เริ่มแล้ว The North Face ประกาศระงับโฆษณา Facebook ชี้เป็นแพลตฟอร์มแห่ง Hate speech

The North Face เป็นแบรนด์ใหญ่รายแรกที่ออกมาประกาศคว่ำบาตร Facebook ท่ามกลางความกดดันที่เพิ่มขึ้นจากองค์กรสิทธิพลเมือง ที่มีต่อนโยบายการดูแลเนื้อหาและการจัดการคำพูดแสดงความเกลียดชังของแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียยักษ์ใหญ่ที่มีขึ้นหลังการเสียชีวิตของ George Floyd

โดยแบรนด์เครื่องแต่งกายยักษ์ใหญ่รายนี้ได้ประกาศในทวิตเตอร์ว่า จะหยุดซื้อโฆษณาบน Facebook และ Instagram ซึ่งเป็นของ Facebook ด้วยเช่นกัน

“เรารู้กันมานานมาก ๆ แล้วว่าการใช้ถ้อยคำเหยียดผิวและการเหยียดผิวเป็นอันตราย ทำให้โลกไม่เท่าเทียมและไม่ปลอดภัย นั่นทำให้เรายืนหยัดที่จะสนับสนุน NAACP และองค์กรอื่น ๆ ที่ทำงานกับ #StopHateforProfit” Steve Lesnard รองประธานฝ่ายการตลาดระดับโลกของ North Face กล่าวในแถลงการณ์

ด้านโฆษกของ The North Face กล่าวว่าได้มีการหยุดการลงโฆษณาแบบจ่ายเงินกับ Facebook ในสหรัฐอเมริกาทั้งหมด ตั้งแต่วันที่ 19 มิถุนายนที่ผ่านมา จนกว่า Facebook จะมีนโยบายที่เข้มงวดเพื่อหยุดยั้งการเหยียดเชื้อชาติ และความรุนแรงบนแพลตฟอร์ม รวมถึงการเผยแพร่ข้อมูลที่ผิดพลาดด้วย

โดยก่อนหน้าที่ The North Face จะออกมาประกาศนี้ ต้องบอกว่ามีบริษัทเล็ก ๆ เพียงไม่กี่แห่งเท่านั้นที่บอกว่าจะไม่ลงโฆษณากับ Facebook ซึ่งแตกต่างจากปัจจุบัน ที่พบว่ามีการจับตามอง Facebook มากขึ้นในแง่ของการกลั่นกรองเนื้อหา โดยเฉพาะอย่างยิ่งกรณีการ (ไม่) จัดการโพสต์ของประธานาธิบดี Donald Trump ที่ออกมาโพสต์หลังการเสียชีวิตของ George Floyd ในลักษณะที่รุนแรง

Elijah Harris จาก IPG Mediabrands มองว่า ปฏิกิริยาที่แบรนด์มีต่อ Facebook เป็นปัญหาด้าน “Brand Safety” อย่างแท้จริง ไม่ใช่ต้องการกดดัน หรือเป็นการเคลื่อนไหวทางการเมืองอย่างที่เข้าใจกันผิด ๆ ขณะที่ Business Insider รายงานโดยอ้างอิงแหล่งข่าวว่ามีแบรนด์อีกจำนวนมากที่ตั้งใจจะตีตัวออกห่างจาก Facebook ในอนาคตอันใกล้นี้ด้วย

ทั้งนี้ 98% ของรายได้ Facebook ในปัจจุบัน มาจากโฆษณา ซึ่งแม้ในช่วง Pandemic ก็ไม่มีทีท่าว่าจะลดลง โดยไตรมาสล่าสุด Facebook ทำไปได้ถึง 1.74 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ แม้นักการตลาดทั่วโลกจะบอกว่าตัวเองหยุดลงโฆษณาชั่วคราวในช่วงที่มีการระบาดใหญ่แล้วก็ตาม

Source