หลังจากให้บริการแบบ soft launch กับกลุ่มลูกค้าองค์กรกว่า 10 บริษัท เมื่อปลายปี 2565 ที่ผ่านมา ล่าสุด Robinhood (โรบินฮู้ด) แอปพลิเคชันสัญชาติไทยได้ออกมาประกาศอย่างเป็นทางการแล้วว่า จะเปิดตัวบริการรับ-ส่งของในชื่อ “Robinhood Express” เต็มรูปแบบในช่วงไตรมาส 2 ของปีนี้
สำหรับความพิเศษของ Robinhood Express ทางบริษัทผู้พัฒนาอย่าง เพอร์เพิล เวนเจอร์ส จำกัด ระบุว่า เน้นเรื่องของการเป็น “Professional Rider” หรือผู้ช่วยมืออาชีพที่สามารถให้บริการนอกเหนือจากการจัดส่งสินค้าและพัสดุด่วน โดยมองว่า เป็นการพัฒนาทักษะการให้บริการในกลุ่ม Robinhood Rider ให้มีความหลากหลาย รวมถึงเพิ่มโอกาสในการสร้างรายได้ที่เพิ่มขึ้นให้กับไรเดอร์อีกทางหนึ่ง
คุณสีหนาท ล่ำซำ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เพอร์เพิล เวนเจอร์ส จำกัด กล่าวว่า “การเปิดให้บริการรับ-ส่งของ หรือ Robinhood Express (โรบินฮู้ด เอ็กซ์เพรส) เป็นไปตามแผนงานในการสร้างการเติบโตให้กับธุรกิจ เพื่อมุ่งสู่การเป็น Super App สัญชาติไทย โดยเราได้ทดลองเปิดให้บริการ soft launch เมื่อช่วงปลายปี 2565 ที่ผ่านมา ในรูปแบบ B2B (Business to Business) กับกลุ่มลูกค้าองค์กรชั้นนำกว่า 10 บริษัท ในหลากหลายอุตสาหกรรม เช่น ธุรกิจประกันภัย ธุรกิจอาหาร ธุรกิจการเงิน รวมถึงบริษัทในกลุ่ม SCBX ซึ่งได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี”
สำหรับบริการ Robinhood Express ในรูปแบบ B2B (Business to Business) สามารถทำได้ดังนี้
- ส่งพัสดุได้มากกว่า 1 จุด
- บริการจัดเส้นทางการจัดส่งอย่างมีประสิทธิภาพ
- สามารถระบุวันและเวลาที่ต้องการล่วงหน้า
- ลูกค้าธุรกิจสามารถเลือกรับบริการจากไรเดอร์แบบพนักงานประจำ
- สามารถแจ้งคำสั่งเพิ่มเติมในการปฏิบัติงาน
จากความสามารถดังกล่าว Robinhood Express เตรียมขยายขอบเขตการให้บริการสู่กลุ่มลูกค้าทั่วไปบนแอปกว่า 3.2 ล้านคน ทั้งในรูปแบบ B2C (Business to Customer) และรูปแบบ C2C (Consumer to Consumer) ตามลำดับ เพื่อให้สามารถรองรับฐานลูกค้ากลุ่มอื่น ๆ ไม่ว่าจะเป็นหน่วยงานภาครัฐและเอกชน เจ้าของกิจการ และธุรกิจอีคอมเมิร์ซ ในยุคที่ความรวดเร็วในการจัดส่งสินค้าเป็นสิ่งสำคัญ
“การพัฒนาทักษะและขีดความสามารถในการให้บริการในกลุ่ม Robinhood Rider ให้มีความหลากหลายสามารถเพิ่มโอกาสให้ไรเดอร์ของเรามีรายได้ที่เพิ่มขึ้น ทั้งนี้ คาดว่าจะสามารถเปิดให้บริการ Robinhood Express เต็มรูปแบบทั้งเว็บไซต์และแอปพลิเคชัน Robinhood อย่างเป็นทางการภายในไตรมาส 2 ของปี 2566 ครอบคลุมทุกพื้นที่ในกรุงเทพฯ และปริมณฑล ตั้งเป้ามีรายได้ 10 ล้านบาทจากบริการใหม่นี้ภายในสิ้นปี 2566” คุณสีหนาท กล่าวทิ้งท้าย