HomePR NewsNIA หนุน Work from Home เปิดเมือง ปลอดภัย ยกระดับภาครัฐ – เอกชน เปลี่ยนผ่านสู่ “องค์กรนวัตกรรม” [PR]

NIA หนุน Work from Home เปิดเมือง ปลอดภัย ยกระดับภาครัฐ – เอกชน เปลี่ยนผ่านสู่ “องค์กรนวัตกรรม” [PR]

แชร์ :

สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (NIA) ร่วมขับเคลื่อนโครงการเปิดเมือง ปลอดภัย ชี้ Work from Home เป็นจุดเปลี่ยนเพื่อพัฒนาสู่ “องค์กรนวัตกรรม” ทั้งหน่วยงานภาครัฐและเอกชน พร้อมเผยผลสำรวจประชากรเน็ตกว่า 60% ไม่แฮปปี้กับ Work from Home คาดน่าจะต้องใช้วิธีผสมผสานร่วมกับการทำงานแบบปกติ เปิดเทรนด์นวัตกรรมชีวิตวิถีใหม่ใน 3 มิติ “เศรษฐกิจไร้สัมผัส–สร้างสังคมแห่งความเชื่อถือ–ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง”

BMW Class Of The Future

Santos Or Jaune

ดร.พันธุ์อาจ ชัยรัตน์ ผู้อำนวยการสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ NIA กล่าวในงานสัมมนาออนไลน์ “โครงการเปิดเมือง ปลอดภัย ร่วมฝ่าวิกฤตโควิด–19 รับมือมาตรการผ่อนปรน ระยะที่ 3” ในประเด็น “Work from Home อย่างไร ให้ได้ทั้งประสิทธิภาพและประสิทธิผล” ว่า สถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด–19) สร้างกระแสให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางสังคมในหลากหลายมิติ หนึ่งในนั้นคือ “การทำงานที่บ้าน” (Work from Home) ที่กลายเป็นปรากฏการณ์รูปแบบใหม่ของการทำงาน และอาจเป็นชีวิตวิถีใหม่ (New Normal) ของหน่วยงานหลายแห่งทั้งภาครัฐและภาคเอกชน ซึ่งถือเป็นโอกาสสำคัญในการพัฒนาองค์กรสู่การเป็น “องค์กรนวัตกรรม”(Innovative Organization) อย่างเป็นรูปธรรม เห็นได้จากการปรับตัวของบุคลากรในการทำงานผ่านเทคโนโลยีที่ทันสมัยเพิ่มมากขึ้น เช่น ระบบการประชุมทางไกลผ่านแอปพลิเคชันต่างๆ และระบบการบริหารจัดการโครงการ เป็นต้น

จากผลสำรวจพนักงาน NIA จำนวนกว่า 100 คน พบว่าพนักงานส่วนใหญ่พึงพอใจการ Work from Home เนื่องจากตอบโจทย์ชีวิตวิถีใหม่ด้วยการนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาเป็นเครื่องมือสำคัญในการทำงานและบริหารจัดการ ในขณะที่ผลการสำรวจประชากรเน็ตผ่านทวิตเตอร์ (Twitter) จากกลุ่มตัวอย่างประมาณ 4,000 คน พบว่าพนักงานกว่า 60% ไม่ชอบการ Work from Home โดยมีปัจจัยหลักจากลักษณะงานที่ต้องพบปะหรือปฏิสัมพันธ์กับผู้คนหรือต้องให้บริการโดยตรง ดังนั้น การ Work from Home จึงควรที่จะนำมาใช้ผสมผสานร่วมกับการทำงานปกติ เพราะไม่สามารถแทนที่การทำงานปกติได้แบบ 100% โดยปัจจัยหลักขึ้นอยู่กับการบริหารจัดการและลักษณะการดำเนินธุรกิจ ซึ่ง NIA มองว่าการ Work from Home จะครอบคลุมถึง “การทำงานได้ในทุกสถานที่” (Work from Anywhere) ในอนาคต หากมีระบบรองรับที่มีศักยภาพเพียงพอ ซึ่งความพร้อมสำหรับการเปลี่ยนแปลงรูปแบบการทำงาน ไม่สามารถพิจารณาเรื่องการ Work from Home เพียงอย่างเดียว แต่ต้องพิจารณาถึงแนวคิดและแนวทางบริหารจัดการเพื่อทำให้เกิดการ Work from Home ที่มีประสิทธิภาพและประสิทธิผล

ดร.พันธุ์อาจ กล่าวเพิ่มเติมว่า วิกฤตโควิด–19 ทำให้เกิดนวัตกรรมที่มีบทบาทสำหรับการทำธุรกิจในชีวิตวิถีใหม่ (New Normal) ใน 3 มิติ มิติแรกคือ เศรษฐกิจไร้สัมผัส (Touchless Economy) จากการที่ผู้คนไม่อยากสัมผัสสิ่งของสาธารณะและเป็นตัวเร่งให้เกิดสังคมไร้เงินสด (Cashless Society) ระบบการจ่ายเงินผ่านอิเล็กทรอนิกส์ (e–Payment) เพิ่มขึ้น มีการใช้นวัตกรรมในกลุ่มธุรกิจการชำระเงินออนไลน์และระบบจัดส่งสินค้ามากขึ้น มิติที่ 2 คือ สังคมแห่งความเชื่อถือ (Trust Society) เป็นเรื่องของนวัตกรรมที่จับต้องไม่ได้ แต่ต้องมีมาตรฐานเพื่อสร้างความเชื่อมั่นในสินค้าหรือบริการที่ซื้อผ่านระบบออนไลน์

สำหรับในมิติที่ 3 เป็นมิติความครอบคลุมโดยไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง (Inclusiveness) ซึ่งจะเป็นนวัตกรรมทางสังคมและบริการสาธารณะเพื่อลดความเหลื่อมล้ำ ด้วยการสร้างสะพานเชื่อมระบบดิจิทัลไปยังกลุ่มเปราะบางที่ไม่มีโอกาสในการเข้าถึงเทคโนโลยีดิจิทัล โดยความร่วมมือกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) และผู้นำชุมชน เช่น แพลตฟอร์มระบบสุขภาพทางไกล TeleHealth ของผู้ประกอบการสตาร์ทอัพไทยที่พัฒนาขึ้นสำหรับการจัดส่งยาและเวชภัณฑ์เพื่อลดจำนวนผู้ป่วยที่ไม่จำเป็นต้องเดินทางไปโรงพยาบาลซึ่งนอกจากจะช่วยป้องกันการติดเชื้อแล้ว ยังช่วยลดภาระงานของบุคลากรทางการแพทย์ได้อีกด้วย โดย อปท. จะมีบทบาทสำคัญในการเชื่อมโยงกลุ่มเปราะบางให้เข้าถึงนวัตกรรมต่างๆ ทางสังคมได้อย่างทั่วถึง


แชร์ :

You may also like

เว็บไซต์นี้ใช้คุกกี้เพื่อปรับปรุงประสบการณ์ของคุณ เราจะถือว่าคุณยอมรับในเรื่องนี้ แต่คุณสามารถเลือกไม่รับได้หากต้องการตกลงอ่านเพิ่มเติม