HomeSponsoredผ่าโรดแมป SC Asset ประกาศรุกน่านน้ำใหม่ พร้อมทะยาน 1 แสนล้านบาทใน 4 ปี

ผ่าโรดแมป SC Asset ประกาศรุกน่านน้ำใหม่ พร้อมทะยาน 1 แสนล้านบาทใน 4 ปี

แชร์ :

ท่ามกลางสถานการณ์โควิด-19 ที่ยังไม่จบ การจะสร้างการเติบโตให้ธุรกิจเพิ่มขึ้นกว่านี้ แค่บ้านเดี่ยวและคอนโดอย่างเดียว อาจไม่พอ เพราะถึงดีมานด์บ้านเดี่ยวยังโตต่อเนื่อง แต่ตลาดนี้มีผู้เล่นจำนวนมากและการแข่งขันค่อนข้างสูง กอปรกับวิสัยทัศน์ของเอสซีที่ต้องการสร้างรายได้เติบโตต่อเนื่องทุกปี และภายใน 4 ปี (2565-2568) จะมีรายได้รวมที่ 1 แสนล้านบาท ทำให้ SC ต้องมองหา “น่านน้ำใหม่” เข้ามาเสริมพอร์ตและเติมสัดส่วนกำไรให้เพิ่มขึ้น ท่ามกลางสถานการณ์ที่ไม่แน่นอน ทำไม SC ถึงกล้าตั้งเป้าหมายขนาดนี้ ตามมาถอดวิธีคิดเรื่องนี้กับ คุณณัฐพงศ์ คุณากรวงศ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เอสซี แอสเสท คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ว่าเขามองเห็นโอกาสอะไร และน่านน้ำใหม่จะสร้างการเติบโตให้เอสซีอย่างไร

Santos Or Jaune

“โควิด” จุดเปลี่ยนสู่การโตบนวิถีใหม่

คุณณัฐพงศ์ บอกว่า 2 ปีที่ผ่านมาเป็นปีที่ยากที่สุด แต่โควิด-19 ก็ทำให้ได้เรียนรู้หลายอย่าง ตั้งแต่เกิดการระบาด จากผู้ป่วย 1 คนในหนึ่งดินแดน ถึงวันนี้กลายเป็นผู้ป่วย 400 ล้านคนใน 200 ดินแดนทั่วโลก ทำให้เห็นว่าผู้ป่วย 1 คนสามารถสร้างผลกระทบมากมาย เพราะโลกวันนี้ทุกสิ่งเชื่อมต่อกัน เพราะฉะนั้น ในแง่ธุรกิจ หากมองกำไรแต่อย่างเดียว ธุรกิจคงเติบโตไปได้ไม่ไกล และไม่ยั่งยืน นั่นจึงเป็นจุดเปลี่ยนให้ SC ปรับวิธีคิดในการสร้างการเติบโตบนโลกวิถีใหม่ ซึ่งต้องมองทั้ง Profit, People และ Planet พร้อมทั้งปรับแผนสร้างการเติบโตบนโลกวิถีใหม่ให้ขยับมาเร็วขึ้น 1 ปี

คุณณัฐพงศ์ คุณากรวงศ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เอสซี แอสเสท คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน)

“เรามอง 2 อย่าง ทั้งภายในและภายนอกองค์กร ภายในองค์กรสภาพคล่องต้องพร้อม หนี้ต้องไม่สูงมาก เพราะวิกฤตยังไม่จบ หากเกิดสถานการณ์ใดขึ้นก็ตาม องค์กรต้องรับมือได้ ส่วนภายนอกองค์กร เราเห็นดีมานด์ตลาดแนวราบเติบโตมาก สังเกตได้จากตัวเลขยอดขายบ้านปีที่แล้วเติบโตถึง 29% คิดเป็นมูลค่า 1.2 แสนล้านบาท สูงสุดในรอบหลาย 10 ปีที่ผ่านมา” คุณณัฐพงศ์อธิบายเหตุผลที่ทำให้ SC มั่นใจ พร้อมสั่งลุยตลาดเร็วขึ้น

