HomeSponsoredสยามพิวรรธน์ พลิกเกม Luxury Retail ผนึก 4 บิ๊กเนมระดับโลก สร้าง Luxury Ecosystem ที่สมบูรณ์แบบ

สยามพิวรรธน์ พลิกเกม Luxury Retail ผนึก 4 บิ๊กเนมระดับโลก สร้าง Luxury Ecosystem ที่สมบูรณ์แบบ

แชร์ :

หากพูดถึงลักชัวรี่รีเทลเบอร์หนึ่งของไทยชื่อของ “สยามพิวรรธน์” เจ้าของศูนย์การค้าสยามพารากอน สยามเซ็นเตอร์ สยามดิสคัฟเวอรี่ และหนึ่งในพันธมิตรเจ้าของไอคอนสยาม คือเบอร์ต้นที่หลายคนนึกถึง  ปัจจุบัน “สยามพิวรรธน์” ครองส่วนแบ่งในตลาดลักชัวรี่กว่า 70% (สัดส่วนยอดขายสินค้าลักชั่วรี่ในไทย) กลายเป็นผู้ขับเคลื่อนสำคัญในตลาดเมืองไทย

THINK THAILAND : NEXT LEVEL

Santos Or Jaune

ล่าสุด “สยามพิวรรธน์” สร้างปรากฏการณ์ครั้งใหม่ให้ในแวดวงลักชัวรี่เมืองไทย ด้วยการผนึก 4 พันธมิตรระดับโลก Belmond [LVMH], Galeries Lafayette, Insignia และ MJETS เดินหน้ายุทธศาสตร์ “Borderless Luxury Ecosystem” สร้าง Luxury Ecosystem เชื่อมโยงฐานข้อมูลสมาชิกข้ามทวีป สร้างปรากฏการณ์เอกสิทธิ์ไร้พรมแดน เพื่อปักหมุดประเทศไทยให้เป็นศูนย์กลางลักชัวรีอันดับหนึ่งของเอเชีย

เปิดขุมพลังฐานสมาชิกล้านราย ครองมาร์เก็ตแชร์ลักชัวรี 70%

คุณสรัลธร อัศเวศน์ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ สายงาน Customer Centricity & Relationship บริษัท สยามพิวรรธน์ จำกัด ฉายภาพกลยุทธ์การบริหารความสัมพันธ์ลูกค้า (CRM) ว่า ปัจจุบันสยามพิวรรธน์มีฐานสมาชิกภายใต้ระบบนิเวศ (ONESIAM Member) ประมาณ 2 ล้านราย โดยความน่าสนใจอยู่ที่สัดส่วน Active Member ที่สูงถึง 60% ซึ่งเป็นกลุ่มที่เข้ามาใช้บริการอย่างสม่ำเสมอ ทั้งนี้ ศูนย์การค้าในกลุ่มสยามพิวรรธน์สามารถครองส่วนแบ่งการตลาดลักชัวรีรีเทลในไทยได้กว่า 70% ซึ่งความสำเร็จนี้เกิดจากการมีฐานลูกค้ากลุ่ม High-Net-Worth ที่แข็งแกร่งที่สุดในภูมิภาค

“เป้าหมายของเราในปีนี้คือการสร้าง Borderless Luxury Ecosystem ที่ไร้รอยต่ออย่างแท้จริง เราไม่ได้มองตัวเองเป็นเพียงศูนย์การค้า แต่เป็นผู้ส่งมอบประสบการณ์การใช้ชีวิตระดับโลก การจับมือกับพันธมิตรครั้งนี้จะทำให้สิทธิประโยชน์ของสมาชิก ONESIAM ไม่ได้จำกัดอยู่แค่ในประเทศไทย แต่ครอบคลุมไปถึงการเดินทาง การพักผ่อน และการช้อปปิ้งในมหานครชั้นนำทั่วโลก”

ทั้งนี้จากฐานข้อมูล (Data Insight) สมาชิกของ “สยามพิวรรธน์” พบว่ากลุ่มลูกค้าที่ขับเคลื่อนยอดขายหลักคือกลุ่ม Ultra-High Net Worth (UHNW) ซึ่งมีสถิติที่น่าสน ได้แก่

ยอดใช้จ่ายเฉลี่ย: ลูกค้ากลุ่ม Top Tier ประมาณ 5,000 คน มียอดใช้จ่ายต่อปีตั้งแต่ 10 ล้านบาทขึ้นไปต่อคน

– พลังการจับจ่าย: ในปี 2568 พบว่ากลุ่มสมาชิก HNW คุณภาพสูงมียอดจับจ่ายเฉลี่ยต่อครั้งมากกว่า 1 ล้านบาท และมียอดใช้จ่ายรวมต่อปี สูงกว่าลูกค้าทั่วไปถึง 35 เท่า

– ภูมิคุ้มกันทางเศรษฐกิจ: ลูกค้ากลุ่มนี้ไม่ได้รับผลกระทบจากความผันผวนของเศรษฐกิจหรือปัจจัยภายนอก แต่ให้ความสำคัญกับ “ประสบการณ์พิเศษ” (Extraordinary Experience) และการดูแลระดับเอ็กซ์คลูซีฟ ซึ่งเป็นช่องว่างทางการตลาดที่สยามพิวรรธน์เข้าไปเติมเต็ม

ผนึก 4 บิ๊กเนมโลก เร่งกลยุทธ์ Borderless Ecosystem  จากรีเทลสู่ไลฟ์สไตล์ไร้พรมแดน (Borderless Global Privilege)

