รู้จัก FutureTales Lab วิจัยอนาคตศาสตร์ เปิด 4 Scenarios “กรุงเทพฯ” 40 ปีข้างหน้า

 

จากแนวคิดเรื่องความยั่งยืน For All Well-Being และให้ความสำคัญกับเทรนด์ใหม่ๆ ของ MQDC จึงได้จัดตั้ง FutureTales Lab “ศูนย์วิจัยอนาคตศึกษา” แห่งแรกที่ก่อตั้งโดยภาคอสังหาริมทรัพย์ของไทย เพื่อสร้างแพลตฟอร์มความร่วมมือแลกเปลี่ยนข้อมูลกับนักอนาคตศาสตร์ทั่วโลก และส่งต่อข้อมูลไปสู่สาธารณะเพื่อนำไปสู่การออกแบบอนาคตที่ดีขึ้นร่วมกัน

- Advertisement -

แนวทางการสร้างความยั่งยืนให้กับสรรพสิ่งบนโลก หรือ For All Well-Being ต้องมีความยืดหยุ่นรับมือกับการเปลี่ยนแปลงในอนาคต จะเห็นได้ว่าประเทศที่เกิดปัญหาแล้วมาตามแก้ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศ มลภาวะ ที่เป็นปัญหาใหญ่ของโลก ก็มาจากการไม่ได้คิดป้องกันล่วงหน้า ซึ่งเป็นเรื่องต้องปรับเปลี่ยนวิธีคิดใหม่ สร้างองค์ความรู้เพื่อคาดการณ์อนาคตและจัดทำระบบเตือนภัยล่วงหน้าได้ เพราะบางอย่างคาดการณ์ได้ และหากป้องกันได้ก็จะช่วยลดความเสียหาย

นี่จึงเป็นที่มาของจัดตั้ง FutureTales Lab by MQDC  มาทำความรู้จัก ศูนย์วิจัยอนาคตศึกษา ผ่านมุมมองของ ดร.การดี เลียวไพโรจน์ หัวหน้าคณะที่ปรึกษาฟิวเจอร์เทลส์ แล็บ บริษัทแมกโนเลีย ควอลิตี้ ดีเวล็อปเม้นต์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (MQDC)

บทบาทของ FutureTales Lab คาดการณ์อนาคต

“ฟิวเจอร์เทลส์ แล็บ” เป็นศูนย์วิจัยที่สร้างสรรค์ขึ้นเพื่อศึกษางานวิจัยและสถานการณ์แนวโน้มในอดีตและปัจจุบัน มาวิเคราะห์คาดการณ์ถึงสิ่งที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคต โดยมีเป้าหมายการทำงาน 3 เรื่อง

1.วิจัยอนาคตศาสตร์ คาดการณ์สิ่งที่จะเกิดขึ้นในอนาคต ว่าจะมีจุดเปลี่ยนแปลงอย่างไร ที่กระทบต่อสังคมไทย

2.Interactive Exhibition เป็นพื้นที่เปิดเรียนรู้งานวิจัยที่จะเกิดขึ้นในอนาคต และพื้นที่จัดกิจกรรม เปิดให้สาธารณะเข้ามาเรียนรู้

3. สร้างความร่วมมือกับพันธมิตรทั้งภาคการศึกษา ภาครัฐและเอกชน เพื่อร่วมกันหาแนวทางแก้ไขและสร้างอนาคตด้วยกัน

การเก็บข้อมูลเพื่อวิเคราะห์อนาคตนั้นต้องทำการติดตามและอัพเดทข้อมูลอย่างต่อเนื่อง ตามการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วของโลก โดยมีกระบวนการศึกษาอนาคตผ่านการรวบรวมข้อมูลเทคโนโลยีดิจิทัล มาวิเคราะห์ คาดการณ์เหตุการณ์ต่าง ๆ ที่จะเกิดขึ้นในอนาคต

