7 เรื่องของ “โมโมพาราไดซ์” ชาบูน้ำดำ ที่สร้างปรากฏการณ์ Brand Love

ร้านอาหารชาบูเป็นอาหารที่ได้รับความนิยมอย่างมากในไทย โดยเฉพาะในช่วง 5 ปีหลังมานี้ ด้วยมูลค่าตลาดที่สูงถึง 15,000 ล้านบาท จึงดึงดูดแบรนด์ใหม่ๆ ให้เข้ามาชิงเม็ดเงินในตลาดนี้มากขึ้น  ชาบูแบบพรีเมี่ยม เชื่อเลยว่า โมโมพาราไดซ์ (Mo-Mo-Paradise) เป็นหนึ่งในแบรนด์ที่คนรักชาบูต้องนึกถึง ด้วยบริการที่เปิดมานานกว่า 12 ปีตั้งแต่ยุคที่ชาบูชาบูเริ่มต้นได้รับความนิยมในประเทศไทย และถึงตอนนี้แม้ว่าการแข่งขันจะร้อนแรง แต่โมโมพาราไดซ์ ยังคงเติบโตและครองใจคนรักชาบูมาอย่างต่อเนื่อง…ถือว่าสร้างปรากฏการณ์ที่ทำผู้บริโภค “รัก” (Brand Love) จนกระทั่งเมื่อเกิดดราม่าก็มีแฟนๆ ออกมาปกป้อง

- Advertisement -

อะไรที่ทำให้ “โมโมพาราไดซ์” ครองใจคนรักชาบูมาจนถึงทุกวันนี้ ท่ามกลางการแข่งขันที่สูงลิบ Brand Buffet ชวนมาทำความรู้จัก 7 เรื่องน่ารู้ของ โมโมพาราไดซ์ ตลอดระยะเวลากว่า 12 ปีที่ดำเนินธุรกิจในประเทศไทยไปพร้อมๆ กัน

1.จากต้นตำรับญี่ปุ่นสู่ไทย

ร้านโมโมพาราไดซ์เป็นร้านอาหารประเภทชาบูแบบญี่ปุ่นขนานแท้ เป็นแบรนด์ต้นตำรับจากประเทศญี่ปุ่น โดยสาขาแรกเกิดขึ้นในย่าน “คาบูกิโจ-ชินจูกุ” ในปี 1993 ด้วยคอนเซ็ปท์แบบ “All-You-Can-Eat” Shabu-Shabu & Sukiyaki ที่ลูกค้าสามารถเลือกสั่งอาหารได้แบบไม่อั้นจนกว่าจะอิ่ม รวมถึงยึดหลักการนำเสนออาหารที่อร่อย มีคุณภาพ ทำให้เป็นที่มาของคอนเซ็ปท์เมนูอาหารที่มีเพียงไม่กี่เมนูให้เลือก

จนกระทั่งร้านได้รับความนิยมมากขึ้น จึงเริ่มขยายธุรกิจในประเทศต่างๆ เข้าสู่ตลาดเมืองไทยครั้งแรกในปี 2008 จากการที่คุณสุรเวช เตลาน เจ้าของบริษัท โนเบิล เรสเตอท์รองต์ จำกัด ได้มีโอกาสเดินทางท่องเที่ยวที่ประเทศญี่ปุ่น จนได้มาเจอกับร้านโมโมพาราไดซ์ และเมื่อได้ลองรับประทาน ก็รู้สึกติดใจในรสชาติของชาบูพรีเมี่ยมแบบแท้ๆ ประกอบกับตอนนั้นเห็นว่าในไทยยังไม่มีใครทำร้านสไตล์นี้ จึงได้ติดต่อเพื่อขอแฟรนไซส์มาเปิดที่เมืองไทย

2.เปิดสาขาแรกในไทย คนต่อคิวยาวเหยียด

Momo Paradise
โมโมพาราไดซ์ สาขาแรกในไทย ภาพจากเว็บ noblerestaurant

ร้านโมโมพาราไดซ์ ปักหมุดสาขาแรกในไทยที่เซ็นทรัลเวิลด์ และได้รับผลตอบรับจากผู้บริโภคชาวไทยเป็นอย่างดีตั้งแต่วันแรกที่เปิดตัว โดยมีลูกค้ามาต่อคิวรอรับประทานอาหารยาวเหยียด สร้างความสั่นสะเทือนให้กับวงการชาบูอย่างมาก จากนั้นธุรกิจของโมโมพาราไดซ์ ก็ขยายสาขาเพิ่มขึ้นมาอย่างต่อเนื่อง โดยเน้นขยายตามห้างสรรพสินค้า และคอมมูนิตี้มอลล์ จนปัจจุบันมีทั้งหมด 19 สาขา

