เช็คลิสต์ 5 เรื่องที่ HR ต้องปรับตัวในครึ่งปีหลัง 2021 เพื่อรับมือให้ทันการเปลี่ยนแปลง

 

- Advertisement -

เผลอแป๊บเดียว เข้าสู่ช่วงครึ่งปีหลังของปี 2021 กันแล้ว ซึ่งเป็นอีกปีที่เราทุกคนยังต้องอยู่กับการระบาดของไวรัสโควิด-19 กันต่อไป ซึ่งเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ทำให้วิถีการใช้ชีวิตและพฤติกรรมการทำงานของผู้คนเปลี่ยนแปลงไป ทำให้องค์กรกรต่างๆ นอกจากจะต้องปรับตัวหาช่องทางและโมเดลธุรกิจใหม่ๆ เพื่อเอาตัวรอดจากวิกฤตนี้ไปให้ได้ ยังต้องปรับเปลี่ยนรูปแบบการทำงานให้สอดรับกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนไปในปัจจุบัน

เพราะฉะนั้น HR จึงเป็นอีกฝ่ายที่มีบทบาทสำคัญที่จะช่วยผลักดันธุรกิจให้สามารถเดินไปข้างหน้าท่ามกลางความท้าทายที่เกิดขึ้นรอบด้าน โดย Adecco Group เปิดลิสต์ 5 สิ่งที่ HR ต้องเร่งปรับตัวให้ทันในครึ่งปีหลัง ผ่าน White Paper: The 5 guiding principles for the new world of work มาเช็คกันว่าองค์กรของคุณทำข้อไหนไปแล้ว และมีข้อไหนที่ยังไม่ได้ทำบ้าง เพื่อที่องค์กรจะได้เร่งปรับตัวรับมือกับการเปลี่ยนแปลงได้อย่างเท่าทัน

1.Hybrid Working

อย่ารอที่จะกลับมาทำงานที่ออฟฟิศแบบเดิม 100% เพราะความปกติใหม่ได้เกิดขึ้นแล้ว องค์กรควรวางแผนระยะยาวถึงการผสมผสานระหว่างการทำงานที่ออฟฟิศ และ Work from Home โดยเร่งพัฒนาทักษะพนักงาน และการนำเทคโนโลยีมาใช้สนับสนุนการทำงานแบบ Virtual เพื่อรองรับสถานการณ์โรคระบาดที่ยังไม่แน่นอน รวมไปถึงการจัดออฟฟิศใหม่ให้สอดรับกับการที่คนเข้าออฟฟิศน้อยลง โดยอาจคำนึงถึงการใช้ระบบ Hot Desk หรือปรับผังออฟฟิศใหม่ให้มีพื้นที่ใช้สอยสำหรับทำงานร่วมกัน มีห้องประชุมรองรับการวิดีโอคอลมากขึ้น รวมถึงเพิ่มความได้เปรียบในการสรรหาบุคลากร ทั้งการดึงดูด Talent กลุ่มเดิมและกลุ่มใหม่ที่เป็น Gig Worker โดยจากการสำรวจพนักงานในหลายประเทศทั่วโลกพบว่า 77% ต้องการการทำงานแบบ Hybrid Working นอกจากนี้ข้อมูลจากลิงก์อินยังพบว่า ผู้สมัครงานเสิร์ชหางานที่มีเงื่อนไขให้ Work from Home มากขึ้นกว่าเดิมถึง 60%

2.Delivering results

บทบาทของ HR ในปัจจุบันต้องมากกว่าเรื่องเช็คเวลาการเข้างานและขาดลามาสาย ยิ่งปัจจุบันการทำงานปรับมาสู่รูปแบบ Work from Home ยิ่งไม่ควรหมกหมุ่นกับการเช็คชื่อลงเวลาการทำงาน แต่เป็นการหาตัวชี้วัดที่จะใช้ประเมินและวัดผลการทำงาน โดยดูจากประสิทธิผลของตัวงานและสิ่งใหม่ๆ ที่พนักงานได้เรียนรู้ เพื่อส่งเสริมให้พนักงานมีแรงจูงใจที่จะพัฒนาผลงานให้ดีขึ้นและสร้างประสิทธิผลให้องค์กร

3.Smart Planning

การทำงานในยุคนี้ต้องเจอกับความเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ การวางแผนการทำงาน รวมไปถึงกฎเกณฑ์ต่างๆ จึงควรมีความ “ยืดหยุ่น” ขึ้นเพื่อให้สามารถปรับเปลี่ยนได้ตามสถานการณ์ ทั้งในระดับบุคคลและระดับองค์กร โดยใช้เทคโนโลยีที่มีในการจัดการงานและการสื่อสารระหว่างกัน เพื่อให้พนักงานมีอิสระในการทำงานมากขึ้นและส่งเสริมสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการเกิดความคิดสร้างสรรค์ให้มีมากยิ่งขึ้นอีกด้วย

4.Wellbeing

สุขภาพของพนักงานเป็นสิ่งที่องค์กรควรให้ความสำคัญเป็นลำดับแรก ไม่ใช่เพียงปัญหาโควิด-19 เท่านั้นที่องค์กรต้องโฟกัส แต่ยังรวมถึงสุขภาพจิตด้วย ตลอดจนผลกระทบทางสุขภาพที่เกิดจากการ Work from Home เป็นระยะเวลานาน เช่น ปวดหลัง ความเครียด การขาด Work-life Balance การหมดไฟจากการทำงาน

โดยจากการสำรวจพบว่า พนักงาน 70% คิดว่าสุขภาพจิต เป็นประเด็นที่องค์กรควรให้ความสำคัญและมีสวัสดิการสนับสนุน นอกจากนี้ ผลสำรวจในสหราชอาณาจักรยังพบว่า 67% รู้สึกว่า Work from Home ทำให้รู้สึกเหงา 46% ออกกำลังกายน้อยลง 39% ปวดกล้ามเนื้อจากการทำงานเป็นเวลานาน และ 37% มีปัญหาเรื่องการนอนหลับ 

5.Agile Working

การปรับวิธีการทำงานให้ยืดหยุ่นและคล่องตัวขึ้นยังคงเป็น Priority สำคัญขององค์กร ซึ่งการจะทำ Agile ให้สำเร็จนั้นองค์กรต้องวางรากฐานมาไล่ตั้งแต่ระดับวัฒนธรรมองค์กรที่เน้นการมีส่วนร่วมและเอื้อต่อการเกิดความคิดสร้างสรรค์ พนักงานระดับผู้บริหารและผู้จัดการที่ต้องมี Empathy มีทัศนคติที่คอยเป็นผู้สนับสนุนลูกน้อง และคอยสื่อสารกับลูกน้องอยู่เสมอเพื่อสร้างความไว้วางใจระหว่างกันให้เกิดขึ้นในองค์กร

Photo Credit : NUMBER 24 – Authorized Shutterstock Partner in Thailand