อย่าง Earth Pulse แพลตฟอร์มข้อมูลสำหรับติดตามการเปลี่ยนแปลงของโลกในมิติต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น ทะเล อากาศ พื้นดิน น้ำแข็ง และสิ่งมีชีวิต โดยได้ทำงานร่วมกับสถาบันวิจัยและที่ปรึกษาระดับโลก ได้แก่ ARUP Foresight + Innovation จากประเทศออสเตรเลีย เพื่อให้ได้มาซึ่งข้อมูลที่ถูกต้อง และมีประสิทธิภาพ

นอกจากนี้ยังร่วมมือกับพันธมิตรในระดับประเทศ อาทิ สถาบันนวัตกรรมแห่งชาติ (NIA) มหาวิทยาลัยต่างๆ รวมถึงพันธมิตรผู้สนใจด้านอวกาศ เช่น Space Zab และ SPACETH เป็นต้น เพื่อสร้างแพลตฟอร์มความร่วมมือ แลกเปลี่ยนข้อมูลที่น่าสนใจในหลากหลายแง่มุมกับนักอนาคตศาสตร์ทั่วโลก และระดับองค์กรต่างๆเพื่อนำไปสู่การสร้างอนาคตที่ดีขึ้นร่วมกัน

วิเคราะห์วิถีชีวิตผู้คน 6 เรื่องหลัก

ฟิวเจอร์เทลส์ แล็บ ได้ศึกษาและวิจัยเกี่ยวกับอนาคตของการใช้ชีวิต โดยใช้เครื่องมือการคาดการณ์อนาคตเพื่อสะท้อนภาพของ 6 เรื่องหลัก คือ การอยู่อาศัย การทำงาน การเรียนรู้ การใช้เวลาว่าง คมนาคมขนส่ง และความยั่งยืน ดังนี้

 Live การอาศัยและใช้ชีวิต

– Mixed-Race Multi-generation Family รูปแบบการใช้ชีวิตร่วมกันของครอบครัวที่มีหลากหลายรุ่น (Generation) เพื่อนำมาเป็นแนวทางสร้างที่อยู่อาศัยที่ต้องให้ความสำคัญกับการอยู่อาศัยของหลายเจน ทั้งการออกแบบและบริการ

– Gender-Diverse Families เรื่องเพศในยุคนี้ไม่มีแต่ชายหรือหญิงอีกต่อไป แต่มีความหลากหลาย

– Everything @Home  ที่อยู่อาศัยกลายเป็นพื้นที่ใช้ชีวิตทุกด้าน ทั้งอยู่อาศัย ทำงาน  และกิจกรรมต่างๆ

– 6G Technology แม้ประเทศไทยกำลังอยู่ในยุค 5G  แต่ ฟิวเจอร์เทลส์ แล็บ กำลังศึกษาเทคโนโลยี 6G ที่สตรีมมิ่งจะกลายเป็นเรื่องล้าสมัย เพื่อคาดการณ์เทคโนโลยีที่จะนำมาใช้ประโยชน์ให้กับผู้คนและให้บริการในที่อยู่อาศัย

Work การทำงาน

– มีงานใหม่ๆ เกิดขึ้นมากมาย ภายในปี 2030  สัดส่วน 85% เป็นงานที่ไม่เคยรู้จักมาก่อนและจะถูกสร้างขึ้นใหม่  จึงต้องเตรียมพร้อมหาโอกาสและสร้างสังคมร่วมกัน

– ในอนาคต “วัยเกษียณ” จะเป็นทางตัวเลือกของการทำงาน เพราะสามารถเข้าถึงความรู้ได้อย่างไร้ขอบเขต และทำงานได้ต่อเนื่อง

Learn การเรียนรู้ 

– ต่อไปใบปริญญา อาจมีบทบาทสำคัญน้อยกว่า “ทักษะ” ใหม่ของแต่ละคนที่เรียนรู้ เพื่อตอบโจทย์เส้นทางการทำงานของแต่ละคน

– โรงเรียนต้องปรับบทบาทเป็น Mega Corporation  เพื่อสร้างการเรียนรู้และสร้างความร่วมมือกับสังคม

