ปี 2026 รายการเรียลลิตี้-มิวสิกเอนเตอร์เทนเมนต์ 24 ชั่วโมงอย่าง “Academy Fantasia” หรือ “บ้าน AF” กำลังกลับมาเปิดปฏิบัติการล่าฝันอีกครั้ง หลังจากเคยสร้างความสำเร็จให้กับกลุ่มทรูมาแล้ว ทั้งความฮอตฮิตของรายการโด่งดังไปทั่ววงการทีวีไทย แถมยังสร้างชื่อ “TrueVisions” เดิมคือ “UBC” ให้เป็นที่รู้จักและเติบโตแบบสุดๆ จนกลายเป็นเจ้าตลาดทีวีแบบบอกรับสมาชิกมาแล้ว อะไรคือเหตุผลที่กลุ่มทรูต้องการนำ True AF กลับมาอีกครั้ง หลังจากห่างหายไปเกือบ 10 ปี
ตาม Brand Buffet มาฟังวิธีคิดจาก “คุณองอาจ ประภากมล” หัวหน้าสายงานทรูวิชันส์ และมีเดีย บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) พร้อมทั้งเจาะยุทธศาสตร์ของ TrueVisions นับจากนี้ที่ตั้งเป้าสร้าง Brand Love ในใจผู้บริโภค และถ้าเป็นคอนเทนต์ไทยต้องนึกถึง True Visions
2 เหตุผลของการนำ AF กลับมา
เส้นทางบ้าน AF เกิดขึ้นในวงการทีวีไทยครั้งแรกเมื่อปี 2004 ในเวลานั้นตลาดกล่องทีวีแบบบอกรับสมาชิกยังไม่มีรายการเรียลลิตี้โชว์ที่ถ่ายทอดชีวิตแบบสดๆ 24 ชั่วโมง อีกทั้งการแข่งขันของตลาดวิดีโอคอนเทนต์ไม่ได้ดุเดือดเพราะมีผู้เล่นเพียงไม่กี่ราย จึงทำให้ AF สามารถจุดพลุในตลาด จนกลายเป็น Killer Program ที่ช่วยขยายฐานสมาชิกและสร้างแบรนด์ TrueVisions เป็นที่รู้จักอย่างรวดเร็ว และจากความนิยมที่มีมาต่อเนื่อง ทำให้ TrueVisions พัฒนารายการ AF มาถึง 12 ซีซัน จนถึงปี 2016 จึงห่างหายไปจากจอ
จากวันนั้น ผ่านมา 10 ปี วันนี้กลุ่มทรูตัดสินใจนำเรียลลิตี้ของเหล่านักล่าฝันกลับมาระเบิดจออีกครั้ง โดยเหตุผลสำคัญของทรู คือ
1.ตลาดคอนเทนต์แข่งขันดุ
การแข่งขันของตลาดทีวีแบบบอกรับสมาชิกเปลี่ยนไป จากเดิมรับชมผ่านกล่องทีวีที่ต้องลากสายเคเบิล ก่อนขยับสู่ยุคจานดาวเทียม และปัจจุบันพัฒนามาเป็นการรับชมผ่านแอปพลิเคชั่น อีกทั้งการแข่งขันก็เข้มข้น มีผู้ให้บริการทั้งระดับภูมิภาคและระดับโลกเข้ามาแข่งขันในตลาดจำนวนมาก เช่น Netflix, WeTv และ Viu เป็นต้น ทำให้ฐานลูกค้า และ Brand Awareness ของ TrueVisions ค่อยๆ ลดลงจนมาอยู่อันดับ 6 จากผู้ให้บริการทั้งหมด 7 แบรนด์ จึงทำให้ทรูก็ต้องปรับตัว สู่การปั้น “TrueVisions Now” ซึ่งเป็นแพลตฟอร์ม OTT มาบุกตลาดเพิ่ม ซึ่งดึงกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่หันมาเสพคอนเทนต์แบบออนดีมานด์ หรือการสตรีมมิ่งผ่านอินเทอร์เน็ต (OTT) มากขึ้น
