
งานสัมมนาประจำปี dentsu DECODE 2026 INTELLIGENCE IN MOTION Smarter. Faster. Built for Growth. “เดนท์สุ” มีเดียเอเจนซี่ชวนนักการตลาด ปลดล็อกขุมพลัง Intelligence Operating System ผ่าน 7 ขั้นตอนขับเคลื่อนมีเดียให้แบรนด์ “รู้ก่อน-โตก่อนใคร”
คุณวิสาส์น สิริจันทานนท์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารสายงานธุรกิจมีเดีย กลุ่มบริษัทเดนท์สุ ประเทศไทย และบริษัท คาราท (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่าสิ่งที่นักการตลาดต้องรู้เกี่ยวกับผู้บริโภควันนี้ คือ “พวกเขาสนใจอะไร เมื่อไหร่ และเพราะอะไร” รวมถึงต้องรู้ว่าจะเข้าถึงด้วยวิธีใด ช่องทางไหน และรูปแบบใด ในเวลาและบริบทที่เหมาะสม
“เมื่อผู้บริโภคจำนวนมากถูกนำทางด้วยอัลกอริทึม หากยังทำงานแบบเดิม ความล่าช้าจะกลายเป็นความเสี่ยงทางธุรกิจ”
ปัจจุบันต้องมองความได้เปรียบเชิงความเร็ว (Economy of Speed) เพิ่มขึ้นจากความได้เปรียบเชิงขนาด (Economy of Scale) ความเร็วที่นักการตลาดต้องตามให้ทัน ไม่ใช่แค่การทำงานให้เร็วขึ้น แต่คือความสามารถในการจับสัญญาณ ตรวจสอบช่องทางการเข้าถึงลูกค้า แก้ไขความผิดพลาดด้วยข้อมูลที่แม่นยำ และขยายผลความสำเร็จได้ก่อนใคร
“อนาคตไม่ได้เป็นของคนที่วางแผนได้ดีที่สุด แต่เป็นของคนที่เห็นก่อน ตัดสินใจก่อน และลงมือก่อน Winning ไม่ใช่ด้วย Scale หรือ Size แต่ด้วย Decision Speed”
7 ขั้นตอนปลดล็อกพลังแบรนด์
“เดนท์สุ” เสนอกรอบการทำงานใหม่ที่เปลี่ยนจากการตลาดแบบยึด “แคมเปญเป็นหลัก” ไปสู่ “ระบบที่พร้อมปรับและพร้อมใช้ตลอดเวลา” โดยใช้ AI เป็นแกนกลางเพื่อช่วยจัดการสัญญาณได้อย่างชาญฉลาด ตัดสินใจได้ด้วยความรวดเร็ว และสร้างการเติบโตทางธุรกิจได้อย่างต่อเนื่อง
สรุป 7 ขั้นตอนสำคัญเพื่อให้แบรนด์ “รู้ก่อน-โตก่อนใคร” ดังนี้
1. Growth Audiences
– จัดการกลุ่มเป้าหมายด้วย AI เพื่อเข้าถึง “คนที่มีความต้องการจริง” ลดการเดาและลดความเสี่ยงจากการเลือกกลุ่มแบบลุ้นผล
– ใช้เครื่องมือ AI ช่วยหากลุ่มเป้าหมายคุณภาพเพื่อสร้างการเติบโตให้ธุรกิจ ได้กลุ่มลูกค้าเป้าหมายที่ตรงกับธุรกิจและบริการของลูกค้าที่สูงขึ้น และลดความสิ้นเปลืองจากการกำหนดลูกค้าเป้าหมายที่ผิดกลุ่มเพราะกว้างเกินไปเช่นในอดีต (demographic & interest profiles)
– เพื่อทำให้การใช้เงินทำการตลาดก้อนเดิม เข้าถึงกลุ่มลูกค้าได้ตรงเป้าหมายมากขึ้น ได้ทั้งยอดขายและสร้างแบรนด์ในระยะยาว เพราะเป้าหมายของนักการตลาดและแบรนด์ คือการเติบโตของรายได้และยอดขาย
2. Predictive Planning
– เปลี่ยนจากเน้นการเข้าหาผู้บริโภคจำนวนมากแบบเน้นการเข้าถึง (reach) ไปสู่การคาดหวังประสิทธิผลจากการรับชมสื่อที่ส่งถึงคนที่ “มองจริง สนใจจริง” และสามารถตรวจสอบคุณภาพการมองเห็นของสื่อที่นำเสนอออกไปได้
– ตัวอย่างสิ่งที่วัดได้ คือ viewable impressions ดีขึ้น คุณภาพการมองเห็นสูงขึ้น และ frequency เหมาะสมขึ้น
3. Intelligent Activation
