จิตวิทยาเบื้องหลัง Clubhouse ทำไมต้องกระหน่ำส่ง Notification แถมผู้ใช้งานก็ไม่รู้สึกรำคาญ

ย้อนหลังไปสัก 5 – 7 ปีในยุคที่การพัฒนาแอปพลิเคชันกำลังเป็นเทรนด์ฮอตของแวดวงการตลาด สิ่งที่ตามมากับแอปพลิเคชันในยุคนั้นก็คือ Notification ที่หลายบริษัทเลือกใช้เพื่อดึงดูดผู้ใช้งานให้มี Engagement กับแอปของตนเองมากขึ้น

- Advertisement -

ปฏิเสธไม่ได้ว่าในช่วงแรก ๆ การมี Notification ก็ประสบความสำเร็จด้วยดี และมีผลการสำรวจพบว่า Notification ช่วยเพิ่ม App Engagement ได้ถึง 88% บ้างก็พบว่า ช่วยดึงผู้ใช้งานให้กลับมาเปิดแอปได้ถึง 65% ขณะที่อีกหลาย ๆ อุตสาหกรรม เช่น Food Delivery, E-Commerce, การท่องเที่ยว ฯลฯ การยิง Notification ออกไปนั้น อาจหมายถึงการได้ยอดขายเพิ่มด้วย

แต่เมื่อเวลาผ่านไป การใช้ Notification ก็เริ่มส่งผลในทางตรงกันข้ามด้วยเช่นกัน โดยมีผลสำรวจจาก Localytics ในปี 2017 พบว่า ผู้ใช้สมาร์ทโฟนพร้อมจะยกเลิกการรับ Notification จากแอปเหล่านั้น หากพวกเขากระหน่ำส่งมา “มากเกินไป” ซึ่งมากเกินไปที่ว่านี้ก็คือ แค่ 2 – 5 ครั้งต่อสัปดาห์ก็มีผู้ตอบแบบสอบถาม 37% พร้อมจะปิดแอปแล้ว (ข้อมูลดังกล่าวเป็นการสำรวจความคิดเห็นจากผู้บริโภคอเมริกัน 1,000 คน)

คำถามที่ตามมาสำหรับปี 2021 ก็คือ แล้วทำไมแอปแห่งปี 2021 อย่าง “คลับเฮาส์” (Clubhouse) ถึงยังกล้าใช้มุกเดิม ๆ อย่างการกระหน่ำส่ง Notification อยู่อีก รวมถึงว่า ทำไมผู้บริโภคทุกวันนี้ ถึงได้ยอมรับกับ Notification จำนวนมหาศาลจาก Clubhouse โดยไม่ปริปากบ่นมากเท่าสมัยก่อน

เพราะทุกอย่างคือ “รายการสด”

ฝ่ายประชาสัมพันธ์ของ Clubhouse ตอบในเรื่องนี้ไว้น่าสนใจทีเดียว โดยทางบริษัทอธิบายว่า Notification นั้นสำคัญสำหรับ Clubhouse มาก เพราะทุกอย่างคือรายการสด บริษัทจึงอยากให้ผู้ใช้งานได้ตัดสินใจด้วยตัวเองว่าจะทำอย่างไรกับคอนเทนต์เหล่านั้นจึงจะเหมาะสม

พร้อมกันนั้น ทาง Clubhouse บอกด้วยว่า ถ้าหากรู้สึกว่าได้รับ Notification มากไปก็สามารถเข้าไปเปลี่ยนการตั้งค่าการส่งได้ โดยระบบของ Clubhouse สามารถตั้งค่า Notification ได้ 5 ระดับ ได้แก่ Very Frequent, Frequent, Normal, Infrequent และ Very Infrequent

เมื่อถามต่อว่าแล้วระดับ Normal ซึ่งเป็นค่าเริ่มต้นของทางแอปนั้นจะทำให้เราได้รับ Notification จาก Clubhouse มากแค่ไหน มีทีมงานของ Engadget ออกมาบอกว่า เขาได้รับมากกว่า 50 ครั้งต่อวัน หรือ 400 กว่าครั้งต่อสัปดาห์ โดยรูปแบบการแจ้งเตือนที่มาจาก Clubhouse นั้นมีหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นการแจ้งเตือนว่าคนรู้จักของเราต้องการเข้ามาใช้ Clubhouse การแจ้งเตือนว่าคนที่เราติดตามสร้างห้องสนทนา การแจ้งเตือนว่าคนที่เราติดตามกำลังพูดอยู่ในห้องสนทนา ไปจนถึงการแจ้งเตือนว่าจะมีการสร้างห้องสนทนาเรื่องใดเกิดขึ้นบ้างในอนาคต ฯลฯ

