HomeBrand Move !!เจน 3 โรงแรมนารายณ์ รีแบรนด์ Lub d จากโฮสเทลสู่ ‘ที่พักไลฟ์สไตล์’ ขยายฐานลูกค้าใหม่ให้กว้างขึ้น

เจน 3 โรงแรมนารายณ์ รีแบรนด์ Lub d จากโฮสเทลสู่ ‘ที่พักไลฟ์สไตล์’ ขยายฐานลูกค้าใหม่ให้กว้างขึ้น

เปิดแบรนด์ใหม่ Marasca เจาะลักชัวรี่

แชร์ :

lub d hotel

ภายใต้การบริหาร “เจน 3” ของกลุ่มนารายณ์ ฮอสพิทาลิตี้ ปีนี้มีการเปลี่ยนแปลงหลายอย่าง นอกจากปิดตำนานโรงแรมนารายณ์ อายุ 54 ปี บนถนนสีลม เพื่อสร้างเป็นแลนด์มาร์กใหม่ เตรียมเผยโฉมในอีก 4 ปีข้างหน้า ยังรีแบรนด์ “หลับดี” (Lub d) ผู้บุกเบิกโฮสเทลรายแรกๆ ของประเทศไทย ที่ได้รับคะแนนความนิยมอันดับหนึ่งบนเว็บไซต์ TripAdvisor เป็นไลฟ์สไตล์ โฮเทล และเปิดแบรนด์ใหม่ “มาราสก้า” เจาะกลุ่มลักชัวรี่

ADFEST 2024

Santos Or Jaune

หนึ่งในทายาทเจน 3 กลุ่มนารายณ์ ฮอสพิทาลิตี้ คุณนิธิดา นิธิวาสิน ผู้รับผิดชอบดูแลโรงแรมไลฟ์สไตล์ หลับดี (Lub d) ที่ปัจจุบันมี 5 แห่ง  แบ่งเป็นในไทย 3 แห่ง คือ หลับดี บางกอก สยาม, หลับดี เกาะสมุย หาดเฉวง, หลับดี ป่าตอง ภูเก็ต ในต่างประเทศ 2 แห่ง คือ หลับดี มากาตี ฟิลิปปินส์ และ หลับดี เสียมราฐ กัมพูชา ได้รีแบรนด์ Lub d ใหม่ในรอบ 12 ปีนับตั้งแต่ก่อตั้งแห่งแรก

โดยแบรนด์ Lub d มีจุดเริ่มต้นจากหนึ่งในครอบครัวผู้ก่อตั้งกลุ่มนารายณ์ ชอบเดินทางท่องเที่ยวแบบแบ็คแพ็คในต่างประเทศ และเห็นว่าในประเทศไทยยังไม่มีโปรดักท์ตอบโจทย์นักท่องเที่ยวที่เป็นมาตรฐาน “โฮสเทล” จึงเริ่มทำไพล็อท โปรเจกต์ Lub d แห่งแรกย่านสีลม บนถนนเดโช เมื่อปี 2553 หรือ 12 ปีก่อน (ปัจจุบันปิดไปแล้ว) ใช้จุดขายคือ “มาพักกับเราแล้วต้องหลับสบาย จึงเป็นที่มาของแบรนด์ Lub d”

แบรนด์ Lub d จึงถือเป็นผู้บุกเบิกโรงแรมแนวโฮสเทลสัญชาติไทยที่ประสบความสำเร็จและได้รับการยอมรับในระดับสากล ปัจจุบันขยายไปแล้ว 5 แห่ง เคยได้รับการจัดอันดับให้เป็นโฮสเทลอันดับ 1 บน TripAdvisor ด้วยความโดดเด่นด้านการบริการและการสร้างประสบการณ์ใหม่ให้กับผู้เข้าพัก

lub d hotel

รีแบรนด์ Lub d สู่โรงแรมไลฟ์สไตล์

แม้ Lub d จะเริ่มต้นด้วย “โฮสเทล” แต่ก็ไม่ได้บอกว่าตัวเองเป็นแค่โฮสเทล เพราะทำให้กลุ่มลูกค้าจำกัด จึงปรับโฉมและรีแบรนด์ใหม่ ให้เป็น Affordable Lifestyle เพื่อขยายกลุ่มลูกค้าให้กว้างขึ้น ไม่จำกัดเฉพาะกลุ่มแบ็คแพ็คลูกค้าหลักโฮสเทล