Play การเล่น

– เป็นยุคการเรียนรู้สร้างบริการจาก Robot เห็นได้จากเทรนด์การสั่งซื้อบริการจาก Robot เพิ่มขึ้นทุกปี โดยในปี 2020 มูลค่าอยู่ที่ 37,000 ล้านเหรียญสหรัฐ  จะเพิ่มเป็น 102,500 ล้านเหรียญสหรัฐในปี 2025 ทำให้เกิดรูปแบบการทำงานร่วมกับ Robot มากขึ้น

– การท่องเที่ยวพักผ่อนจะเปลี่ยนรูปแบบไป วิธีการเดินทางพักผ่อน จะเป็นรูปแบบ VR  มากขึ้น

Move การเดินทาง 

– การเดินทาง ขนส่ง จะทำได้รวดเร็วขึ้น ด้วยเทคโนโลยี Smart City

Sustain การสร้างความยั่งยืน  

– วันนี้โลกอยู่บนความเสี่ยง จากภาวะโลกร้อนที่สูงขึ้นเรื่อย ปัญหามลภาวะ PM 2.5 รุนแรงขึ้นทุกปี หากไม่ร่วมกันช่วยกันลดมลพิษ ต่อไปอาจต้องเรียกร้องสิทธิ์การเข้าถึงอากาศสะอาดหรือไม่

งานวิจัยใน 6 เรื่องหลักด้านวิถีชีวิตของผู้คน ทั้งคนไทยและการเปลี่ยนแปลงระดับโลก ที่ส่งผลกระทบต่อความเป็นอยู่ของผู้คนนี้ จะเผยแพร่ข้อมูลให้กับผู้กำหนดนโยบาย นักวิจัย กลุ่มคนรุ่นใหม่ รวมถึงประชาชนทั่วไปที่สนใจเรื่องอนาคตศึกษาต่อไป

“วันนี้เรามีแผนการเติบโตของเมืองระดับหนึ่ง แต่จะดีกว่าไหม ในการวางแผนที่ไม่ได้ดูแต่ข้อมูลในอดีต แต่คาดการณ์อนาคตไปด้วย ดังนั้นการสร้างเมืองจะไม่เติบโตตามเศรษฐกิจเท่านั้น แต่ต้องรวมความเสี่ยง การเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ (climate change) เข้าไปด้วย”

เปิด 4 Scenarios “กรุงเทพฯ” ในอีก 40 ปีข้างหน้า

จากการวิจัยข้อมูลชอง FutureTales Lab เพื่อคาดการณ์ Scenario ที่จะเกิดขึ้นในอนาคตของเมืองหลวงอย่างกรุงเทพฯ ในอีก 40 ปีข้างหน้า หรือ ปี 2060  โดยดูจากวิถีการใช้ชีวิตของผู้คนในปัจจุบัน การใช้ทรัพยากรต่างๆ และการเปลี่ยนแปลงของสภาพแวดล้อม สรุปออกมาเป็น  4 Extreme Scenarios

1. Growth เติบโต

หากกรุงเทพฯ มีนโยบายที่ดี ก็จะเติบโตเป็น  Green Metropolis จากการมีกฎหมายกำหนดการใช้พื้นที่ ที่ไม่ได้ใช้งานในปัจจุบัน ให้เป็นพื้นที่สีเขียวทั้งหมด วางโครงสร้างหลังคาอาคารต่างๆ ให้เป็น Green Roof เพื่อทำให้อากาศในกรุงเทพฯ ดีขึ้น

