำงานในหลานด้าน เช่น การคำนวณฝุ่น PM2.5 ว่ามาจากไหน โดยร่วมกับองค์กรนานาชาติทำ Super Station

โดยใช้ AI และ LiDAR ตรวจแหล่งกำเนิด PM2.5 แบบเรียลไทม์ เพื่อดูเวลาว่าฝุ่นมาจากไหน  เช่น ฝุ่นมาจากรถยนต์กี่เปอร์เซ็นต์ มาจากการเผาชีวมวลกี่เปอร์เซ็นต์ เพราะการรู้ข้อมูลเชิงวิทยาศาสตร์จะได้แก้ปัญหาได้ตรงจุด

วันที่ฝุ่นมีปริมาณสูงมาก เพื่อดูข้อมูลตั้งแต่ต้นทางว่าวันนี้มีการเผาชีวมวลจากพื้นที่ใด และขอความร่วมมือในการช่วยกันแก้ปัญหาลดปริมาณฝุ่นเข้ากรุงเทพ

รวมทั้งการใช้ Data เพื่อขยายพื้นที่สวน15 นาที เพราะต้องมีข้อมูลว่าพื้นที่ไหนที่คนยังเข้าไม่ถึงสวน โดยตีรัศมี 800 เมตร ในโซนที่ยังไม่อยู่ในรัศมีจะใช้ Data วิเคราะห์พื้นที่ เพื่อจัดหาพื้นที่ทำสวนเพิ่มเติม เห็นได้ว่าทุกนโยบายจะเริ่มจากปัญหา และนำ Data มาวิเคราะห์ เพื่อหาโซลูชั่นแก้ปัญหาต่างๆ

สร้างเครือข่ายผู้บริโภคสีเขียว

แนวคิดการสร้างเครือข่ายเพื่อความยั่งยืนของ กทม. สิ่งแรกต้องชัดเจนก่อนว่าอยากขอความร่วมมืออะไรกับหน่วยงานไหน เช่น คุยกับจังหวัดรอบข้าง เจาะจงพื้นที่ที่จะขอความร่วมมือ เช่น การแก้ปัญหาฝุ่น PM 2.5 จาก การเผาชีวมวล โดยใช้หลักวิทยาศาสตร์อ้างอิงโดยไม่ได้กล่าวหาใคร ด้วยการทำแบบจำลอง เมื่อในพื้นที่นั้นเผา ใช้ระยะเวลากี่วันฝุ่นพัดเข้ากรุงเทพ  โดยต้องแสดงข้อมูลและข้อเท็จจริงให้เห็นและขอความร่วมมือในการแก้ปัญหา และช่วยเหลือในพื้นที่นั้นด้วย เช่น หากข้อให้ลดการเผาชีวมวล ก็ต้องใช้เครือข่ายเอกชนที่ต้องการช่วยแก้ปัญหาในกรุงเทพ เข้าไปช่วยจังหวัดนั้นๆ ด้วย  หรือหากต้องการเผาและดับไม่ทันก็สามารถขอรถดับเพลิงจาก กทม.ไปช่วยได้ เป็นการร่วมมือกันเพื่อช่วยแก้ปัญหาฝุ่น

ESG เป็นการทำงานเพื่อสังคม คือการทำธุรกิจเหมือนเดิม แต่ช่วยเหลือด้านสังคม สิ่งแวดล้อม ไปพร้อมกัน  ซึ่งเป็นเรื่องที่ขัดกับการทำกำไร 100% ของภาคธุรกิจในอดีต  ถือเป็นการปรับการทำงานครั้งใหม่ ซึ่งไม่ใช่เรื่องที่ง่าย  แต่เมื่อโลกเดินมาในทิศทางนี้ เป็นเทรนด์ที่ชัดเจน เพื่อโลกที่ดีขึ้น และเป็นสิ่งที่เอกชนต้องปรับตัว

การทำ ESG เป็นการทำสิ่งใหม่ๆ เพื่ออนาคต เพราะเป็นการสร้างฐาน “ผู้บริโภคสีเขียว” ซึ่งเป็นผู้ซื้อ ที่เลือกซื้อจากบริษัทที่ทำดีต่อสิ่งแวดล้อม หากการทำ ESG ใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ  ก็จะเห็นเทรนด์ผู้บริโภคคนรุ่นใหม่ที่เป็นผู้บริโภคสีเขียวมากขึ้น และบริษัทที่เริ่มทำ ESG ก่อนก็จะได้ประโยชน์ก่อน จึงส่งเสริมให้ทุกบริษัทเร่งมือทำ ESG เพื่อได้ใจผู้บริโภค

วันนี้ภาคเอกชนมาไกลเรื่องการขับเคลื่อนเศรษฐกิจร่วมกับภาครัฐ หากสามารถเป็นตัวอย่างที่ดีในการขับเคลื่อนเรื่องความยั่งยืน โดยเฉพาะความยั่งยืนของเมืองใหญ่จะเป็นเรื่องดี

ในมุมประชาชน หลายเรื่องด้านสิ่งแวดล้อมสามารถเริ่มจากตัวเองได้ ด้วยการเป็นผู้บริโภคสีเขียว เช่น แยกขยะ ทำให้ปริมาณขยะลดลงได้ ลดการใช้รถยนต์เพื่อช่วยลดฝุ่น หรือดูแลรถยนต์ให้บ่อยขึ้น

หากมีคนอาศัยอยู่ในกรุงเทพฯ 10 ล้านคน ทุกคนช่วยกันทำในสิ่งที่ตัวเองทำได้ก็จะช่วยลดปัญหาสิ่งแวดล้อมในเมืองใหญ่ได้

Facebook : กรุงเทพมหานคร

อ่านเพิ่มเติม


แชร์ :

You may also like