2.สร้างความแตกต่างจากคู่แข่ง
เมื่อเปลี่ยนมาให้บริการ OTT รูปแบบของคอนเทนต์ก็ต้องเปลี่ยนไปด้วย จากเดิมทรูจะเน้นนำเข้าคอนเทนต์จากต่างประเทศ แต่หลังจากนี้ไปจะขยับมาผลิตคอนเทนต์เองมากขึ้น เพราะมองว่าที่ผ่านมาทรูมีความเชี่ยวชาญในการผลิตคอนเทนต์และหลายคอนเทนต์ก็เป็นตำนาน หนึ่งในนั้นคือ AF ประกอบกับเรียลลิตี้โชว์เป็นหนึ่งในคอนเทนต์ที่คู่แข่งยังไม่มี ซึ่งจะทำให้ TrueVisions Now แตกต่างจากผู้ให้บริการ OTT อื่นที่มี Main Course ส่วนใหญ่คือ ซีรีส์ และภาพยนตร์
“ท้าทาย” แต่ก็มี “โอกาส”
แม้ก่อนหน้านี้จะเป็น Killer Content สร้างแบรนด์ TrueVisions ให้คนรู้จักมาแล้ว แต่การนำ AF กลับมาอีกครั้ง ก็ “ท้าทาย” เพราะในยุคที่ตลาดแข่งขันดุเดือด AF ยังจะโดนและเข้ากับยุคนี้ไหม? นี่คือคำถามที่คุณองอาจคิดเช่นกัน
“ตอนดีดลูกคิด ใช้เวลานาน เพราะแพง ใช้เงินลงทุนถึง 120 ล้านบาท ถือว่ามากที่สุดเป็นประวัติการณ์ ตั้งแต่ทำ AF มา และไม่รู้ว่าคนยุคนี้จะชอบไหม”
แต่เมื่อลองแย้มกับตลาดว่า AF กำลังกลับมา คุณองอาจบอกว่า กลับ Surprise เพราะทั้งแฟนคลับที่เคยดูและโตมากับ AF รวมถึงคนในโซเชียลตอบรับดีมาก เสียงส่วนใหญ่บอกน่าจะนำกลับมาทำตั้งนานแล้ว และตั้งแต่ต้นปี จนถึงตอนนี้ (22 พ.ค. 2569) มียอดวิวรวมทุกแพลตฟอร์ม 236 ล้านวิว จึงทำให้มั่นใจว่ามาถูกทาง และด้วยความเชี่ยวชาญในเรียลลิตี้โชว์ ก็ทำให้เชื่อว่าสามารถแข่งได้
กลับมารอบ 10 ปี ต้องเข้มกว่าเดิม
นอกจากจุดแข็งเรื่องเรียลลิตี้โชว์แล้ว อีกหนึ่งสิ่งที่ทำให้ทรูมั่นใจว่า AF 2026 จะถูกจริตคนยุคนี้ ก็คือ ความแตกต่างของคอนเทนต์ เพราะไม่ได้เป็นการนำรายการเก่ามาปัดฝุ่นใหม่เหมือนละคร Remake หรือเสาะหานักร้องที่เก่งเหมือนรายการประกวดร้องเพลงทั่วไป คุณองอาจ บอกว่า AF 2026 ได้ “ยกเครื่อง” ใหม่หมด ตั้งแต่วิธีการคัดเลือก 12 นักล่าฝัน จากผู้สมัคร 10,000 คน โดยแต่ละคนต้องมีคาแรกเตอร์แตกต่างกัน แถมต้องครบเครื่อง ไม่ได้แค่ร้องเพลงได้อย่างเดียว และต้องมีฐานแฟนคลับ เพื่อให้รายการสนุก ครบรส และผู้เข้าแข่งขันสามารถต่อยอดสู่การสร้างอาชีพของตัวเองได้ต่อไป