2 Engine สร้าง SC เติบโตยั่งยืนสู่แสนล้าน

แม้ตลอดระยะเวลา 1 ปีที่ผ่านมา SC จะเตรียมคนและระบบอย่างหนัก แต่กับเป้าหมายที่วางไว้เรียกว่าไม่ธรรมดาและท้าทายมาก ซึ่งการจะเติบโตต่อเนื่อง 4 ปี มีรายได้รวมกัน 1 แสนล้านบาท งานนี้ คุณณัฐพงศ์ บอกว่า ต้องมี Engine สำคัญ 2 อย่าง

1. ปักหลักบนสมรภูมิเดิม หรือการพัฒนาที่อยู่อาศัยเพื่อขายทั้งแนบราบและแนวสูง ยังเป็นเครื่องยนต์หลักในการสร้างรายได้ โดยจะให้น้ำหนักไปที่บ้านราคามากกว่า 10 ล้านบาทเป็นหลัก เพราะเป็นเซ็กเม้นต์ที่ SC มีความเชี่ยวชาญ และเป็นกลุ่มที่ยังมีกำลังซื้อสูง โดยในปีนี้จะเปิดตัวแนวราบ 25 โครงการ โดยไฮไลท์สำคัญคือ บ้านเดี่ยวระดับราคามากกว่า 50 ล้านบาท ซึ่งเป็นเซ็กเม้นต์ใหม่ที่ SC ยังไม่เคยทำ แต่เห็นดีมานด์ ในขณะที่ซัพพลายยังมีน้อย

ส่วนคอนโดมีเนียม จะโฟกัสไปที่ตลาด Super Luxury และผู้บริโภค Gen Y เพราะจากการศึกษาตลาดใน 5 ปีข้างหน้าพบว่า กลุ่มไฮเอนด์เป็นกลุ่มที่มีความต้องการบ้านสูง แต่ก็ต้องการไลฟ์สไตล์แบบคอนโดมิเนียม ส่วน Gen X แม้จะเป็นกลุ่มที่มีกำลังซื้อสูงสุด แต่กลุ่มที่มีกำลังซื้อมากสุดในตลาดคือ Gen Y ปีนี้ SC จึงมีแผนเปิดคอนโดแบรนด์ใหม่สำหรับเจาะตลาด 2 กลุ่มนี้

2. การหาน่านน้ำใหม่ สมรภูมิหลักแข็งแกร่งแล้ว ธุรกิจต้องมองหาโอกาสทางธุรกิจใหม่ๆ จากเทรนด์โลกที่เปลี่ยนไปด้วย เพื่อเพิ่มสัดส่วนของกำไรในระยะยาว โดยโอกาสใหม่สำหรับ SC คือ Hybrid Workplace และ Workation Hotel ซึ่งมาจากวิถีชีวิตคนเปลี่ยนไปหลังเกิดโควิด ทำให้บ้านคือทุกอย่าง และทุกที่คนที่ทำงาน การเลือกที่อยู่อาศัยของผู้บริโภคเปลี่ยนจากการมอง “ทำเล” มามอง “สเปซ” มากขึ้น จากรูปแบบการใช้ชีวิตที่เปลี่ยนไป SC จึงมีแผนลุยธุรกิจโรงแรมในรูปแบบ Workation รวมถึงขยายการลงทุนซื้ออพาร์ทเม้นท์ในสหรัฐอเมริกา และจะมีธุรกิจใหม่เปิดตัวในช่วงกลางปีนี้

และเมื่อมี Engine ใหม่มาเสริมมากขึ้น แน่นอนว่าในอนาคตโครงสร้างรายได้ของ SC จะเปลี่ยนแปลงไปด้วย ปัจจุบัน 80% ยังมาจากการพัฒนาที่อยู่อาศัยเพื่อขายทั้งแนบราบและแนวสูง โดยเกือบ 70% มาจากแนวราบ และ 30% มาจากคอนโดมิเนียม แต่ใน 4 ปีข้างหน้ารายได้จากน่านน้ำใหม่จะเติบโตมากกว่า 100%

