Apple โต 1% รายได้รวม Q2 แตะ 58,300 ล้านเหรียญสหรัฐ 62% มาจากตลาดนอกสหรัฐฯ

ประกาศผลประกอบการไปแล้วอีกหนึ่งรายสำหรับ Apple ยักษ์ใหญ่ที่หลายคนรอคอย โดยจุดที่น่าสังเกตคือ แม้การเติบโตของรายได้ในไตรมาสนี้จะเพิ่มไม่มากนัก (เพียง 1%) แต่ก็ทำให้เห็นว่ามีบางหมวดที่เติบโตอย่างน่าสนใจ นั่นคือกลุ่ม Wearable, Home and Accessories ที่ทำรายได้ไปถึง 6,284 ล้านเหรียญสหรัฐ (ไตรมาส 2 ของปี 2019 ทำรายได้ 5,129 ล้านเหรียญสหรัฐ) และกลุ่ม Services ที่ทำรายได้ 13,348 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้นจากเดิมที่เคยทำได้ 11,450 ล้านเหรียญสหรัฐ

ส่วน iPhone พบว่ามีการเติบโตลดลง จากเดิมที่เคยทำได้ 31,051 ล้านเหรียญสหรัฐ เหลือ 28,962 ล้านเหรียญสหรัฐ เช่นเดียวกับ iMac และ iPad ที่ยอดขายลดลงเช่นกัน นอกจากนั้น หากมองไปที่ตลาดของ Apple จะพบว่ายอดขายจากจีนแผ่นดินใหญ่ สหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่น นั้นมีการปรับตัวลดลง ขณะที่ตลาดในยุโรป และเอเชียเพิ่มสูงขึ้นแทน

โดยกำไรจากการดำเนินงานของ Apple ในไตรมาสนี้อยู่ที่ 12,853 ล้านเหรียญสหรัฐ

ด้านซีอีโออย่าง Tim Cook ยังคงเผยมุมมองแง่บวกต่อสถานการณ์ของบริษัทในไตรมาสนี้ โดยมองว่า เป็นไตรมาสที่ Apple ได้ช่วยเหลือสังคมในด้านต่าง ๆ เช่น การผลิตหน้ากากอนามัย และ Face Shields เพื่อแจกจ่ายให้กับเจ้าหน้าที่ทางการแพทย์ทั่วโลก รวมถึงบริจาคให้องค์กรอย่าง Food Fund ของสหรัฐอเมริกาด้วย

นอกจากนั้น อีกสิ่งหนึ่งที่ Apple ทำในช่วงไวรัสระบาดคือการซื้อหุ้นคืน ภายใต้งบประมาณ 50,000 ล้านเหรียญสหรัฐ

สำหรับตลาดจีน Tim Cook กล่าวให้สัมภาษณ์เพิ่มเติมกับ CNBC ด้วยว่า เห็นยอดซื้อบางส่วนเริ่มกลับมาในช่วงเดือนมีนาคม หลังจากที่ตกลงอย่างหนักในเดือนกุมภาพันธ์ โดยเขาหวังว่าจะเห็นยอดซื้อกลับมาเพิ่มขึ้นในเดือนเมษายน ไม่เพียงเท่านั้น Tim Cook ยังมีมุมมองเชิงบวกต่อบริการ Subscription อย่าง Apple TV+ ที่เขาบอกว่ามียอดผู้ชมเพิ่มขึ้น เนื่องจากช่วงล็อกดาวน์ผู้คนต้องกักตัวอยู่บ้านนั่นเอง

ไร้เงาความคืบหน้า 5G?

อย่างไรก็ดี สิ่งที่นักวิเคราะห์คาดหวังจะได้ยินจากการประกาศผลประกอบการในไตรมาสนี้ของ Apple คือเรื่องของอุปกรณ์ที่รองรับ 5G ว่าจะดีเลย์ออกไปหรือไม่ เพราะหากมีการดีเลย์ก็จะทำให้โอกาสของ Apple ในตลาด 5G ต้องล่าช้าออกไปด้วยนั่นเอง

ไม่เพียงเท่านั้น ตัวเลขจาก M Science พบว่า ความต้องการอุปกรณ์ที่รองรับ 5G ในสหรัฐอเมริกานั้นได้พุ่งขึ้นอย่างต่อเนื่อง จากเดิมที่เคยมีส่วนแบ่งตลาดอยู่ที่ 2% กลายเป็น 27% ในเดือนมีนาคม 2020 หลังจาก Samsung มีการเปิดตัว Galaxy S20 ซึ่งถ้าหาก Apple มีความล่าช้าในส่วนนี้ก็อาจทำให้บริษัทพลาดโอกาสได้

ส่วนปัจจัยที่ทำให้นักวิเคราะห์ยังมีมุมมองเชิงบวกต่อ Apple ก็คือความแข็งแกร่งในแบรนด์ เพราะในขณะที่ร้านค้าปลีกของผู้ให้บริการอย่าง T-Mobile, Sprint, AT&T ในสหรัฐอเมริกาต้องปิดตัวตามนโยบายล็อกดาวน์ของรัฐบาล แต่ฐานแฟนที่เหนียวแน่นของ Apple (แถมส่วนใหญ่เป็นกลุ่มที่รายได้ดี) ก็ช่วยให้ยอดขาย iPhone ไม่ตกมากเกินไปนัก

ขณะที่รายได้จากหมวด Service นั้น ผู้บริหารของ Apple เคยกล่าวไว้เมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมาว่า ภายในสิ้นปีนี้ บริษัทคาดการณ์ว่าจะมีผู้ใช้งาน 600 ล้านคนจ่ายเงินให้กับบริการของ Apple อย่างน้อย 1 อย่าง ซึ่งแนวโน้มนี้จะเป็นตัวเพิ่มรายได้ให้กับ Apple เวลาเปิดตัวฮาร์ดแวร์ใหม่ ๆ ได้เป็นอย่างดี

Source

Source

Source

Source