แม้กระทั่งครูและคณะกรรมการก็เป็นคนรุ่นใหม่ และเบอร์ต้นๆ ของวงการบันเทิงยุคนี้ ตลอดจนการผลิตคอนเทนต์ยังตอบโจทย์การเสพสื่อของผู้บริโภคทุกกลุ่ม โดยฐานแฟนคลับเดิมสามารถดูได้ตลอดเวลาผ่านเคเบิลทีวี และทีวีดาวเทียม ส่วนคนรุ่นใหม่ รับชมผ่านช่องทางออนไลน์ TrueVisions Now ที่มีทั้งคอนเทนต์แบบ Short Clip, ไลฟ์สตรีม และการดูสด
นอกจากนี้ โมเดลการหารายได้ก็แตกต่างจาก 12 ซีซันที่ผ่านมา โดยปีนี้รายได้มาจาก 3 ช่องทาง คือสปอนเซอร์ 40% การโหวต 40% และการสมัครสมาชิก 20% จากเดิมรายได้จะมาจากสปอนเซอร์ 60% และการโหวต 40%
มากกว่ารายได้ คือ ขยายฐานลูกค้า และสร้าง Brand love
แม้การลงทุนในครั้งนี้สูงมาก แต่คุณองอาจเชื่อว่ารายได้จาก 3 ส่วนน่าจะครอบคลุมการลงทุนได้ แต่สิ่งที่จะได้มากกว่าเม็ดงินคือ การเพิ่มความถี่ในการชมของกลุ่ม Baby Boomer, Gen X และ Gen Y รวมถึง Gen Z รู้จัก True Visions มากขึ้นด้วย ซึ่งจะต่อยอดสู่การสมัครสมาชิก และกลายเป็น “แบรนด์เลิฟ” ในใจลูกค้า โดยตั้งเป้าดึงลูกค้าเข้ามาดาวน์โหลดแอป TrueVisons Now เพิ่มขึ้น 20% จากปัจจุบันมี 5 ล้านราย และช่องทางเคเบิลและดาวเทียมเพิ่มอีก 10% จากปัจจุบันมีอยู่ 1 ล้านราย
นอกจากการนำเรียลลิตี้ระดับตำนานกลับมาบุกตลาดแล้ว อีกสิ่งที่จะเห็น True Visions รุกหนักมากขึ้นในปีนี้คือ การวางตัวเองเป็นแพลตฟอร์มคอนเทนต์ไทย จึงหันมาให้ความสำคัญกับคอนเทนต์ไทยมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นละคร ซีรีส์ และกีฬา เพราะพฤติกรรมคนไทยไม่ได้ชอบกินสปาเกตตี้ตลอดเวลา แต่เมนูหลักๆ อยากกินข้าวและผัดไทย ดังนั้น ถ้ามีคอนเทนต์ไทยมากกว่า และสนุก ก็จะสร้างความต่างและดึงลูกค้ามาที่ TrueVisions Now ได้มากขึ้น
แม้จะโฟกัสคอนเทนต์ไทยมากขึ้น แต่คุณองอาจ ย้ำว่า ยังไม่ทิ้งคอนเทนต์อื่นๆ เช่น เกาหลี ญี่ปุ่น จีน และตะวันตก เพียงแต่สัดส่วนอาจน้อยลง โดยสิ้นปีนี้ต้องการปรับสัดส่วนคอนเทนต์ไทยเพิ่มเป็น 35-40% จากปัจจุบันสัดส่วนอยู่ที่ 20% ซึ่งจะทำให้ภาพของ TrueVisions ในการเป็นแพลตฟอร์มคอนเทนต์ไทยชัดเจนขึ้น จนเข้าไปอยู่ในใจของลูกค้าทุกกลุ่มอย่างเหนียวแน่น ทำให้เมื่อนึกถึงคอนเทนต์ไทย คนก็จะนึกถึง True Visions นั่นเอง
การนำ AF กลับมาครั้งนี้ จึงเป็นการเดิมพันครั้งใหญ่อีกครั้งของกลุ่มทรู และหากทำได้สำเร็จ ก็จะทำให้ TrueVision กลับมาโดดเด่นอีกครั้ง งานนี้จึงถือว่า “คุ้ม” เสี่ยงทีเดียว
ติดตามพวกเราได้ที่ LINE