– การใช้ข้อมูลของผู้บริโภคจากหลากหลายมิติ เช่น ข้อมูลพฤติกรรม ตำแหน่งสถานที่ การทำกิจกรรมบนออนไลน์ การท่องเที่ยวเดินทาง การใช้จ่ายบนออนไลน์ เป็นต้น เพื่อหากลุ่มเป้าหมายที่มีโอกาสสูงที่สุดที่จะซื้อสินค้า-บริการ (High-Intent Audience) นำมาเข้าระบบทำงานต่อเพื่อให้ได้ผลลัพธ์เชิงธุรกิจชัดขึ้น
– ตัวอย่างผลลัพธ์ที่ได้เป็นกรณีเฉพาะรายและอาจแตกต่างกันไป เช่น เพิ่มประสิทธิภาพการลงทุนโฆษณา 1.4 เท่า ได้ลีดเพิ่มขึ้น 67% (กลุ่มธุรกิจประกัน) ราคาลีดลดลง 56% (กลุ่มธุรกิจอสังหาฯ) และเพิ่มอัตราการซื้อจากการมองเห็นสื่อ 145% (กลุ่มธุรกิจอาหารและเครื่องดื่ม)
4. Optimization Intelligence
– การรันแคมเปญบนทุกแพลตฟอร์มด้วยระบบอัจฉริยะที่คอยจัดการกับทุกสัญญาณข้อมูลจริงในขณะเดียวกัน เพื่อผลลัพธ์รวมที่ดีที่สุด แทนการรอ “จบแคมเปญแล้วค่อยแก้”
– ตัวอย่างสิ่งที่วัดได้ CPL และ CPA (ต้นทุนค่าโฆษณาต้นทุนต่อการได้มาซึ่งลูกค้า 1 ราย) ลดลง, อัตราการตัดสินใจเป็นลูกค้าสูงขึ้น, คุณภาพทราฟฟิกดีขึ้น (เช่น time on site/engagement), ลดการสูญเปล่าจาก placement หรือกลุ่มเป้าหมายที่ไม่ตอบสนอง
5. Content Intelligence
– การบริหารคอนเทนต์ให้ “สอดคล้องและน่าเชื่อถือ” ข้ามหลายช่องทาง ทั้งของแบรนด์เองและช่องทางอื่นๆ (เช่น KOL/สื่อ/คอมมูนิตี้)
– ตัวอย่างสิ่งที่วัดได้ เช่น ประสิทธิภาพคอนเทนต์รายฟอร์แมต/ช่องทาง, engagement, video completion, คุณภาพทราฟฟิกจากคอนเทนต์ (time on site, scroll depth) ที่ดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
6. Commerce Intelligence
– เชื่อมสื่อ, Social Listening, คอนเทนต์, KOL / Influencer และคอมเมิร์ซให้วัดผลเชิงพาณิชย์ได้จริง
– ตัวอย่างสิ่งที่วัดได้ เช่น ยอดขาย/คำสั่งซื้อที่เกิดจากแคมเปญ, conversion rate, อัตราผลตอบแทนจากค่าโฆษณา/อัตราผลตอบแทนจากการลงทุน (GMV/ROAS/ROI), ต้นทุนต่อคำสั่งซื้อที่ดีขึ้น
– ตลาดอีคอมเมิร์ซในไทยเติบโตสูงมาก แบรนด์มีการจัดสรรเงินให้อินฟลูเอนเซอร์ทำคอนเทนต์จำนวนมาก จึงต้องบริหารจัดการ “คอนเทนต์” ของอินฟลูเอนเซอร์ในทุกแพลตฟอร์มเพื่อสร้างรายได้กลับมาที่แบรนด์
7. Reporting Intelligence
– รายงานในรูปแบบ dashboard อัจฉริยะที่ช่วยตอบคำถาม “สิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อธุรกิจ” ช่วยลดงาน manual และเร่งความเร็วในการตัดสินใจ
– ตัวอย่างสิ่งที่วัดได้ เช่น ความเร็วในการรายงานผลแบบ real-time สามารถเชื่อมต่อ data source ที่หลากหลายเพื่อให้เห็นรายงานที่ชัดเจน และครอบคลุมทุกมิติ พร้อม AI Analytics สรุปและตอบทุกคำถามสำคัญเพื่อสร้างการเติบโตให้ธุรกิจได้จริง
ในยุค AI เพื่อให้นักการตลาดและแบรนด์ก้าวให้เร็วกว่า Movement ของผู้บริโภคที่ปรับเปลี่ยนเร็วมาก จึงต้องมีเครื่องมือที่เชื่อมโยงทั้ง Ecosystem เข้าด้วยกัน เครื่องมือ dentsu Intelligence ทำได้ครบลูปและมีบทบาทเป็น Growth Partner กับแบรนด์