โดยขยายฐานไปยังกลุ่ม Gen Z รวมทั้งกลุ่ม Gen Alpha ที่กำลังเติบโต และสอดคล้องกับพฤติกรรมลูกค้าเอเชีย ที่ชื่นชอบบรรยากาศสนุกสนานสไตล์โฮลเทล แต่ที่พักก็ต้องการความเป็นส่วนตัว

แบรนด์ Lub d จึงเริ่มปรับโฉมทำเลแรก Lub d บางกอก สยาม อยู่ติดสถานีรถไฟฟ้า BTS สนามกีฬาแห่งชาติ ซึ่งหยุดบริการไปในช่วงโควิด ปี 2563 โดย รีโนเวทใหม่ด้วยงบประมาณกว่า 50 ล้านบาท มีห้องพักทั้งหมด 30 ห้อง ตอบโจทย์กลุ่มลูกค้าที่ต้องการความเป็นส่วนตัวด้วยห้อง Private ได้แก่ Econo Double หรือ Twin Double Deluxe และกลุ่มที่ชื่นชอบโฮสเทลด้วยห้อง Mixed Dorm พร้อมล็อคเกอร์ส่วนตัวและห้องน้ำส่วนกลางแยกชายหญิง

lub d room delux

Deluxe

lub d bangkok siam

Mixed Dorm

บริเวณชั้นหนึ่งออกแบบใหม่ด้วยแนวคิด Multi-Function Space เพื่อไลฟ์สไตล์ที่หลากหลายของลูกค้า ประกอบไปด้วยพื้นที่ส่วนกลางและ Co-working Space ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ Workation รองรับการประชุมหรือการจัดเวิร์คช็อปเป็นกลุ่ม

หลังปรับโฉมได้ปรับราคาใหม่ แต่ยังถือเป็นราคาที่เข้าถึงได้ อย่างห้องพัก Private เริ่มที่ 1,100-3,000 บาทต่อคืน จากเดิมโฮสเทลจะอยู่ที่ 800-1,800 บาทต่อคืน

“เราไม่เรียกตัวเองว่าเป็นโฮสเทลแล้ว” เพราะ Affordable Lifestyle เป็นเทรนด์การท่องเที่ยวที่กำลังเติบโต และทำให้ Lub d ขยายกลุ่มลูกค้าได้กว้างขึ้น โดยเฉพาะ Gen Z เป็นกลุ่มที่เติบโตเร็วมาก เดินทางบ่อย กล้าลองสิ่งใหม่ๆ ทำให้ Lub d มีโอกาสเติบโตเร็วกว่าเดิม

lub d rodken 1

เสริมบริการ “คาเฟ่-บาร์”

นอกจากนี้ได้เพิ่มบริการ F&B เปิดตัว Rodken (รถเข็น) เป็นคาเฟ่ ที่ได้ไอเดียจากรถเข็นกาแฟโบราณริมถนนที่สามารถแวะซื้อได้ทุกเช้า โดยคัดสรรเมล็ดกาแฟจากชุมชนกลุ่มกาแฟบ้านใหม่พัฒนา จังหวัดเชียงราย ซึ่งคั่วด้วยวิธีเทอร์โมไดนามิกส์ที่ช่วยรักษารสชาติของเมล็ดกาแฟ นำมาชงด้วยเครื่องชงกาแฟแบรนด์ “เมฆา” เครื่องชงกาแฟของคนไทยที่ได้มาตรฐานและยอมรับในระดับสากล เพื่อเป็นการสนับสนุนผู้ประกอบการไทยและชุมชนท้องถิ่น

lub d district 2

อีกบริการคือ District (ดิสทริก) บาร์ที่ออกแบบภายใต้คอนเซ็ปต์ Street Meets Neighborhood บาร์ท้องถิ่นเพื่อตอบโจทย์การสังสรรค์ยุคใหม่ที่เน้นความสะดวกรวดเร็ว ให้บรรยากาศเหมือนมาสังสรรค์บ้านเพื่อน คงความสนุกสนาน เป็นกันเองตามแบบฉบับของ Lub d เมนูเครื่องดื่มกดสดที่ทั้งเบียร์และไวน์ พร้อมอาหารแนวสตรีทฟู้ด

ทั้ง Rodken และ District ให้บริการลูกค้าเดิมที่เข้ามาพักกับโรงแรมและลูกค้าใหม่ จะเป็นแบรนด์ที่อยู่คู่กับแบรนด์ Lub d ในทำเลอื่นๆ ที่จะรีโนเวทและเปิดตัวใหม่ โดยคาเฟ่ “รถเข็น” นี้ มีโอกาสที่จะทำเป็นโมเดล สแตนด์อะโลน นอก Lub d ในระยะยาวด้วย