ล่าสุด “สยามพิวรรธน์” เดินหน้าเสริมแกร่ง  Luxury Ecosystem ไปอีกขั้น ด้วยการผนึก 4 พันธมิตรระดับโลก เพื่อส่งมอบสิทธิประโยชน์แบบ “Borderless Global Privilege” ประกอบด้วย ทั้งหมดจะทำหน้าที่เสริมแกร่งซึ่งกันและกันในการมอบอกสิทธิ์ไร้พรมแดน  Global Privilege ให้แก่ลูกค้าในด้านต่าง ๆตั้งแต่

  1. BELMOND (ในเครือ LVMH): ยกระดับการเดินทางผ่านโรงแรมและรีสอร์ทหรู รวมถึงรถไฟระดับตำนานทั่วโลก โดยสมาชิกจะได้รับบริการผู้ช่วยส่วนตัว (Personal Assistant) และการต้อนรับระดับ VIP แบบเฉพาะบุคคล
  2. GALERIES LAFAYETTE (ฝรั่งเศส): มอบประสบการณ์ช้อปปิ้งไร้รอยต่อ ณ กรุงปารีส สมาชิก ONESIAM จะได้รับเอกสิทธิ์เข้าใช้ VIP Lounge, บริการ Personal Shopper ส่วนตัว และบริการ Fast Track สำหรับการคืนภาษี (Tax Refund) โดยไม่ต้องรอคิว
  3. INSIGNIA: ผู้นำด้านบริการจัดการไลฟ์สไตล์ส่วนบุคคลระดับพรีเมียมตลอด 24 ชั่วโมง ซึ่งจะช่วยเปิดประตูสู่กิจกรรมเอ็กซ์คลูซีฟระดับโลกที่ยากจะเข้าถึงได้สำหรับบุคคลทั่วไป
  4. MJETS: เติมเต็มจิ๊กซอว์ด้านการเดินทางด้วยบริการเครื่องบินเจ็ทส่วนตัว (Private Jet) และบริการรับ-ส่งจากรันเวย์สนามบิน (Private Terminal) ตรงสู่ศูนย์การค้าในเครือสยามพิวรรธน์

โดยเป้าหมายสำคัญของการสร้าง Global Privilege Partnership ในปีนี้ คือ การยกระดับประเทศไทยสู่การเป็น Luxury Destination มุ่งเสริมความแข็งแกร่งให้กับ Global Luxury Ecosystem เชื่อมต่อระบบนิเวศธุรกิจลักชูรีอย่างไร้รอยต่อสำหรับลูกค้ากลุ่ม Ultra-HNWIs ผ่านการบูรณาการฐานข้อมูลแบบครบวงจร

อย่างไรก็ตามก่อนหน้า “สยามพิวรรธน์” ได้จับมือกับพันธมิตรศูนย์การค้ายักษ์ใหญ่ 8 แห่งมาแล้ว ไม่ว่าจะเป็น Hyundai (เกาหลีใต้), Parco (ญี่ปุ่น), ION Orchard (สิงคโปร์), Times Square (ฮ่องกง), Pavilion (มาเลเซีย), Plaza Indonesia (อินโดนีเซีย) และ Taipei 101 (ไต้หวัน) ซึ่งกลยุทธ์นี้เป็นการ “Cross-Pollination” ของฐานสมาชิกคุณภาพสูง เมื่อสมาชิกของพันธมิตรเหล่านี้เดินทางมาไทย จะถูกดึงเข้าสู่ Ecosystem ของสยามพิวรรธน์โดยอัตโนมัติ พร้อมรับสิทธิพิเศษ VIP เฉพาะตัว

“เราไม่ได้ทำแค่โปรโมชั่น แต่เราสร้าง Emotional Attachment โดยสยามพิวรรธน์นำข้อมูลพฤติกรรมลูกค้ามาทำ Hyper-Personalization เช่น บริการ Itinerary Service ที่มีทีมงานมืออาชีพคอยวางแผนการท่องเที่ยวและไลฟ์สไตล์ตามความต้องการส่วนบุคคล รวมถึงบริการ Personal Assistant ที่คอยดูแลขณะช้อปปิ้งด้วยมาตรฐานการบริการระดับสูง ” คุณสรัลธรกล่าว

ปัจจุบันสยามพิวรรธน์เห็นการเติบโตของฐานลูกค้าใหม่จากภูมิภาคที่น่าสนใจ เช่น ตะวันออกกลาง (ดูไบ) และ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (สิงคโปร์, เวียดนาม) ที่เดินทางเข้ามาท่องเที่ยวและช้อปปิ้งในไทยเพิ่มขึ้นผ่านเครือข่ายพันธมิตรดังกล่าว ซึ่งคาดการณ์ว่าจะส่งผลให้ยอดใช้จ่ายในกลุ่มลักชัวรีของบริษัทเติบโตขึ้นไม่ต่ำกว่า 30% ในปีนี้

ทั้งหมดคือยุทธศาสตร์ของสยามพิวรรธน์ในการทำ Platform Ecosystem ที่ปลี่ยนจากการพึ่งพาเพียงยอดขายในสาขา มาเป็นการสร้างเครือข่ายลักชัวรีระดับโลกที่สมาชิกสามารถพกสิทธิประโยชน์ไปได้ทั่วโลก และเป็นการตอกย้ำว่าในสมรภูมิลักชัวรี ใครที่ถือข้อมูลและเครือข่ายพันธมิตรที่ทรงพลังกว่า คือผู้ที่จะครองตลาดอย่างแท้จริง

 


แชร์ :

You may also like