2. Transformation การปรับตัวเปลี่ยนแปลงได้ดี

หากมีนโยบายดูแลพื้นที่กรุงเทพฯ ได้ดี และผู้คนร่วมมือกัน จะเห็นกรุงเทพฯ เป็นเมือง River City เพราะสถานการณ์น้ำทะเลสูงขึ้น เกิดจากการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศโลกที่เพิ่มขึ้น (climate change) เป็นสิ่งที่กระทบทั่วโลก และประเทศไทยแก้ปัญหานี้คนเดียวไม่ได้ แต่สิ่งที่ทำได้ คือ ปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐาน สภาพอากาศและอยู่กับการเปลี่ยนแปลง เมื่อแนวโน้มระดับน้ำทะเลค่อยๆ สูงขึ้น ขณะที่กรุงเทพฯ มีแนวโน้มทรุดตัวลง ผู้คนต้องปรับตัวอยู่กับสิ่งนี้  ร่นพื้นที่อยู่อาศัยหนีน้ำขึ้นมาเรื่อย ๆ

การเปลี่ยนแปลงไปสู่ River City น่าจะเป็นแนวทางดีที่สุดของกรุงเทพฯ ในปี 40 ปีข้างหน้า  โดยผู้คนต้องไม่ใช้วิธีแก้ปัญหาแบบเดิม ที่ว่าเมื่อเกิดน้ำท่วมก็สร้างเขื่อนและสร้างไปเรื่อย ๆ เพราะเป็นการอยู่ในสังคมที่ต้องแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าอยู่ตลอดเวลา

“การเปลี่ยนแปลงของโลกบางเรื่องหลีกเลี่ยงการเกิดขึ้นไม่ได้ แต่หาทางแก้ไขและอยู่กับสิ่งที่เปลี่ยนได้ด้วย  Scenario ที่ดีกว่า แต่หากยังใช้ชีวิตเหมือนเดิม และภาครัฐไม่มีนโยบายดูแลพื้นที่ กรุงเทพฯก็คงเป็นเมืองที่ไม่น่าอยู่”

เมื่อรู้แนวโน้มสิ่งที่จะเกิดขึ้นในอนาคตของกรุงเทพฯ แล้ว หากวางเป้าหมายที่จะก้าวไปสู่ River City ด้วยการนำความท้าทายของธรรมชาติมาสร้างจุดแข็งใหม่ ด้วยเทคโนโลยีใหม่ๆ ในการพัฒนาเมือง กรุงเทพฯก็สามารถอยู่กับความท้าทายของธรรมชาติได้ดี

การปรับตัว เช่น สร้างฟาร์มอยู่บนน้ำ ปรับตัวอยู่ได้บนสถานการณ์ที่ปริมาณน้ำสูงขึ้น การทำเกษตรลอยน้ำ โดยทำวิจัยต่อหาเทคโนโลยี เพื่อเตรียมความพร้อมนำมาใช้

การไปสู่ Scenario ที่กรุงเทพฯ กลายเป็น River City ต้องร่วมมือกันลดความหนาแน่นการอยู่ในเมืองศูนย์กลาง กระจายออกไปสร้างเมืองรอบนอก  พัฒนาเทคโนโลยีที่จะอยู่ได้และใช้ประโยชน์จากผืนน้ำมากขึ้น  เป็นสิ่งที่ต้องเร่งพัฒนา เพราะปัจจุบันคาดการณ์ได้ว่าจะเกิดสิ่งนี้ขึ้นในอนาคต

3. Constraint การเติบโตแบบมีข้อจำกัด 

กรุงเทพฯ จะกลายเป็น Water City ที่มีระดับน้ำเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ  เมืองเติบโตอย่างไม่มีการวางแผน ใช้ทรัพยากรอย่างสิ้นเปลือง  เช่น เมื่อรู้สึกร้อนก็เปิดเครื่องปรับอากาศ เมื่อรู้สึกหนาวก็ใส่เสื้อเพิ่มและเปิดเครื่องปรับอากาศอยู่อย่างนั้น  ไม่ได้แก้ปัญหาที่ต้นตอ แต่เป็นการแก้ปัญหาที่ทำให้เกิดปัญหา ซึ่งอนาคตของกรุงเทพฯ ไม่ควรมาในทิศทางนี้