ไม่ทำตกขบวน ปั้น Morning Coin เชื่อมต่ออีโคซิสเต็มส์ข้ามกลุ่มธุรกิจ

การใช้เทคโนโลยีเชื่อมต่อสินค้าและบริการภายในบ้าน แม้จะไม่ได้เป็นตัวสร้างรายได้ แต่เป็นอีกปัจจัยสำคัญที่ดีเวลลอปเปอร์ยุคนี้ต้องศึกษา เพราะวิถีชีวิตของผู้บริโภคยุคนี้อยู่บนโลกดิจิทัลมากขึ้น การเชื่อมต่อเทคโนโลยีเข้ากับบริการต่างๆ ในบ้าน จึงไม่ใช่ตอบไลฟ์สไตล์ของลูกค้าเท่านั้น แต่ยังจะช่วยให้ลูกบ้านสามารถจัดการทุกอย่างเรื่องบ้านได้สะดวกสบาย และผลักดันให้แบรนด์ได้รับความไว้วางใจจากลูกค้าได้ด้วย

กลยุทธ์ปีนี้ SC จึงเน้นการเชื่อมต่อเทคโนโลยีกับบริการภายในบ้านให้หลากหลายมากขึ้น ทั้งการพัฒนาแอปพลิเคชั่น Reujai ให้สามารถสั่งงานด้วยเสียงได้ และทำงานร่วมกับ SCG พัฒนาระบบ Active Airflow เพื่อดูดกรองอากาศอัตโนมัติ หากภายในบ้านมีค่า PM 2.5 มากเกินไป

ขณะเดียวกัน ในไตรมาส 4 ปีนี้ บริษัทยังจะเปิดตัว “SC Morning Coin” ซึ่งเป็นยูทิลิตี้ โทเคน โดยจะเป็นเหมือน Loyalty Point สำหรับแลกสินค้าและบริการผ่านเทคโนโลยีบล็อกเชน ไม่ได้เป็นการนำ Coin ไปซื้อของโดยตรง ซึ่งเทคโนโลยีเดิมอาจจะเชื่อมต่อกันแค่ในกลุ่มธุรกิจไม่ได้แลกเปลี่ยนกับใคร แต่เมื่อเป็นเทคโนโลยีบล็อกเชน จะช่วยให้การเชื่อมต่อข้ามอีโคซิลเต็มส์ทำได้ง่ายขึ้น

“การที่เราทำยูทิลิตี้ โทเคน เราไม่ได้เปรียบในธุรกิจกิจมากขึ้น แต่ถ้าเราไม่ทำ เราจะเสียเปรียบ เพราะสิ่งนี้เป็นเรื่องปกติของธุรกิจ ใครไม่ทำจะตกขบวนของวิถีโลกใหม่ในรอบนี้”

ทั้งหมดนี้คือ การปรับตัวและกลยุทธ์สร้างการเติบโตบนโลกวิถีใหม่ของ SC ที่จะสร้างภูมิคุ้มกันให้ธุรกิจเติบโตต่อไปได้ไม่ว่าจะอยู่ในสถานการณ์ใดก็ตาม และหากทำได้ตามแผนที่วางไว้ อีก 4 ปีจากนี้ ไม่เพียงจะทำให้ SC เติบโตอย่างก้าวกระโดด และยังจะทำให้แบรนด์บ้านเดี่ยว SC ขยับขึ้นมาเป็นเบอร์ 1 ในใจของผู้บริโภคอย่างแน่นอน


แชร์ :

You may also like

เว็บไซต์นี้ใช้คุกกี้เพื่อปรับปรุงประสบการณ์ของคุณ เราจะถือว่าคุณยอมรับในเรื่องนี้ แต่คุณสามารถเลือกไม่รับได้หากต้องการตกลงอ่านเพิ่มเติม