4 การออกแบบที่แตกต่างระหว่าง Clubhouse กับโซเชียลมีเดียรุ่นพี่

Pamela Pavliscak ผู้แต่งหนังสือเรื่อง Emotionally Intelligent Design: Rethinking How We Create Products ให้ความเห็นอย่างน่าสนใจว่า การที่ Clubhouse ส่ง Notification ในปริมาณมหาศาลนั้นมีผลมาจากแนวคิดในการออกแบบที่แตกต่างจากแอปพลิเคชันโซเชียลมีเดียอื่น ๆ อย่างสิ้นเชิง โดยสามารถวิเคราะห์ได้เป็น 4 ข้อหลัก ๆ ได้แก่

1. Clubhouse ดูย้อนหลังไม่ได้

ความนิยมใน Clubhouse ที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วในไม่กี่เดือนนี้เป็นปรากฏการณ์คล้ายกับที่เคยเกิดขึ้นกับ Facebook, Instagram, TikTok, Twitter ฯลฯ แต่สิ่งที่ต่างออกไปก็คือ บรรดาแอปโซเชียลมีเดียเหล่านั้นไม่ได้ทำให้ผู้ใช้งานรู้สึกกระวนกระวายใจมากเท่ากับความรู้สึกที่เกิดขึ้นกับ Clubhouse เพราะเราสามารถย้อนกลับมาดูได้ภายหลัง

2. Clubhouse ไม่ต้องจ้องหน้าจอตลอดเวลา

ความแตกต่างข้อต่อมาคือ Clubhouse เป็นแอปที่ไม่ต้องจ้องหน้าจอตลอดเวลา นั่นทำให้ข้อหาเสพติดโซเชียลที่เคยทำให้ Twitter, Snapchat, TikTok, Facebook, Instagram กลายเป็นผู้ร้ายในยุคหนึ่งสมัยหนึ่ง อาจใช้ไม่ได้กับ Clubhouse ในวันนี้

3. Notification ระดับสแปม

ปัญหาที่หลายคนเริ่มรู้สึกก็คือ การส่ง Notification ระดับมหากาฬของ Clubhouse ทำให้ผู้รับรู้สึกว่ามันใกล้เคียงกับสแปมเข้าไปทุกที แถมการมาบ่อย ๆ ยังทำให้ผู้ใช้งานไขว้เขวจากงานที่ทำอยู่ได้ง่าย และเมื่อมาผนวกเข้ากับธรรมชาติของ Clubhouse ที่มองว่าทุกอย่างคือรายการสด ปฏิเสธไม่ได้ว่าผู้ที่ติดตั้งแอปย่อมเกิดความเครียด และรู้สึกว่าตัวเองจะพลาดอะไรไปหากไม่ได้เข้ามาฟัง (FOMO : Fear Of Missing Out) ซึ่งความรู้สึกนี้ ไม่เกิดขึ้นมากนักกับแอปโซเชียลมีเดียอื่น ๆ

4. ยังไม่เจอปุ่มปิด Notification จาก Clubhouse

ความแตกต่างข้อสุดท้ายก็คือในขณะที่ Twitter, Snapchat, TikTok, Facebook ออกแบบระบบให้ผู้ใช้งานเข้าไปตั้งค่าการส่ง Notification ได้ แต่ฟีเจอร์นี้ยังหาไม่เจอจาก Clubhouse ผู้ใช้งานทำได้แค่ตั้งค่าระดับความถี่ว่าอยากจะรับ Notification เท่าไร แถมไม่มีรายละเอียดว่า ความถี่ระดับ Normal กับถี่ระดับ Frequent ต่างกันอย่างไรด้วย

ทั้งหมดนี้ จึงกลายเป็นเสน่ห์ของ Clubhouse ที่ใครต่อใครอยากเข้ามาสัมผัสความแปลกใหม่ ส่วนเสน่ห์ข้อนี้จะครองใจผู้ใช้งานได้นานหรือไม่ เป็นสิ่งที่เราต้องติดตามกันต่อไป

Source

Source

Source

Source

Source