4. Collapse ไม่มีการเปลี่ยนแปลงและไม่เติบโต 

ถือเป็น Scenario ที่ไม่ควรมาในแนวทางนี้  หากคนไม่เปลี่ยนพฤติกรรมการใช้ชีวิตที่ส่งผลเสียต่อสภาพแวดล้อม ก็อาจได้เห็นแนวโน้มคุณภาพอากาศเสียเพิ่มขึ้นทุกปี อย่าง ปัญหา PM 2.5 ที่รุนแรงขึ้นเรื่อยๆ

หากกรุงเทพฯ ไม่มีนโยบายพัฒนาและดูแลพื้นที่ที่ดีกว่านี้  ผู้คนยังใช้ชีวิตเหมือนเดิม นอกจากน้ำทะเลที่สูงขึ้น อากาศเป็นมลพิษ กรุงเทพฯ ก็จะอยู่ในโลกของ Indoor City  หากเป็นรูปแบบนี้ก็ไม่สามารถใช้ชีวิตอยู่นอกสถานที่ได้ และอาจต้องซื้อสิทธิ์เพื่อได้รับอากาศสะอาด  เป็นการใช้ชีวิตที่ต้องอยู่กับพื้นที่ปิดตลอดเวลา  ซึ่งไม่ใช่ธรรมชาติของมนุษย์

แนวทางแก้ไขโดยใช้โอกาสจากโควิด ที่ได้เห็นการเปลี่ยนวิธีการทำงาน Work from Home ซึ่งช่วยลดการเดินทาง ลดการสร้างมลภาวะ โดยใช้เทคโนโลยีมาช่วยทำงาน  ดังนั้นควรจัดสรรวันทำงานที่บ้านมากขึ้น  และไม่ควรกลับไปใช้ชีวิตแบบเดิมก่อนโควิด ควรมีความยืดหยุ่นในการทำงาน พัฒนาเมืองกระจายที่อยู่อาศัยออกไปนอกเมืองหลัก ไม่ต้องกระจุกตัวอยู่ในเมือง เพื่อลดการเดินทาง

“เมืองที่เจริญแล้ว ไม่ได้หมายถึงคนรายได้น้อยมีรถขับ แต่เป็นเมืองที่คนรวย หันมาใช้บริการรถสาธารณะ นั่นคือทุกคนได้รับความสะดวกเท่ากัน”

ทั้ง 4 Scenarios กรุงเทพฯ ในอนาคตของ FutureTales Lab  เป็นสิ่งที่ทีมวิจัยอนาคตศาสตร์ได้คาดการณ์ขึ้น เพื่อหาแนวทางแก้ไขและริเริ่มสิ่งใหม่ๆ ให้โลก เพื่อตอบสนองสิ่งที่ผู้อยู่อาศัยต้องการเห็นในอนาคต ทุกคนเลือกได้ว่าอยากเห็นอนาคตกรุงเทพฯ เป็นแบบไหน

ผลการวิจัยและศึกษาเรื่องต่างๆ ในอนาคต เป็นสิ่งที่สามารถนำมาเปลี่ยนปัจจุบันได้  หากข้อมูลคาดการณ์ในอนาคตเป็นสิ่งที่ไม่พึงประสงค์ ก็เป็นสิ่งที่ปัจจุบันต้องนำมาแก้ไขและป้องกันได้

เปิดบ้าน FutureTales Lab ณ ทรูดิจิทัล พาร์ค

สำหรับ FutureTales Lab by MQDC  ตั้งอยู่ที่ ทรู ดิจิทัล พาร์ค เปิดให้ประชาชนที่สนใจเข้าเยี่ยมชม รูปแบบกลุ่มเล็ก จำนวนไม่เกิน 25 คน/ รอบ /วัน  โดยมี 3 โซน ประกอบด้วย

โซนที่ 1 : Data Platform ส่วนนิทรรศการ ได้แก่ Earth Pulse จับตาดูชีพจรของโลกในทุกแง่มุมทั้งบนดิน ใต้น้ำ และสภาวะอากาศ เชื่อมโยงทุกสถิติที่น่าสนใจ และ Bangkok Next Tales ทำให้รู้จักและเข้าใจเมืองหลวงในหลากหลายมิติ