ขยายทำเล Lub d เปิดแบรนด์ใหม่ Marasca เจาะลักชัวรี่

หลังจาก Lub d บางกอก สยาม กลับมาเปิดบริการด้วยโฉมใหม่ในเดือนมีนาคมนี้ จะทยอยปรับโฉมรีแบรนด์ทำเลอื่นๆ ให้เป็นโรงแรม Affordable Lifestyle ทั้งหมด รวมทั้งมีแผนเปิดโรงแรมใหม่อีก 2 ในปี 2565 ได้แก่ Lub d เชียงใหม่ และ Lub d จตุจักร รวมไปถึงอีก 2 แห่ง ในปี 2566 ได้แก่ Lub d พะงัน และ Lub d กระบี่

รูปแบบของ Lub d เป็นโรงแรมขนาดเล็ก จึงสามารถขยายทำเลได้เร็วโดยเลือกเมืองท่องเที่ยวหลักๆ แต่ละแห่งจะมีขนาดและจำนวนห้องต่างกัน ปัจจุบันมีตั้งแต่ขนาด 30 ห้องไปถึง 160 ห้อง นอกจากแผนขยายในไทยแล้ว มองโอกาสเปิดเพิ่มในต่างประเทศด้วย ทั้งเพิ่มทำเลใหม่ที่ฟิลิปปินส์ เปิดใหม่ที่ญี่ปุ่น

แต่ละทำเลมีกลุ่มลูกค้าแตกต่างกัน อย่าง Lub d บางกอก สยาม เป็นกลุ่มนักท่องเที่ยวเอเชีย จีน มาเลเซีย คนไทยก็จะเป็นนักศึกษา นักกีฬา เพราะอยู่ใกล้สถานศึกษาและสนามกีฬา ส่วนทำเล สมุย ภูเก็ต เป็นกลุ่มยุโรป ส่วนที่ฟิลิปปินส์ ก็จะเป็นลูกค้าท้องถิ่นเป็นหลัก

ก่อนโควิด Lub d ทั้ง 5 แห่ง ทำรายได้รวมราว 400 ล้านบาท จากแผนขยายทำเลใหม่ๆ ในช่วง 5 ปี คาดว่า Lub d จะทำรายได้รวมมากกว่า 600 ล้านบาท จากลูกค้านักท่องเที่ยวชาวไทยและชาวต่างชาติ

Marasca Khao Yai

Marasca Khao Yai

นอกจากโรงแรม Affordable Lifestyle แล้ว กลุ่มนารายณ์ ได้ขยายเซ็กเมนต์ใหม่โรงแรม Luxury ด้วยการเปิดแบรนด์ใหม่ มาราสก้า โฮเต็ล แอนด์ รีสอร์ต (Marasca Hotels & Resorts) แนวแคชชวลลักชัวรี่ (casual-luxury) ให้ความเป็นส่วนตัว หรูหราเรียบง่าย ทำเลแรกจะเปิดตัวด้วย มาราสก้า เขาใหญ่ (Marasca Khao Yai) ในปี 2565 ตามมาด้วย มาราสก้า เกาะสมุย (Marasca Koh Samui) ในปี 2566

การเปิดแบรนด์ใหม่ มาราสก้า เพราะเห็นช่องว่างในตลาดลักชัวรี่ หลังทำแบรนด์ Lub d มีฐานลูกค้ากลุ่ม Gen Z เมื่อลูกค้ามีอายุและกำลังซื้อมากขึ้น ก็ต้องการที่พักในอีกรูปแบบ จึงทำตลาดใหม่ในกลุ่มลักชัวรี่มาตอบโจทย์ลูกค้าทุกวัยโดยไม่จำกัดอายุ เพราะในยุคนี้คนรุ่นใหม่ มีช่องทางหารายได้ในโลกดิจิทัล สร้างความมั่งคั่งได้อย่างรวดเร็ว กลุ่มนารายณ์จึงทำโรงแรมเจาะตลาดทุกเซ็กเมนต์ ตั้งแต่ Affordable ไปถึง Luxury

Lub d ceo

คุณนิธิดา นิธิวาสิน ผู้อำนวยการ Lub d

อ่านเพิ่มเติม


แชร์ :

You may also like