HomeAutomobileตลาด EV แดนอิเหนาฮอต Grab จับมือ BYD เพิ่มรถ EV 1,000 คัน

ตลาด EV แดนอิเหนาฮอต Grab จับมือ BYD เพิ่มรถ EV 1,000 คัน

แชร์ :

grab ev

อาจกล่าวได้ว่า อุตสาหกรรม EV ในแดนอิเหนาตอนนี้กำลังฮอตสุด ๆ หลังจากที่ก่อนหน้านี้ มีบริษัทยักษ์ใหญ่มากมายเข้าไปลงทุนในธุรกิจดังกล่าว ไม่ว่าจะเป็น Hyundai และ LG ที่เปิดโรงงานสำหรับผลิตแบตเตอรี่ EV รวมถึงค่าย BYD และ Neta จากจีนแผ่นดินใหญ่ที่เปิดโรงงานผลิตรถยนต์ในมูลค่าหลักพันล้านเหรียญสหรัฐฯ ล่าสุดถึงเวลาของ Grab ผู้ให้บริการ Ride-Hailing ที่ประกาศจับมือกับ BYD นำรถ EV เพิ่มลงในบริการของตนเองอีก 1,000 คัน โดยคาดว่าจะเริ่มให้บริการได้ภายในสิ้นปีนี้

THINK THAILAND : NEXT LEVEL

Santos Or Jaune

แผนการเพิ่มรถ EV ลงในพอร์ตโฟลิโอของ Grab จะทำให้ในภาพรวม บริษัทมีรถ EV ให้บริการรวมกันแล้วมากกว่า 10,000 คัน (ทั้งรถมอเตอร์ไซค์และรถยนต์) โดยรถ EV ของ BYD ที่จะให้บริการในอินโดนีเซียนั้นเป็นรถรุ่น M6 (รถรุ่นดังกล่าวเป็นรถเอนกประสงค์ และมีการเปิดตัวในอินโดนีเซียไปเมื่อเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา) เพราะคาดว่าจะตอบโจทย์การใช้งานของผู้คนในอินโดนีเซียมากกว่า

ผู้บริหาร Grab ในอินโดนีเซียเผยด้วยว่า ตลาดอินโดนีเซียเป็นหนึ่งใน Key Market ของบริษัท Grab จึงต้องการส่งเสริมตลาดดังกล่าวด้วยตัวเลือกที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น

Gojek ก็เตรียมเปลี่ยนเป็นรถมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้า

ไม่เฉพาะ Grab เพราะคู่แข่งยักษ์ใหญ่ของอินโดนีเซียอย่าง Gojek ก็มีแผนจะเปลี่ยนรถมอเตอร์ไซค์ของทางค่ายไปเป็นรถมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าทั้งหมดภายในปี 2030 เช่นกัน ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่า ตลาด Ride-Hailing ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้กำลังเปลี่ยนไปสู่เทคโนโลยียานยนต์ที่ (น่าจะ) สะอาดขึ้นกว่าเดิม (Grab มีแผนจะเป็น Carbon Neutrality ภายในปี 2040)

ส่วนในแง่การลงทุน ก่อนหน้านี้ BYD ได้มีการลงทุนสร้างโรงงานผลิตรถยนต์มูลค่า 1 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ โดยตั้งอยู่ทางตะวันตกของเกาะชวา และคาดว่าจะเริ่มผลิตรถได้ในเดือนมกราคม 2026 ส่วนโรงงานผลิตแบตเตอรี่ของ Hyundai และ LG ก็ตั้งอยู่ในเกาะเดียวกัน และมีกำลังผลิตแบตเตอรี่ถึง 10GWh หรือสามารถป้อนให้กับรถ EV ได้ถึง 150,000 คันต่อปีเลยทีเดียว

จะเห็นได้ว่านอกเหนือจากการลงทุนของบริษัทขนาดใหญ่แล้ว นโยบายของผู้ให้บริการ Ride-Hailing ในอินโดนีเซียก็เป็นอีกหนึ่งสัญญาณว่าตลาด EV ของอินโดนีเซียกำลังเปลี่ยนแปลงและเติบโต ซึ่งอาจเป็นบทสรุปกลาย ๆ ว่าความสำเร็จของการเปลี่ยนผ่านสู่เทคโนโลยีสะอาดนี้จะเกิดขึ้นได้อย่างยั่งยืน ต้องมีการสนับสนุนจากทุกภาคส่วน ไม่ว่าจะเป็นรัฐบาล ภาคธุรกิจ หรือแม้แต่ตัวผู้บริโภคนั่นเอง

Source

Source

 


แชร์ :

You may also like