โซนที่ 2 : Future Living Interactive Gamification ประกอบด้วย 6 ส่วนนิทรรศการ ได้แก่

  • Future City Vision เรียนรู้ปัญหาและวิกฤตของโลกที่ทำให้ทุกประเทศต้องหันมารับมือ สร้างสรรค์และเปลี่ยนแปลงตัวเอง สู่การเป็นเมืองอัจฉริยะ (SMART CITY) ผ่านพิมพ์เขียวเมือง (City Blue Print)
  • Journey of Waste รู้ถึงสถานการณ์ของปริมาณขยะในปัจจุบันและแนวโน้มในอนาคต วิธีการแยกขยะและกำจัดขยะที่มีถูกต้อง
  • Future Mobility การเดินทางในปัจจุบันที่ส่งผลกระทบกับสุขภาพและเมืองที่อยู่อย่างไร มีการเปรียบเทียบการเดินทางในรูปแบบต่างๆ ของอนาคต ในระยะเวลา ค่าใช้จ่าย ผลกระทบต่อสุขภาพ และเมืองที่ดีกว่าเดิม
  • Create your City คือฐานพัฒนาเมืองของตัวเองภายใต้แกนการพัฒนาเมือง 12 แกน โดยจะแบ่งออกเป็น 7 แกนเรื่องการสร้างเมืองอัจฉริยะ (Smart City) และ 5 แกนเรื่องการสร้างความสุขให้กับผู้อาศัย (Happy City)
  • Future Habitat สะท้อนเอกลักษณ์และรูปแบบของ Future Living ที่เหมาะสมกับแต่ละคน พร้อมสำรวจรูปแบบและเทรนด์ของ Future Living ที่น่าสนใจ
  • Your Urbanite ผู้เล่นจะได้รับคาแรคเตอร์ตามจุดเด่นของแต่ละคนที่แตกต่างกันออกไป ซึ่งประมวลผลผ่านแอปพลิเคชัน ตามทฤษฎีของ Carl Jung จิตแพทย์ผู้ก่อตั้งจิตวิทยาการวิเคราะห์ และ George Ivanovich Gurdjieff จิตแพทย์ชาวรัสเซีย

โซนที่ 3 : Space Exploration ประกอบด้วยส่วนนิทรรศการ Space Exploration ให้ความรู้ด้านอวกาศ ทั้งในระดับนานาชาติและระดับประเทศไทย รวมถึงแนวความคิดของการที่จะไปอยู่อาศัยในดาวดวงใหม่ และการจำลองการปลูกต้นไม้ในโลกและปลูกด้วยเครื่องจำลองแรงโน้มถ่วง

เป้าหมายของ FutureTales Lab ต้องการเป็น Showcase ด้านอินโนเวชันเพื่อความเป็นอยู่ที่ดี ด้านความยั่งยืน และ Well being  โดยรู้เทรนด์อนาคตว่าจะไปในทิศทางไหน โลกต้องการอะไร สามารถคิดและประดิษฐ์นวัตกรรมขึ้นมาเองได้  ซึ่ง MQDC มีศูนย์วิจัยและนวัตกรรมเพื่อความยั่งยืน (RISC) เป็นผู้สร้างนวัตกรรมและนำมาทดลองใช้ เพื่อให้ FutureTales Lab เป็น Top of Mind ด้าน City Innovation ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

ดร.การดี ทิ้งท้ายความสำคัญของการวิจัยอนาคตศาสตร์ จากคำพูดของ Gary Hamel นักคิด นักกลยุทธ์ชื่อดัง ที่กล่าวว่า ถ้าองค์กรไหน หรือประเทศไหน ไม่สามารถที่จะจินตนาการได้ว่า อนาคตคืออะไร ก็น่าเสียดายว่าองค์กรนั้น จะไม่ได้อยู่ Enjoy กับโลกอนาคต”