3.ชาบูสไตล์ญี่ปุ่นที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว 

จุดยืนของโมโมพาราไดซ์คือ เน้นความเป็นชาบูต้นตำรับจากญี่ปุ่นแท้ๆ โดยให้ความสำคัญกับ คุณภาพ และ รสชาติอาหาร ทำให้เมนูอาหารของร้านไม่เน้นความหลากหลายเหมือนร้านชาบูทั่วไปที่จะเพิ่มเมนูต่างๆ เข้ามาในร้าน โดยเมนูของโมโมพาราไดซ์ จะมีเนื้อวัว และเนื้อหมูให้เลือกไม่กี่ชนิดเท่านั้น รวมถึงอาหารแต่ละอย่างจะคัดสรรวัตถุดิบที่สดใหม่ มีคุณภาพ โดยเนื้อวัวจะสั่งนำเข้าจากออสเตรเลีย ซึ่งต้องเป็นเกรดเดียวกัน จากฟาร์มเดียว และพันธุ์เดียวกันเท่านั้น เพื่อให้ได้คุณภาพและรสชาติที่อร่อยเหมือนกัน ส่วนหมูจะเลือกคุโรบุตะซึ่งเป็นสายพันธุ์ญี่ปุ่นซึ่งเหมาะสำหรับการรับประทานชาบู

ขณะเดียวกัน รสชาติของน้ำซุปแต่ละชนิดยังคงเอกลักษณ์เฉพาะตัวเช่นกัน โดยเฉพาะน้ำซุปดำสไตล์ญี่ปุ่นแท้ๆ ซึ่งมีรสเข้มข้น ทำให้เมื่อทานกับเนื้อจะช่วยชูรสชาติได้ลงตัวมากยิ่งขึ้น

4.เมนูน้อย แต่รายได้ไม่น้อยเหมือนเมนูนะ

แม้จำนวนเมนูอาหารของร้านจะมีให้เลือกไม่มาก แต่เมื่อลงมาเจาะดูรายได้ของโมโมพาราไดซ์แล้ว ต้องบอกว่ากลับไม่น้อยเหมือนจำนวนเมนู  โดย 12 ปี มี 19 สาขา ส่วนรายได้ 3 ปีย้อนหลัง พบว่า

ในปี 2017 รายได้ประมาณ 400 ล้านบาท

ในปี 2018 รายได้ประมาณ 530 ล้านบาท

ในปี 2019 รายได้ประมาณ 764 ล้านบาท

5.คุณภาพญี่ปุ่น ราคาคนไทย

แม้จะเป็นชาบูระดับพรีเมี่ยม แต่เมื่อมานำมาเปิดสาขาในไทย ทำให้มีการตั้งราคาให้เหมาะกับลูกค้าชาวไทยเช่นกัน โดยที่ญี่ปุ่น ราคาอยู่ที่ประมาณ 2000 เยนต่อหัว เมื่อเทียบกับค่าเงินเยนในสมัยนั้นก็อยู่ที่ประมาณ 800 บาท ซึ่งถือว่าสูงสำหรับคนไทยมาก จึงมีการศึกษาตลาด และตั้งราคาออกมาเป็น 560 บาท รวมทั้งมีการปรับราคาและทำโปรโมชั่นให้สอดรับกับผู้บริโภคชาวไทยตลอดเวลา

6.ชาบูเจ้าแรกของไทยที่ใช้ไข่ไก่ Cage Free

ภาพจาก facebook.com ThaiMoMoParadise

ร้านโมโมพาราไดซ์ ถือได้ว่าเป็นร้านชาบูเจ้าแรกของไทยที่เลือกใช้ไข่ไก่ Cage Free ซึ่งเป็นไข่จากแม่ไก่สายพันธุ์คัดพิเศษไม่เกิน 3 วัน โดยเลี้ยงแบบปล่อยอิสระภายในโรงเรือนควบคุมอุณหภูมิแบบปลอดเชื้อ ไม่ใช้ยาปฏิชีวนะและฮอร์โมนตลอดการเลี้ยงดู ทำให้ได้ไข่ไก่สดที่มีสีสวย อุดมด้วยโปรตีนสูง แถมยังมีวิตามิน A B1 และ B2

7.ร้านชาบูที่ไม่ได้มีดีแค่ชาบู แต่ของหวานยังโดนใจ

ภาพจาก facebook ThaiMoMoParadise

นอกจากจุดขายในเรื่องรสชาติของชาบูแล้ว ของหวานที่นี่ยังโดดเด่นไม่แพ้กัน โดยมีทั้งไอศกรีม และไดฟุกุ ที่ไม่ใช่แค่ขนมหวานยอดฮิตของญี่ปุ่นเท่านั้น แต่ยังเป็นขนมที่มีความหมายดีๆ แปลว่าโชคดีมากๆ ทำให้คนญี่ปุ่นนิยมให้ไดฟุกุแทนคำอวยพรเพื่อนำพาความโชคดีมาให้ผู้รับอีกด้วย

Source